บทความสุขภาพ

ค้นหาบทความสุขภาพ และข่าวสารที่น่าเชื่อถือ ตามโรคหรือหัวข้อ

PCOS
สิวขึ้น ขนดก น้ำหนักขึ้นง่าย อาจไม่ใช่แค่ฮอร์โมน แต่เป็น PCOS

PCOS คืออะไร? PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) คือ ภาวะความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมนที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ หรือปัจจุบันเรียกว่า PMOS ส่งผลให้การตกไข่ผิดปกติหรือไม่ตกไข่ ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงกว่าปกติ และอาจส่งผลต่อการมีบุตร รวมถึงสุขภาพด้านการเผาผลาญในระยะยาว สาเหตุของ PCOS แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แท้จริงของ PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือ PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) ได้ แต่เชื่อว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน และการเผาผลาญของร่างกาย ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของรังไข่และการตกไข่ พันธุกรรม ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัว เช่น มารดา พี่น้อง หรือญาติสายตรง เป็น PCOS มีแนวโน้มเกิดภาวะนี้มากกว่าคนทั่วไป แสดงให้เห็นว่าปัจจัยทางพันธุกรรมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค แม้ว่ายังไม่สามารถระบุยีนที่เป็นสาเหตุได้อย่างชัดเจน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ผู้ป่วย PCOS จำนวนมากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ร่างกายต้องผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อินซูลินที่สูงกว่าปกติอาจกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนมากขึ้น ส่งผลให้การตกไข่ผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางเมตาบอลิซึม […]

เมื่อความขี้ลืมอาจไม่ใช่เรื่องปกติ รู้ทันสัญญาณอัลไซเมอร์
เมื่อความขี้ลืมอาจไม่ใช่เรื่องปกติ รู้ทันสัญญาณอัลไซเมอร์

วันที่ 21 กันยายนของทุกปีตรงกับ วันอัลไซเมอร์โลก (World Alzheimer’s Day) เพื่อให้ผู้คนหันมาสังเกตความเปลี่ยนแปลงด้านความจำ ความคิด และพฤติกรรมของตนเองหรือคนใกล้ตัวมากขึ้น เพราะ อัลไซเมอร์ ไม่ได้แสดงออกด้วยอาการหลงลืมอย่างเดียว ผู้ป่วยอาจเริ่มถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ หลงทางในสถานที่คุ้นเคย กิจวัตรที่เคยทำได้ติดขัด หรือนิสัยและอารมณ์เปลี่ยนไปจากเดิม ปัจจุบันเริ่มมีวิธีรักษาให้อาการดีขึ้น แต่ต้องรีบรักษาในระยะเริ่มต้น การสังเกตความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกและเข้ารับการประเมิน จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาและการดูแลได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น อัลไซเมอร์เกิดจากอะไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคทางสมองที่ทำให้ความจำ ความคิด การใช้ภาษา การตัดสินใจ และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวันค่อย ๆ ลดลง อาการมักเริ่มทีละน้อยและชัดเจนขึ้นตามระยะของโรค โดยอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม แต่ไม่ได้แปลว่าผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ทุกคน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอัลไซเมอร์ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในสมอง โดยเฉพาะการสะสมของโปรตีนอะไมลอยด์-เบต้า (Amyloid-beta) และความผิดปกติของโปรตีนเทา (Tau) ซึ่งส่งผลต่อให้ทำงานของเซลล์ประสาทและเซลล์สมองค่อย ๆ เสื่อมลง โดยการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจเริ่มเกิดขึ้นหลายปีก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับโอกาสเกิดโรค ทั้งอายุ พันธุกรรม ภาวะสุขภาพ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ 10 […]

น้ำหนักเปลี่ยน ใจสั่น เหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณต่อมหมวกไตผิดปกติ
น้ำหนักเปลี่ยน ใจสั่น เหนื่อยง่าย อาจเป็นสัญญาณต่อมหมวกไตผิดปกติ

ต่อมหมวกไตผิดปกติ คืออะไร ต่อมหมวกไตเป็นต่อมขนาดเล็กที่อยู่เหนือไตทั้งสองข้าง ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญหลายชนิด เช่น  โดยภาวะต่อมหมวกไตผิดปกติ คือ ภาวะที่ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนไม่สมดุล อาจสร้างฮอร์โมนน้อยหรือมากเกินไป มีก้อนหรือเนื้องอกที่ส่งผลต่อการทำงานซึ่งความผิดปกติเหล่านี้อาจกระทบต่อหลายระบบของร่างกาย ตั้งแต่ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล สมดุลน้ำและเกลือแร่ ไปจนถึงการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียดและความเจ็บป่วย เมื่อการผลิตฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อาการจึงแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักเพิ่มหรือลดผิดปกติ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ใจสั่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือระดับน้ำตาลและเกลือแร่ผิดปกติ ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดจากอะไร การทำงานผิดปกติไม่ได้มาจากต่อมหมวกไตอย่างเดียว เพราะการทำงานยังเชื่อมโยงกับต่อมใต้สมองและระบบฮอร์โมนอื่น ๆ ในร่างกาย สาเหตุจึงอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ความผิดปกติของต่อมหมวกไตมีได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและฮอร์โมนที่ได้รับผลกระทบ บางภาวะทำให้ฮอร์โมนน้อยเกินไป ขณะที่บางภาวะทำให้ฮอร์โมนสูงกว่าปกติ  ต่อมหมวกไตผิดปกติมีกี่ประเภท โดยทั่วไป ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับต่อมหมวกไตสามารถแบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ๆ ซึ่งอาการจะแตกต่างไปในแต่ละคน บางคนอาการค่อย ๆ เกิดขึ้นและคล้ายกับปัญหาสุขภาพทั่วไป จึงควรสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือหลายอาการร่วมกัน โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้  ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนน้อยเกินไป เรียกว่า ภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง โดยร่างกายมีคอร์ติซอลและอัลโดสเตอโรนไม่เพียงพอ โดยต่อมหมวกไตผิดปกติ อาการที่พบบ่อย เช่น  […]

สัตว์กัด–ข่วน อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก เพราะโรคพิษสุนัขบ้าอันตรายถึงชีวิต
สัตว์กัด–ข่วน อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก เพราะโรคพิษสุนัขบ้าอันตรายถึงชีวิต

โรคพิษสุนัขบ้า อันตรายเมื่อเชื้อไวรัสส่งผลต่อระบบประสาท  โรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากเชื้อ Rabies virus ซึ่งสามารถพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะค่อย ๆ เคลื่อนตามเส้นประสาทไปยังสมองและไขสันหลัง จนส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทอย่างรุนแรง โดยอันตรายของโรคนี้คือ ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจยังรู้สึกปกติในช่วงแรก บาดแผลอาจมีขนาดเล็กหรือเริ่มหายจนดูไม่น่ากังวล แต่ถ้าโรคดำเนินไปจนเริ่มแสดงอาการแล้ว จะมีความรุนแรงและอาจอันตรายถึงชีวิต ส่วนคำว่า “โรคกลัวน้ำ” ที่หลายคนชอบเรียกโรคพิษสุนัขบ้า มาจากหนึ่งในอาการที่อาจพบเมื่อโรครุนแรงขึ้น โดยผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการกลืนและเกิดการเกร็ง เมื่อพยายามดื่มน้ำจากความผิดปกติของระบบประสาท ไม่ใช่ความกลัวน้ำในความหมายทั่วไป และผู้ป่วยไม่ได้มีอาการนี้เหมือนกันทุกราย แม้ชื่อโรคจะทำให้นึกถึงสุนัขเป็นอันดับแรก แต่แมว ค้างคาว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน หากถูกกัดหรือข่วนก็ควรสังเกตชนิดของสัตว์และลักษณะบาดแผล เพื่อประเมินความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม การติดต่อของเชื้อพิษสุนัขบ้าจากสัตว์สู่คน เชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสกับบาดแผลหรือเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา ปาก และจมูก การสัมผัสที่อาจมีความเสี่ยง ได้แก่ ส่วนการสัมผัสตัวสัตว์ ให้อาหาร หรือถูกเลียบนผิวหนังที่ไม่มีบาดแผล โดยทั่วไปไม่ถือเป็นการสัมผัสเชื้อที่ต้องได้รับการป้องกันหลังสัมผัส แต่ถ้าไม่แน่ใจว่ามีรอยถลอกหรือแผลเล็ก ๆ ควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน  อาการพิษสุนัขบ้าในคน ตั้งแต่ระยะฟักตัวถึงระยะรุนแรง  หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังไม่มีอาการทันที แต่จะมีระยะฟักตัวก่อน จากนั้นจึงเริ่มมีอาการและรุนแรงขึ้น […]

แค่ปวดท้อง หรือ “ลำไส้ขาดเลือด” เช็กอาการเสี่ยงที่ควรรีบพบแพทย์
แค่ปวดท้อง หรือ “ลำไส้ขาดเลือด”? เช็กอาการเสี่ยงที่ควรรีบพบแพทย์

ลำไส้ขาดเลือด คืออะไร ภาวะลำไส้ขาดเลือด คือ ภาวะที่ลำไส้ได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ สามารถเกิดได้ทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ มีทั้งแบบเฉียบพลันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และแบบเรื้อรังที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น หากภาวะขาดเลือดรุนแรงหรือเป็นเวลานาน อาจทำให้เนื้อเยื่อลำไส้เสียหายหรือเกิดเนื้อตายได้  อาการลำไส้ขาดเลือดที่ควรสังเกต ลำไส้ขาดเลือด อาการจะแตกต่างกันตามตำแหน่งและความรุนแรงของภาวะขาดเลือด บางรายมีอาการฉับพลัน ขณะที่บางรายค่อย ๆ มีอาการมากขึ้น อาการลำไส้ขาดเลือดเฉียบพลัน อาการหลักของภาวะลำไส้ขาดเลือดเฉียบพลัน คือ ปวดท้องอย่างฉับพลันหรือปวดรุนแรงผิดปกติ โดยอาจมีคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย รู้สึกอยากถ่ายทันที หรือถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย จุดสังเกตสำคัญคือ ผู้ป่วยอาจปวดท้องรุนแรง แต่ในระยะแรกแพทย์อาจยังตรวจพบความผิดปกติบริเวณหน้าท้องไม่มากนัก เมื่อภาวะขาดเลือดรุนแรงขึ้น อาการกดเจ็บ ท้องอืด หรือหน้าท้องแข็งจะชัดเจนขึ้น อาการปวดท้องรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะหากลำไส้ขาดเลือดเป็นเวลานาน อาจทำให้เนื้อเยื่อลำไส้เสียหายหรือเกิดเนื้อตายได้ อาการลำไส้ขาดเลือดเรื้อรัง อาการมักค่อย ๆ เกิดขึ้น โดยผู้ป่วยอาจปวดท้องหลังรับประทานอาหารเป็นประจำ บางรายจึงรับประทานอาหารได้น้อยลงหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเพราะกลัวปวดท้อง ส่งผลให้น้ำหนักลดลงโดยไม่ตั้งใจ ปวดท้องร่วมกับถ่ายเป็นเลือด อาการปวดท้องร่วมกับถ่ายเป็นเลือดหรือมีเลือดปนในอุจจาระ เป็นอีกสัญญาณที่ควรสังเกต เนื่องจากเลือดที่ไปเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพออาจทำให้เยื่อบุลำไส้เสียหาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นที่ลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม อาการถ่ายเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงไม่สามารถระบุจากอาการเพียงอย่างเดียวว่าเป็นภาวะลำไส้ขาดเลือด ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด […]

โนโรไวรัส
เช็กอาการ โนโรไวรัส ในเด็กก่อนเสี่ยงขาดน้ำรุนแรง

โนโรไวรัสในเด็กคืออะไร โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นหนึ่งในเชื้อที่ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบเฉียบพลันในเด็ก  ซึ่งเชื้อชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคได้แม้ได้รับในปริมาณเล็กน้อยและแพร่กระจายได้รวดเร็ว การระบาดจึงมักพบในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และสถานรับเลี้ยงเด็ก และอาจแพร่ต่อไปยังสมาชิกในครอบครัวได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี จะได้รับเชื้อง่ายที่สุด เชื้อโนโรไวรัสติดต่อได้อย่างไร เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปากและแพร่กระจายผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ เด็กเล็กมีโอกาสรับและส่งต่อเชื้อได้ง่าย เนื่องจากมักนำมือหรือสิ่งของเข้าปาก และยังดูแลสุขอนามัยของตนเองได้ไม่สม่ำเสมอ อาการโนโรไวรัสในเด็กที่ผู้ปกครองควรสังเกตและเฝ้าระวัง หลังได้รับเชื้อประมาณ 12–48 ชั่วโมง เด็กมักเริ่มมีอาการอย่างฉับพลัน ได้แก่ เด็กเล็กอาจยังบอกอาการคลื่นไส้หรือปวดท้องไม่ได้ ผู้ปกครองจึงควรสังเกตพฤติกรรมร่วมด้วย เช่น ร้องกวน ไม่ยอมกินนม กุมท้อง นอนซม หรือไม่สนใจเล่น โนโรไวรัสแตกต่างจากอาหารเป็นพิษอย่างไร อาหารเป็นพิษเป็นคำเรียกรวมของอาการเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย สารพิษจากเชื้อโรค หรือสาเหตุอื่น ดังนั้น การติดเชื้อโนโรไวรัสจึงอาจจัดเป็นโรคติดต่อทางอาหารและน้ำได้ หากได้รับเชื้อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน อาการจากแต่ละสาเหตุอาจคล้ายกันจนไม่สามารถแยกได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว หากเด็กมีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องรุนแรง ซึมลง หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินและวินิจฉัยเพิ่มเติม ภาวะขาดน้ำในเด็ก สัญญาณสำคัญที่ต้องสังเกต การอาเจียนและถ่ายเหลวทำให้เด็กสูญเสียน้ำและเกลือแร่ […]

ยาพารา
ยาพาราเซตามอล ยาธรรมดา ที่กินผิด เสี่ยงตับวาย 

พาราเซตามอลคืออะไร ทำไมยาสามัญจึงทำร้ายตับได้? พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้ 4 พฤติกรรมกินยาพาราเสี่ยงทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่ 1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวันสูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์ 2. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน […]