ยาพาราเซตามอล ยาธรรมดา ที่กินผิด เสี่ยงตับวาย 

บทความสุขภาพ
  • พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือที่หลายคนเรียกว่า “ยาพารา” เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดที่มีประสิทธิภาพและค่อนข้างปลอดภัยเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม แต่หากกินเกินขนาด กินถี่เกินไป หรือรับซ้ำซ้อนจากยาหลายชนิด อาจส่งผลให้เซลล์ตับเสียหายจนเกิด ภาวะตับวายเฉียบพลัน ได้
  •  การกินยาควรคำนวณตาม น้ำหนักตัว (10–15 มก./กก./ครั้ง) และไม่ควรกินครั้งละ 2 เม็ด
  • ผู้ที่มีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีภาวะขาดสารอาหาร ควรใช้ยาด้วยความระมัดระวัง
  •   หากสงสัยว่าได้รับยาเกินขนาด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที แม้ยังไม่แสดงอาการใด ๆ เพราะยิ่งได้รับการรักษาเร็ว โอกาสป้องกันตับบาดเจ็บรุนแรงยิ่งสูงขึ้น

พาราเซตามอลคืออะไร ทำไมยาสามัญจึงทำร้ายตับได้?

พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้

4 พฤติกรรมกินยาพาราเสี่ยงทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว

การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่

1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด

เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวันสูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์

2. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา

พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน

3. กินยาหลายชนิดที่มีพาราเซตามอลซ้ำกัน

ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว อาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ จึงควรตรวจ “ตัวยาสำคัญ” หรือ Active Ingredient บนฉลากก่อนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

4. เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น

หากมีไข้หรืออาการปวดต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือความถี่ในการรับประทานยาด้วยตนเอง เพราะการเพิ่มขนาดยาไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างปลอดภัย หากอาการไม่ดีขึ้นหรือจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและประเมินการรักษาที่เหมาะสม

ยาพาราเซตามอลควรกินเท่าไรจึงเหมาะสม?

ขนาดพาราเซตามอลที่เหมาะสมควรพิจารณาจากน้ำหนักตัว อายุ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน ไม่ควรดูเพียงจำนวนเม็ดที่กิน

สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป มักใช้ขนาด 500–1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง ทุก 4–6 ชั่วโมงตามความจำเป็น โดยปริมาณรวมจากยาทุกชนิดที่มีพาราฯ เป็นส่วนประกอบไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง

กินยาพาราเกินขนาด ทำให้ตับวายได้อย่างไร? 

เมื่อร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรง ตับอาจสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญ และพัฒนาไปสู่ ตับวายเฉียบพลัน ได้

เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษและสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดีเท่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกง่าย สับสน หรือซึม และในรายที่รุนแรงอาจมีอวัยวะอื่นทำงานผิดปกติร่วมด้วย

ข้อที่สำคัญคือ อาการมักไม่แสดงทันทีหลังได้รับยาเกินขนาด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาการใด ๆ เลย ขณะที่เซลล์ตับกำลังถูกทำลายอยู่เบื้องหลัง อาการตับวายชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มักปรากฏช้ากว่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนไปพบแพทย์

กินยาพาราอย่างไรให้ปลอดภัยต่อตับ?

การใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดได้ โดยควร

–          อ่านฉลากและตรวจปริมาณตัวยาก่อนใช้ทุกครั้ง

–          เว้นระยะการรับประทานยาตามคำแนะนำ ไม่เพิ่มขนาดหรือความถี่ด้วยตนเอง

–          นับปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดที่ใช้ภายใน 24 ชั่วโมง

–         ตรวจส่วนประกอบของยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดสูตรผสม เพื่อป้องกันการได้รับตัวยาซ้ำ

–          ให้พาราเซตามอลแก่เด็กตามน้ำหนักตัวและความเข้มข้นของยา โดยใช้อุปกรณ์ตวงยาที่เหมาะสม

–          หากมีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะขาดสารอาหาร หรือต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

เมื่อใดที่ควรไปโรงพยาบาลหรือประเมินสุขภาพตับเพิ่มเติม?

หากสงสัยว่าได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ไม่ว่าจะจากการรับประทานครั้งเดียวในปริมาณมาก, ได้รับยาเกินขนาดซ้ำ ๆ หลายครั้งหรือกินซ้ำจากยาหลายชนิด ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เนื่องจากพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกมักยังไม่แสดงอาการชัดเจน

ข่าวดีคือ หากมาพบแพทย์เร็ว มียาต้านพิษที่ได้ผลดี คือ N-acetylcysteine (NAC) ซึ่งช่วยเสริมกลูตาไธโอนในร่างกายและลดการทำลายเซลล์ตับได้ ยานี้ได้ผลดีที่สุดเมื่อให้ภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังได้รับยาเกินขนาด และยังมีประโยชน์อยู่บ้างแม้ให้ช้ากว่านั้น จึงยิ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการมาโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุดจึงสำคัญมาก แพทย์จะประเมินปริมาณยาที่ได้รับ ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับยา และผลตรวจเลือดเพื่อพิจารณาการรักษาที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

ผู้ที่เคยได้รับพาราฯ เกินขนาด หรือมีอาการที่อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของตับ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้อาเจียนมาก ปวดหรือกดเจ็บบริเวณท้องด้านขวาบน รวมถึงผู้ที่มีผลตรวจเอนไซม์ตับผิดปกติหรือมีโรคตับอยู่เดิม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุและความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น

สำหรับการประเมินที่ ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล แพทย์จะพิจารณาประวัติการใช้ยาและอาหารเสริม อาการ ผลตรวจเลือด รวมถึงการตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ เพื่อแยกภาวะตับบาดเจ็บจากยาออกจากสาเหตุอื่น และวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพาราเซตามอลและตับ

กินยาพาราทุกวันทำให้ตับวายไหม?

ไม่เสมอไป หากใช้ในขนาดที่แนะนำ พาราเซตามอลสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในคนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องใช้ยาทุกวันหรือเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการและประเมินความเหมาะสมของขนาดยา โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ หรือมีภาวะขาดสารอาหาร

ยาพารา 500 มิลลิกรัม วันหนึ่งกินได้กี่เม็ด?

ไม่ควรพิจารณาจาก “จำนวนเม็ด” เพียงอย่างเดียว เพราะขนาดยาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและภาวะสุขภาพด้วย

สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไป ปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง หรือเทียบเท่าพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม 8 เม็ด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นขนาดสูงสุดที่ไม่ควรเกิน ไม่ใช่ปริมาณที่ควรกินเป็นประจำ และควรยึดคำแนะนำบนฉลากเป็นหลัก

ดื่มแอลกอฮอล์แล้วกินพาราเซตามอลได้ไหม?

ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ โดยเฉพาะในปริมาณมาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้พาราเซตามอล เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรังอาจทำให้กระบวนการสร้างสารพิษจากยาในตับเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดปริมาณกลูตาไธโอนสำรองที่ใช้กำจัดสารพิษดังกล่าว จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของตับได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

กินพาราเซตามอลเกินขนาด แต่ยังไม่มีอาการ ต้องไปโรงพยาบาลไหม?

ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เนื่องจากพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน ขณะที่กระบวนการทำลายเซลล์ตับอาจเริ่มเกิดขึ้นแล้ว การประเมินและให้ยาต้านพิษอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดตับบาดเจ็บรุนแรงได้

พาราเซตามอลทำให้ตับแข็งได้ไหม?

โดยทั่วไป พิษจากพาราเซตามอลสัมพันธ์กับภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลันมากกว่าการทำให้เกิดตับแข็งโดยตรง หากได้รับยาเกินขนาดอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่ตับวายเฉียบพลันได้ ส่วนตับแข็งเป็นภาวะเรื้อรังที่มีสาเหตุและกระบวนการเกิดโรคแตกต่างกัน

Medically Reviewed by

พญ. ณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย
พญ. ณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย

อายุรศาสตร์

อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

Readers’ Rating

5.0 out of 5 stars (based on 5 reviews)