บทความสุขภาพ

ค้นหาบทความสุขภาพ และข่าวสารที่น่าเชื่อถือ ตามโรคหรือหัวข้อ

น้ำหนักเปลี่ยน ใจสั่น เหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณต่อมหมวกไตผิดปกติ
น้ำหนักเปลี่ยน ใจสั่น เหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณต่อมหมวกไตผิดปกติ

ต่อมหมวกไตผิดปกติ คืออะไร ต่อมหมวกไตเป็นต่อมขนาดเล็กที่อยู่เหนือไตทั้งสองข้าง ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญหลายชนิด เช่น  โดยภาวะต่อมหมวกไตผิดปกติ คือ ภาวะที่ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนไม่สมดุล อาจสร้างฮอร์โมนน้อยหรือมากเกินไป มีก้อนหรือเนื้องอกที่ส่งผลต่อการทำงานซึ่งความผิดปกติเหล่านี้อาจกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย ตั้งแต่ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล สมดุลน้ำและเกลือแร่ ไปจนถึงการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียดและความเจ็บป่วย เมื่อการผลิตฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อาการจึงแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือระดับน้ำตาลและเกลือแร่ผิดปกติ ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดจากอะไร การทำงานผิดปกติไม่ได้มาจากต่อมหมวกไตอย่างเดียว เพราะการทำงานยังเชื่อมโยงกับต่อมใต้สมองและระบบฮอร์โมนอื่น ๆ ในร่างกาย สาเหตุจึงอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ความผิดปกติของต่อมหมวกไตมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและฮอร์โมนที่ได้รับผลกระทบ บางภาวะทำให้ฮอร์โมนน้อยเกินไป ขณะที่บางภาวะทำให้ฮอร์โมนสูงกว่าปกติ  ต่อมหมวกไตผิดปกติมีกี่ประเภท โดยทั่วไป ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับต่อมหมวกไตสามารถแบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งอาการจะแตกต่างไปในแต่ละคน บางคนอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นและคล้ายกับปัญหาสุขภาพทั่วไป จึงควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือหลายอาการร่วมกัน โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้  ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนน้อยเกินไป เรียกว่า ภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง โดยร่างกายมีคอร์ติซอลและอัลโดสเตอโรนไม่เพียงพอ โดยต่อมหมวกไตผิดปกติ อาการที่พบบ่อย เช่น  […]

สัตว์กัด–ข่วน อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก เพราะโรคพิษสุนัขบ้าอันตรายถึงชีวิต
สัตว์กัด–ข่วน อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก เพราะโรคพิษสุนัขบ้าอันตรายถึงชีวิต

โรคพิษสุนัขบ้า อันตรายเมื่อเชื้อไวรัสส่งผลต่อระบบประสาท  โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากเชื้อ Rabies virus ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะค่อย ๆ เคลื่อนตามเส้นประสาทไปยังสมองและไขสันหลัง จนส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทอย่างรุนแรง โดยอันตรายของโรคนี้คือ ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจยังรู้สึกปกติในช่วงแรก บาดแผลอาจมีขนาดเล็กหรือเริ่มหายจนดูไม่น่ากังวล แต่ถ้าโรคดำเนินไปจนเริ่มแสดงอาการแล้ว จะมีความรุนแรงและอาจอันตรายถึงชีวิต ส่วนคำว่า “โรคกลัวน้ำ” ที่หลายคนชอบเรียกโรคพิษสุนัขบ้า มาจากหนึ่งในอาการที่อาจพบเมื่อโรครุนแรงขึ้น โดยผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการกลืนและเกิดการเกร็ง เมื่อพยายามดื่มน้ำจากความผิดปกติของระบบประสาท ไม่ใช่ความกลัวน้ำในความหมายทั่วไป และผู้ป่วยไม่ได้มีอาการนี้เหมือนกันทุกราย แม้ชื่อโรคจะทำให้นึกถึงสุนัขเป็นอันดับแรก แต่แมว ค้างคาว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน หากถูกกัดหรือข่วนก็ควรสังเกตชนิดของสัตว์และลักษณะบาดแผล เพื่อประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม การติดต่อของเชื้อพิษสุนัขบ้าจากสัตว์สู่คน เชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับบาดแผลหรือเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา ปาก และจมูก การสัมผัสที่อาจมีความเสี่ยง ได้แก่ ส่วนการสัมผัสตัวสัตว์ ให้อาหาร หรือถูกเลียบนผิวหนังที่ไม่มีบาดแผล โดยทั่วไปไม่ถือเป็นการสัมผัสเชื้อที่ต้องได้รับการป้องกันหลังสัมผัส แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามีรอยถลอกหรือแผลเล็ก ๆ ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน  อาการพิษสุนัขบ้าในคน ตั้งแต่ระยะฟักตัวถึงระยะรุนแรง  หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังไม่มีอาการทันที แต่จะมีระยะฟักตัวก่อน จากนั้นจึงเริ่มมีอาการและรุนแรงขึ้น […]

แค่ปวดท้อง หรือ “ลำไส้ขาดเลือด” เช็กอาการเสี่ยงที่ควรรีบพบแพทย์
แค่ปวดท้อง หรือ “ลำไส้ขาดเลือด”? เช็กอาการเสี่ยงที่ควรรีบพบแพทย์

ลำไส้ขาดเลือด คืออะไร ภาวะลำไส้ขาดเลือด คือ ภาวะที่ลำไส้ได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ สามารถเกิดได้ทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ มีทั้งแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และแบบเรื้อรังที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น หากภาวะขาดเลือดรุนแรงหรือเป็นเวลานาน อาจทำให้เนื้อเยื่อลำไส้เสียหายหรือเกิดเนื้อตายได้  อาการลำไส้ขาดเลือดที่ควรสังเกต ลำไส้ขาดเลือด อาการจะแตกต่างกันตามตำแหน่งและความรุนแรงของภาวะขาดเลือด บางรายมีอาการฉับพลัน ขณะที่บางรายค่อย ๆ มีอาการมากขึ้น อาการลำไส้ขาดเลือดเฉียบพลัน อาการหลักของภาวะลำไส้ขาดเลือดเฉียบพลัน คือ ปวดท้องอย่างฉับพลันหรือปวดรุนแรงผิดปกติ โดยอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย รู้สึกอยากถ่ายทันที หรือถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย จุดสังเกตสำคัญคือ ผู้ป่วยอาจปวดท้องรุนแรง แต่ในระยะแรกแพทย์อาจยังตรวจพบความผิดปกติบริเวณหน้าท้องไม่มากนัก เมื่อภาวะขาดเลือดรุนแรงขึ้น อาการกดเจ็บ ท้องอืด หรือหน้าท้องแข็งจะชัดเจนขึ้น อาการปวดท้องรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะหากลำไส้ขาดเลือดเป็นเวลานาน อาจทำให้เนื้อเยื่อลำไส้เสียหายหรือเกิดเนื้อตายได้ อาการลำไส้ขาดเลือดเรื้อรัง อาการมักค่อย ๆ เกิดขึ้น โดยผู้ป่วยอาจปวดท้องหลังรับประทานอาหารเป็นประจำ บางรายจึงรับประทานอาหารได้น้อยลงหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเพราะกลัวปวดท้อง ส่งผลให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ตั้งใจ ปวดท้องร่วมกับถ่ายเป็นเลือด อาการปวดท้องร่วมกับถ่ายเป็นเลือดหรือมีเลือดปนในอุจจาระ เป็นอีกสัญญาณที่ควรสังเกต เนื่องจากเลือดที่ไปเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพออาจทำให้เยื่อบุลำไส้เสียหาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นที่ลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม อาการถ่ายเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงไม่สามารถระบุจากอาการเพียงอย่างเดียวว่าเป็นภาวะลำไส้ขาดเลือด ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด […]

โนโรไวรัส
เช็กอาการ โนโรไวรัส ในเด็กก่อนเสี่ยงขาดน้ำรุนแรง

โนโรไวรัสในเด็กคืออะไร โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก  ซึ่งเชื้อชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคได้แม้ได้รับในปริมาณเล็กน้อยและแพร่กระจายได้รวดเร็ว การระบาดจึงมักพบในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานรับเลี้ยงเด็ก และอาจแพร่ต่อไปยังสมาชิกในครอบครัวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จะได้รับเชื้อง่ายที่สุด เชื้อโนโรไวรัสติดต่อได้อย่างไร เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปากและแพร่กระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เด็กเล็กมีโอกาสรับและส่งต่อเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมักนำมือหรือสิ่งของเข้าปาก และยังดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ไม่สม่ำเสมอ อาการโนโรไวรัสในเด็กที่ผู้ปกครองควรสังเกตและเฝ้าระวัง หลังได้รับเชื้อประมาณ 12–48 ชั่วโมง เด็กมักเริ่มมีอาการอย่างฉับพลัน ได้แก่ เด็กเล็กอาจยังบอกอาการคลื่นไส้หรือปวดท้องไม่ได้ ผู้ปกครองจึงควรสังเกตพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น ร้องกวน ไม่ยอมกินนม กุมท้อง นอนซม หรือไม่สนใจเล่น โนโรไวรัสแตกต่างจากอาหารเป็นพิษอย่างไร อาหารเป็นพิษเป็นคำเรียกรวมของอาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย สารพิษจากเชื้อโรค หรือสาเหตุอื่น ดังนั้น การติดเชื้อโนโรไวรัสจึงอาจจัดเป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำได้ หากได้รับเชื้อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน อาการจากแต่ละสาเหตุอาจคล้ายกันจนไม่สามารถแยกได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว หากเด็กมีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องรุนแรง ซึมลง หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินและวินิจฉัยเพิ่มเติม ภาวะขาดน้ำในเด็ก สัญญาณสำคัญที่ต้องสังเกต การอาเจียนและถ่ายเหลวทำให้เด็กสูญเสียน้ำและเกลือแร่ […]

ยาพารา
ยาพาราเซตามอล ยาธรรมดา ที่กินผิด เสี่ยงตับวาย 

พาราเซตามอลคืออะไร ทำไมยาสามัญจึงทำร้ายตับได้? พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้ 4 พฤติกรรมกินยาพาราเสี่ยงทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่ 1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวันสูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์ 2. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน […]

ข้อไหล่เสื่อม
ยกแขนไม่สุด อย่ามองข้ามสัญญาณข้อไหล่เสื่อม

ข้อไหล่เสื่อมคืออะไร ข้อไหล่เสื่อม หรือโรคข้อเสื่อมที่เกิดบริเวณหัวไหล่ เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อค่อย ๆ สึกหรอหรือเสื่อมสภาพ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบลื่น ช่องว่างระหว่างข้อลดลง และเกิดแรงเสียดทานขณะเคลื่อนไหวมากขึ้น ส่งผลให้มีอาการปวด ข้อฝืด และขยับหัวไหล่ได้จำกัด ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นตามอายุ จากการใช้งานสะสม หรือเป็นผลจากความผิดปกติอื่นภายในข้อ แม้จะพบไม่บ่อยเท่าข้อเข่าหรือข้อสะโพก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจรบกวนกิจวัตรประจำวัน เช่น การยกแขน หยิบของเหนือศีรษะ หวีผม หรือสวมเสื้อผ้า ข้อไหล่มีหลักการทำงานอย่างไร ข้อไหล่เป็นข้อที่มีช่วงการเคลื่อนไหวกว้างที่สุดข้อหนึ่งของร่างกาย  ประกอบด้วยหัวกระดูกต้นแขนที่เชื่อมต่อกับเบ้ากระดูกสะบัก โดยผิวกระดูกบริเวณที่ประกอบกันเป็นข้อจะมีกระดูกอ่อนปกคลุม ช่วยลดแรงเสียดทานและทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น การทำงานของข้อไหล่ยังอาศัยกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเอ็นยึดข้อที่อยู่โดยรอบ โดยเฉพาะกลุ่มกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น Rotator Cuff ซึ่งมีหน้าที่ช่วยพยุงข้อ ควบคุมการเคลื่อนไหว และรักษาความมั่นคงของหัวไหล่ หากโครงสร้างเหล่านี้ได้รับความเสียหายร่วมกับการสึกของผิวข้อ อาจทำให้อาการปวดและข้อจำกัดในการใช้งานแขนรุนแรงขึ้น สาเหตุของข้อไหล่เสื่อม โดยทั่วไป สามารถแบ่งตามลักษณะการเกิดได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ข้อไหล่เสื่อมตามวัยและการใช้งาน เป็นภาวะที่กระดูกอ่อนบริเวณผิวข้อค่อย ๆ เสื่อมลง โดยไม่พบการบาดเจ็บหรือโรคอื่นเป็นสาเหตุโดยตรง มักสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของข้อจากการใช้งานสะสมเป็นเวลานาน ภาวะนี้เรียกทางการแพทย์ว่า ข้อเสื่อมปฐมภูมิ (Primary Osteoarthritis) […]