ต่อมลูกหมากโต รักษาด้วยเทคนิค PAE ไม่ต้องผ่าตัด กลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ
คุณผู้ชายเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่? ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือกลั้นไม่อยู่ รู้สึกปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ

เลือกอ่านตามหัวข้อ
พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว
เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้
การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่
เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวันสูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์
พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน
ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว อาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ จึงควรตรวจ “ตัวยาสำคัญ” หรือ Active Ingredient บนฉลากก่อนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
หากมีไข้หรืออาการปวดต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือความถี่ในการรับประทานยาด้วยตนเอง เพราะการเพิ่มขนาดยาไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างปลอดภัย หากอาการไม่ดีขึ้นหรือจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและประเมินการรักษาที่เหมาะสม
ขนาดพาราเซตามอลที่เหมาะสมควรพิจารณาจากน้ำหนักตัว อายุ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน ไม่ควรดูเพียงจำนวนเม็ดที่กิน
สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป มักใช้ขนาด 500–1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมงตามความจำเป็น โดยปริมาณรวมจากยาทุกชนิดที่มีพาราฯ เป็นส่วนประกอบไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง

เมื่อร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรง ตับอาจสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญ และพัฒนาไปสู่ ตับวายเฉียบพลัน ได้
เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษและสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดีเท่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกง่าย สับสน หรือซึม และในรายที่รุนแรงอาจมีอวัยวะอื่นทำงานผิดปกติร่วมด้วย
ข้อที่สำคัญคือ อาการมักไม่แสดงทันทีหลังได้รับยาเกินขนาด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาการใด ๆ เลย ขณะที่เซลล์ตับกำลังถูกทำลายอยู่เบื้องหลัง อาการตับวายชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มักปรากฏช้ากว่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนไปพบแพทย์
การใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดได้ โดยควร
หากสงสัยว่าได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ไม่ว่าจะจากการรับประทานครั้งเดียวในปริมาณมาก, ได้รับยาเกินขนาดซ้ำ ๆ หลายครั้งหรือกินซ้ำจากยาหลายชนิด ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เนื่องจากพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกมักยังไม่แสดงอาการชัดเจน
ข่าวดีคือ หากมาพบแพทย์เร็ว มียาต้านพิษที่ได้ผลดี คือ N-acetylcysteine (NAC) ซึ่งช่วยเสริมกลูตาไธโอนในร่างกายและลดการทำลายเซลล์ตับได้ ยานี้ได้ผลดีที่สุดเมื่อให้ภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังได้รับยาเกินขนาด และยังมีประโยชน์อยู่บ้างแม้ให้ช้ากว่านั้น จึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการมาโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดจึงสำคัญมาก แพทย์จะประเมินปริมาณยาที่ได้รับ ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับยา และผลตรวจเลือดเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
ผู้ที่เคยได้รับพาราฯ เกินขนาด หรือมีอาการที่อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของตับ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้อาเจียนมาก ปวดหรือกดเจ็บบริเวณท้องด้านขวาบน รวมถึงผู้ที่มีผลตรวจเอนไซม์ตับผิดปกติหรือมีโรคตับอยู่เดิม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุและความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น
สำหรับการประเมินที่ ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล แพทย์จะพิจารณาประวัติการใช้ยาและอาหารเสริม อาการ ผลตรวจเลือด รวมถึงการตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ เพื่อแยกภาวะตับบาดเจ็บจากยาออกจากสาเหตุอื่น และวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
ไม่เสมอไป หากใช้ในขนาดที่แนะนำ พาราเซตามอลสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องใช้ยาทุกวันหรือเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการและประเมินความเหมาะสมของขนาดยา โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีภาวะขาดสารอาหาร
ไม่ควรพิจารณาจาก “จำนวนเม็ด” เพียงอย่างเดียว เพราะขนาดยาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและภาวะสุขภาพด้วย
สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไป ปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง หรือเทียบเท่าพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม 8 เม็ด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นขนาดสูงสุดที่ไม่ควรเกิน ไม่ใช่ปริมาณที่ควรกินเป็นประจำ และควรยึดคำแนะนำบนฉลากเป็นหลัก
ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยเฉพาะในปริมาณมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้พาราเซตามอล เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังอาจทำให้กระบวนการสร้างสารพิษจากยาในตับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดปริมาณกลูตาไธโอนสำรองที่ใช้กำจัดสารพิษดังกล่าว จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของตับได้ง่ายกว่าคนทั่วไป
ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เนื่องจากพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน ขณะที่กระบวนการทำลายเซลล์ตับอาจเริ่มเกิดขึ้นแล้ว การประเมินและให้ยาต้านพิษอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดตับบาดเจ็บรุนแรงได้
โดยทั่วไป พิษจากพาราเซตามอลสัมพันธ์กับภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลันมากกว่าการทำให้เกิดตับแข็งโดยตรง หากได้รับยาเกินขนาดอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่ตับวายเฉียบพลันได้ ส่วนตับแข็งเป็นภาวะเรื้อรังที่มีสาเหตุและกระบวนการเกิดโรคแตกต่างกัน
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร