จากเชื้อ HPV สู่ มะเร็งปากมดลูก โรคร้ายที่อาจไม่แสดงอาการในระยะแรก  

บทความสุขภาพ
มะเร็งปากมดลูก

เลือกอ่านตามหัวข้อ

มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณปากมดลูก โดยมีปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาความผิดปกติและช่วยให้วางแผนดูแลได้เร็วขึ้น หากพบโรค แพทย์จะพิจารณาแนวทางรักษาตามระยะของโรคและลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย

มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer)   คืออะไร

โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนล่างของมดลูกที่เชื่อมต่อกับช่องคลอด โดยเกิดจากเซลล์บริเวณปากมดลูกมีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติ จนพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งได้

ก่อนที่จะเกิดเป็นมะเร็ง เซลล์บริเวณปากมดลูกอาจมีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติในระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งเป็นช่วงที่ยังสามารถตรวจพบและรักษาให้หายได้ การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาความผิดปกติเหล่านี้ เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม

HPV กับความเสี่ยงต่อการเกิดโรค 

สาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูกเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการติดเชื้ออย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

HPV เป็นไวรัสที่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ และร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง แต่ในบางรายเชื้ออาจคงอยู่และทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเป็นมะเร็งได้

ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

  • ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ
  • การสูบบุหรี่
  • เคยมีประวัติติดเชื้อ HPV
  • ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำ

อย่างไรก็ตาม การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดโรคเสมอไป การตรวจติดตามและการคัดกรองอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดโอกาสตรวจพบโรคในระยะที่รุนแรงมากขึ้น

สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต 

ในระยะแรก มะเร็งปากมดลูกอาจไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้หลายรายไม่ทราบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีสำคัญในการค้นหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ก่อนที่จะมีอาการ

เมื่อโรคมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อาจพบอาการต่าง ๆ เช่น

เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด

เลือดออกที่แตกต่างจากรอบเดือนปกติเป็นอาการหนึ่งที่ควรได้รับการประเมิน โดยอาจพบได้ในลักษณะ เช่น

  • มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน
  • มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือน

หากพบเลือดออกโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีลักษณะผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุ

ตกขาวเปลี่ยนแปลงผิดปกติ

บางรายอาจพบตกขาวเปลี่ยนแปลง เช่น มีปริมาณมากขึ้น มีกลิ่นผิดปกติ หรือมีเลือดปน ซึ่งอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติบริเวณปากมดลูกและควรได้รับการตรวจประเมิน

ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน 

เมื่อโรคมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น อาจมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย อุ้งเชิงกราน 

อาการในระยะลุกลาม

หากโรคมีการแพร่กระจาย อาจพบอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย น้ำหนักลด หรืออาการผิดปกติที่สัมพันธ์กับตำแหน่งของโรค

การตรวจคัดกรองช่วยค้นหาความผิดปกติได้อย่างไร? 

มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่สามารถตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ได้ตั้งแต่ระยะก่อนเกิดมะเร็ง การตรวจคัดกรองจึงมีส่วนช่วยค้นหาการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณปากมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะพัฒนาเป็นโรคที่รุนแรงขึ้น

ปัจจุบันมีวิธีตรวจคัดกรองหลายรูปแบบ โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมตามอายุ ประวัติสุขภาพ และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล

วิธีตรวจคัดกรอง

  • การตรวจ Pap Smear เป็นการเก็บตัวอย่างเซลล์จากบริเวณปากมดลูก เพื่อนำไปตรวจหาความผิดปกติของเซลล์ ซึ่งช่วยค้นหาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคได้
  • การตรวจ HPV DNA Test เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ HPV โดยเน้นการค้นหาเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก
  • การตรวจร่วม (Co-testing) เป็นการตรวจ Pap Smear ร่วมกับ HPV DNA Test เพื่อประเมินทั้งความผิดปกติของเซลล์และการติดเชื้อ HPV ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค

หากผลตรวจพบความผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องตรวจปากมดลูก (Colposcopy) หรือการตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของเซลล์และยืนยันผลการวินิจฉัย

ขั้นตอนการวินิจฉัยเมื่อพบความผิดปกติ 

เมื่อผลตรวจคัดกรองพบความผิดปกติบริเวณปากมดลูก แพทย์จะประเมินเพิ่มเติมเพื่อระบุลักษณะของเซลล์และตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในระดับใด โดยขั้นตอนการตรวจอาจแตกต่างกันตามผลตรวจและลักษณะของผู้ป่วย

การส่องกล้องตรวจปากมดลูก (Colposcopy)

การส่องกล้องตรวจปากมดลูกเป็นการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายกล้องขยาย เพื่อช่วยให้แพทย์มองเห็นบริเวณปากมดลูกได้ชัดเจนขึ้น และค้นหาตำแหน่งที่มีความผิดปกติของเนื้อเยื่อ

หากพบบริเวณที่สงสัย แพทย์อาจพิจารณาตัดตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อนำไปตรวจเพิ่มเติมทางพยาธิวิทยา

การตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy)

การตรวจชิ้นเนื้อเป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันการวินิจฉัย โดยตัวอย่างเนื้อเยื่อจะถูกนำไปวิเคราะห์ เพื่อช่วยระบุชนิดของเซลล์ และความรุนแรงของเซลล์ผิดปกติ

การประเมินระยะของโรค

หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะประเมินระยะของโรคเพื่อใช้ประกอบการวางแผนการรักษา โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่

  • ขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง
  • การกระจายของโรคไปยังเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง
  • การแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น
  • สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

การแบ่งระยะของโรคเพื่อวางแผนการรักษา

การแบ่งระยะช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของโรค และเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม โดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่

ระยะก่อนมะเร็ง

เป็นช่วงที่เซลล์บริเวณปากมดลูกมีความผิดปกติ แต่ยังไม่พัฒนาเป็นเซลล์มะเร็ง การตรวจพบในระยะนี้มีความสำคัญ เนื่องจากสามารถติดตามหรือรักษาความผิดปกติได้ก่อนที่จะดำเนินไปเป็นโรค

ระยะเริ่มต้น

เป็นระยะที่เซลล์มะเร็งยังอยู่บริเวณปากมดลูก หรือมีขอบเขตการแพร่กระจายจำกัด การรักษามักมุ่งเน้นการควบคุมและกำจัดเซลล์มะเร็ง โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาตามขนาดของก้อน ตำแหน่งของโรค และปัจจัยเฉพาะบุคคล

ระยะลุกลาม

เป็นระยะที่โรคมีการแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง หรืออวัยวะอื่น การรักษาอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การผ่าตัด การฉายรังสี หรือการใช้ยา เคมีบำบัด ยามุ่งเป้า(Targeted Therapy ) เพื่อควบคุมโรคและดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

แนวทางรักษาตามระยะและลักษณะของโรค

การรักษามะเร็งปากมดลูกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค ขนาดและตำแหน่งของก้อนมะเร็ง อายุ สุขภาพโดยรวม รวมถึงเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วย แพทย์จะประเมินข้อมูลเหล่านี้ร่วมกันเพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละกรณี

วิธีการรักษาอาจประกอบด้วยการผ่าตัด การฉายรังสี การให้ยาเคมีบำบัด การใช้ยามุ่งเป้า หรือการใช้หลายแนวทางร่วมกัน โดยขึ้นอยู่กับระยะของโรคและผลการประเมินของทีมแพทย์เฉพาะทาง

การผ่าตัด

การผ่าตัดเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาที่ใช้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม โดยแพทย์จะพิจารณาจากระยะของโรค ขนาดและตำแหน่งของมะเร็ง รวมถึงปัจจัยด้านสุขภาพก่อนเลือกวิธีการรักษา

รูปแบบการผ่าตัดมีหลายระดับ ตั้งแต่การนำเนื้อเยื่อที่มีความผิดปกติออกในระยะก่อนมะเร็ง ไปจนถึงการผ่าตัดนำมดลูกและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องออกในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้

ปัจจุบันการผ่าตัดทางนรีเวชมีการพัฒนาเทคนิคที่ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ เช่น การผ่าตัดผ่านกล้อง (Minimally Invasive Surgery) ซึ่งแพทย์สามารถทำการผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็ก โดยใช้กล้องและเครื่องมือเฉพาะทางเพื่อช่วยในการมองเห็นและดำเนินการรักษา

การผ่าตัดส่องกล้องในมะเร็งปากมดลูก

การผ่าตัดส่องกล้องเป็นเทคนิคที่ใช้กล้องและเครื่องมือเฉพาะทางผ่านแผลขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นบริเวณที่ผ่าตัดและดำเนินได้

แพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมของวิธีนี้จากหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค ตำแหน่งของมะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยไม่ได้พิจารณาจากขนาดแผลเพียงอย่างเดียว

ข้อดีที่อาจพบจากการผ่าตัดผ่านกล้อง ได้แก่

  • แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
  • ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง
  • ช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถฟื้นตัวหลังการผ่าตัดได้ตามแผนการรักษา

อย่างไรก็ตาม การเลือกเทคนิคการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมทางการแพทย์และความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก

การฉายรังสีรักษา (Radiotherapy)

การฉายรังสีเป็นการใช้พลังงานรังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง โดยอาจใช้เป็นการรักษาหลัก หรือใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นตามแผนการรักษาของแพทย์

การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)

เป็นการใช้ยาเพื่อทำลายหรือควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยอาจใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นในผู้ป่วยบางราย

การรักษาร่วมหลายวิธี

ในบางกรณี แพทย์อาจวางแผนการรักษาโดยใช้หลายวิธีร่วมกัน เช่น การผ่าตัดร่วมกับการรักษาอื่น เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของโรคและเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วย

การป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงโรค

แม้ว่าปัจจัยสำคัญของการเกิดมะเร็งปากมดลูกจะเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ HPV แต่การดูแลสุขภาพและการตรวจติดตามอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงและช่วยค้นหาความผิดปกติได้เร็วขึ้น

แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของแพทย์

การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอช่วยค้นหาความผิดปกติของเซลล์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้สามารถวางแผนดูแลได้ก่อนจะเป็นมะเร็ง 

การฉีดวัคซีน HPV

วัคซีน HPV เป็นหนึ่งในแนวทางป้องกันการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปากมดลูก โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการรับวัคซีนตามช่วงอายุและปัจจัยส่วนบุคคล

การดูแลสุขภาพโดยรวม

การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และการมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรค

การดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง

การดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติบริเวณปากมดลูกจำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียด ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การประเมินระยะของโรค ไปจนถึงการเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้บริการดูแลสุขภาพสตรีโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านโรคทางนรีเวช ครอบคลุมการตรวจประเมิน วินิจฉัย และวางแผนการรักษาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละบุคคล

ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือผลตรวจคัดกรองพบความผิดปกติ ควรเข้ารับการประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุและรับการดูแลที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

ระยะแรกของโรคมีอาการหรือไม่?

ในระยะแรก มะเร็งปากมดลูกอาจไม่มีอาการชัดเจน ทำให้หลายรายไม่ทราบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น การตรวจคัดกรองจึงช่วยค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ควรพบแพทย์หรือไม่?

เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์อาจเกิดจากหลายสาเหตุ รวมถึงความผิดปกติบริเวณปากมดลูก หากพบอาการดังกล่าว ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

ผู้ที่ติดเชื้อ HPV จะเป็นมะเร็งปากมดลูกทุกคนหรือไม่?

ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อ HPV จะพัฒนาเป็นโรค หลายกรณีร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เอง แต่การติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ความเสี่ยงสูงและคงอยู่เป็นเวลานาน อาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์

มะเร็งปากมดลูกรักษาได้หรือไม่?

โอกาสในการควบคุมโรคขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะของโรค ลักษณะของมะเร็ง และการตอบสนองต่อการรักษา การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น

Medically Reviewed by

พญ. ชลิดา เรารุ่งโรจน์
พญ. ชลิดา เรารุ่งโรจน์

สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

สูติ-นรีเวชวิทยา - มะเร็งนรีเวชวิทยา

Readers’ Rating

3.0 out of 5 stars (based on 1 review)