เช็กอาการ โนโรไวรัส ในเด็กก่อนเสี่ยงขาดน้ำรุนแรง

บทความสุขภาพ
โนโรไวรัส

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • โนโรไวรัส คือเชื้อที่ติดต่อผ่านอาหาร น้ำ มือ หรือสิ่งของที่ปนเปื้อน รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย พบได้ในเด็กทุกช่วงวัย โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 
  • โนโรไวรัสทำให้เด็กอาเจียน ถ่ายเหลว ปวดท้อง และอาจมีไข้ต่ำ 
  • อาการมักเกิดภายใน 12–48 ชั่วโมงหลังรับเชื้อ และดีขึ้นภายใน 1–3 วัน 
  • ภาวะแทรกซ้อนสำคัญคือการขาดน้ำ โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก 
  • การดูแลหลักคือให้สารละลายเกลือแร่ ORS ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง 
  • หากเด็กดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อย ซึม หรือถ่ายเป็นเลือด ควรพาไปพบแพทย์ทันที

โนโรไวรัสในเด็กคืออะไร

โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก  ซึ่งเชื้อชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคได้แม้ได้รับในปริมาณเล็กน้อยและแพร่กระจายได้รวดเร็ว การระบาดจึงมักพบในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานรับเลี้ยงเด็ก และอาจแพร่ต่อไปยังสมาชิกในครอบครัวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จะได้รับเชื้อง่ายที่สุด

เชื้อโนโรไวรัสติดต่อได้อย่างไร

เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปากและแพร่กระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่

  • รับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงอาหารที่ผู้ติดเชื้อเป็นผู้จัดเตรียม
  • สัมผัสของเล่น ภาชนะ หรือพื้นผิวที่มีเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก
  • สัมผัสใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
  • สัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อมที่มีเชื้อ
  • อยู่ใกล้ขณะผู้ป่วยอาเจียน ทำให้ละอองขนาดเล็กกระจายและปนเปื้อนบริเวณโดยรอบ

เด็กเล็กมีโอกาสรับและส่งต่อเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมักนำมือหรือสิ่งของเข้าปาก และยังดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ไม่สม่ำเสมอ

อาการโนโรไวรัสในเด็กที่ผู้ปกครองควรสังเกตและเฝ้าระวัง

หลังได้รับเชื้อประมาณ 12–48 ชั่วโมง เด็กมักเริ่มมีอาการอย่างฉับพลัน ได้แก่

  • อาเจียนหลายครั้ง 
  • ถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ 
  • คลื่นไส้และปวดบิดท้อง 
  • เบื่ออาหารหรือกินได้น้อย 
  • มีไข้ต่ำ ปวดศีรษะ หรือปวดเมื่อย 
  • อ่อนเพลีย งอแง หรือไม่ร่าเริงเหมือนปกติ 

เด็กเล็กอาจยังบอกอาการคลื่นไส้หรือปวดท้องไม่ได้ ผู้ปกครองจึงควรสังเกตพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น ร้องกวน ไม่ยอมกินนม กุมท้อง นอนซม หรือไม่สนใจเล่น

โนโรไวรัสแตกต่างจากอาหารเป็นพิษอย่างไร

อาหารเป็นพิษเป็นคำเรียกรวมของอาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย สารพิษจากเชื้อโรค หรือสาเหตุอื่น ดังนั้น การติดเชื้อโนโรไวรัสจึงอาจจัดเป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำได้ หากได้รับเชื้อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน

อาการจากแต่ละสาเหตุอาจคล้ายกันจนไม่สามารถแยกได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว หากเด็กมีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องรุนแรง ซึมลง หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินและวินิจฉัยเพิ่มเติม

ภาวะขาดน้ำในเด็ก สัญญาณสำคัญที่ต้องสังเกต

การอาเจียนและถ่ายเหลวทำให้เด็กสูญเสียน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะทารกและเด็กเล็กที่อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้รวดเร็ว ผู้ปกครองควรสังเกตอาการดังต่อไปนี้

สัญญาณที่อาจบ่งบอกภาวะขาดน้ำ

  • ปากและลิ้นแห้ง 
  • กระหายน้ำหรือขอน้ำบ่อย 
  • ปัสสาวะน้อยลงหรือมีสีเข้ม 
  • ร้องไห้แล้วมีน้ำตาน้อย 
  • อ่อนเพลีย เล่นน้อยลง หรืองอแงผิดปกติ 

อาการแบบไหน ที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุด

ควรพาเด็กไปพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • ดื่มน้ำหรือสารละลายเกลือแร่ไม่ได้ หรืออาเจียนทุกครั้งที่ดื่ม 
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก ไม่ปัสสาวะ หรือมีสัญญาณขาดน้ำ 
  • ซึมลง ปลุกตื่นยาก หรือไม่ตอบสนองเหมือนปกติ 
  • ถ่ายเป็นมูกเลือด อาเจียนเป็นเลือด หรืออาเจียนเป็นสีเขียว 
  • มีไข้สูง ชัก หายใจผิดปกติ หรือมือเท้าเย็น 
  • ปวดท้องรุนแรง ท้องแข็ง หรือปวดเฉพาะจุด 
  • อาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างรวดเร็ว 

ทารก เด็กเล็ก และเด็กที่มีโรคประจำตัวควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจเกิดภาวะขาดน้ำหรือภาวะแทรกซ้อนได้รวดเร็ว หากผู้ปกครองไม่แน่ใจเกี่ยวกับความรุนแรงของอาการ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม

การวินิจฉัยโนโรไวรัสในเด็ก

แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เริ่มป่วย จำนวนครั้งของการอาเจียนและถ่ายเหลว รวมถึงประวัติอาหารที่รับประทาน และการสัมผัสบุคคลที่มีอาการคล้ายกันในครอบครัวหรือโรงเรียน

การตรวจร่างกายจะเน้นประเมินสัญญาณชีพ ระดับการขาดน้ำ ความรู้สึกตัว และอาการผิดปกติบริเวณช่องท้อง เพื่อประเมินความรุนแรงและแยกจากโรคอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกัน

เด็กส่วนใหญ่อาจไม่จำเป็นต้องตรวจหาเชื้อ แต่แพทย์อาจพิจารณาตรวจอุจจาระหากมีอาการรุนแรง ถ่ายเป็นเลือด อาการไม่เป็นไปตามลักษณะทั่วไป หรือพบผู้ป่วยหลายรายที่อาจสัมพันธ์กับการระบาดเป็นกลุ่ม

วิธีดูแลเด็กที่ติดเชื้อโนโรไวรัส

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ การรักษาหลักจึงเป็นการทดแทนน้ำและเกลือแร่ ควบคู่กับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

ให้สารละลายเกลือแร่ ORS อย่างถูกวิธี

ควรใช้สารละลายเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย หรือ ORS โดยผสมตามสัดส่วนที่ระบุบนฉลาก ไม่ผสมเข้มข้นหรือเจือจางกว่าที่กำหนด

หากเด็กอาเจียน ไม่ควรให้ดื่มครั้งละมาก ๆ เพราะอาจกระตุ้นให้อาเจียนซ้ำ ควรพักช่วงสั้น ๆ แล้วเริ่มป้อนด้วยช้อนหรือจิบครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง หากยังอาเจียนต่อเนื่องหรือรับสารน้ำไม่ได้ ควรพาไปพบแพทย์

เครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับการออกกำลังกาย น้ำอัดลม น้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ไม่ควรใช้แทน ORS เพราะมีสัดส่วนของน้ำตาลและเกลือแร่ไม่เหมาะกับการทดแทนน้ำจากอาการท้องเสีย

เมื่อติดเชื้อ ควรให้เด็กกินอาหารแบบไหน 

  • ทารกที่กินนมแม่สามารถให้นมต่อได้ โดยอาจแบ่งให้บ่อยขึ้นครั้งละน้อย 
  • เด็กที่รับประทานอาหารได้ สามารถกินอาหารตามวัยในปริมาณน้อย 
  • เลือกอาหารย่อยง่ายและปรุงสุกใหม่ 
  • หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารหวานจัด และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง 
  • ไม่ควรงดอาหารเป็นเวลานานหากเด็กยังรับประทานได้

การใช้ยาในเด็กควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ไม่ควรให้ยาหยุดถ่าย ยาแก้อาเจียน หรือยาปฏิชีวนะแก่เด็กด้วยตนเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับอายุ อาการ หรือภาวะสุขภาพของเด็ก อีกทั้งยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสได้

หากเด็กมีไข้ ควรให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และใช้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัว โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรเพิ่มขนาดหรือความถี่ของยาเอง

สำหรับเด็กที่มีอาการอาเจียนและท้องเสีย ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ความสำคัญกับการประเมินระดับการขาดน้ำ ความสามารถในการรับสารน้ำ อาการร่วม และปัจจัยเสี่ยงตามช่วงวัย เพื่อวางแนวทางดูแลให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละราย

วิธีป้องกันการแพร่เชื้อในโรงเรียนและครอบครัว

ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ

ควรสอนให้เด็กล้างมือด้วยสบู่และน้ำไหลอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนรับประทานอาหาร และเมื่อกลับจากโรงเรียน ผู้ดูแลควรล้างมือทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือทำความสะอาดอาเจียนและอุจจาระ

เจลแอลกอฮอล์ใช้เสริมได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการล้างมือ เนื่องจากมีประสิทธิภาพต่อเชื้อชนิดนี้ไม่ดีเท่าสบู่และน้ำ

แยกของใช้และทำความสะอาดบริเวณที่ปนเปื้อน

  • แยกแก้วน้ำ ช้อนส้อม และผ้าเช็ดตัวของเด็กที่ป่วย 
  • สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอาเจียน อุจจาระ หรือผ้าอ้อม 
  • ทำความสะอาดของเล่น ลูกบิดประตู ก๊อกน้ำ และโถสุขภัณฑ์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม 
  • นำเสื้อผ้าและเครื่องนอนที่ปนเปื้อนไปซักทันที โดยไม่เขย่าก่อนซัก 
  • เลือกอุณหภูมิน้ำและวิธีอบแห้งสูงสุดที่เหมาะกับเนื้อผ้า 
  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำทุกครั้งหลังทำความสะอาด 

ให้เด็กหยุดเรียนระหว่างป่วย

เด็กควรหยุดเรียนหรือหยุดไปศูนย์เด็กเล็กระหว่างมีอาการ และกลับไปเรียนเมื่ออาเจียนและท้องเสียหยุดแล้วอย่างน้อย 48 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีอาการควรงดเตรียมอาหารให้ผู้อื่นระหว่างป่วย และต่อเนื่องอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังอาการหยุดลง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโนโรไวรัสในเด็ก

เด็กติดเชื้อแล้วหายเองได้หรือไม่

เด็กส่วนใหญ่อาการดีขึ้นภายใน 1–3 วัน หากได้รับน้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอ แต่ทารก เด็กเล็ก หรือเด็กที่มีสัญญาณขาดน้ำควรได้รับการประเมินจากแพทย์

เด็กท้องเสียควรดื่มน้ำเปล่าหรือเกลือแร่

ควรให้สารละลายเกลือแร่ ORS เพราะมีสัดส่วนของน้ำตาลและเกลือแร่เหมาะสำหรับทดแทนสิ่งที่ร่างกายสูญเสีย น้ำเปล่าช่วยเพิ่มน้ำได้แต่ไม่สามารถทดแทนเกลือแร่ได้ครบถ้วน

หากเด็กอาเจียนหลังดื่ม ORS ควรทำอย่างไร

พักช่วงสั้น ๆ แล้วค่อยเริ่มป้อนใหม่ครั้งละน้อยด้วยช้อนหรือให้จิบบ่อย ๆ หากเด็กอาเจียนทุกครั้ง ดื่มไม่ได้ หรือเริ่มซึม ควรไปพบแพทย์

ติดเชื้อแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้หรือไม่

สามารถเป็นซ้ำได้ เนื่องจากเชื้อมีหลายสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันหลังการติดเชื้ออาจไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์อื่นหรือการติดเชื้อครั้งต่อไปได้ทั้งหมด

พี่น้องนอนห้องเดียวกับเด็กที่ป่วยได้หรือไม่

หากทำได้ควรแยกพื้นที่นอนและของใช้ส่วนตัวชั่วคราว พร้อมทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วมและล้างมืออย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงที่เชื้อจะแพร่ไปยังสมาชิกคนอื่นในครอบครัว

Medically Reviewed by

นพ. คริษฐ์ เพ็งสะและ
นพ. คริษฐ์ เพ็งสะและ

กุมารเวชศาสตร์

กุมารเวชศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)