ภาวะ กล ั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของการควบคุมการขับปัสสาวะ ซึ่งสามารถพบได้ในหลายช่วงวัย ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ โดยมีหลายประเภทและสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง หรือการทำงานของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน การประเมินอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อการวางแผนดูแล ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การบริหารกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการใช้ยาและหัตถการเฉพาะทาง เพื่อช่วยลดอาการและผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คืออะไร
ภาวะ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ คือ การสูญเสียความสามารถในการควบคุมการขับปัสสาวะ ส่งผลให้เกิดการปัสสาวะเล็ด หรือรั่วโดยไม่ตั้งใจ อาการอาจเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวหรือเป็นต่อเนื่อง และมีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
แม้ภาวะนี้จะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุหรือผู้หญิงหลังคลอด แต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัย เนื่องจากอาจสะท้อนถึงความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ กล้ามเนื้อ หรือระบบประสาท
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีกี่แบบ
1. ปัสสาวะเล็ดเวลาออกแรง (Stress Incontinence)
เกิดเมื่อมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือยกของ ทำให้ปัสสาวะเล็ด มักพบในผู้ที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง
2. ปัสสาวะเล็ดจากปวดฉับพลัน (Urge Incontinence)
ปวดปัสสาวะทันทีและรุนแรง กลั้นไม่ทัน มักเกิดจากกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินไป
3. ปัสสาวะล้น/ค้าง (Overflow Incontinence)
ปัสสาวะออกไม่หมด ทำให้มีการรั่วซึมออกมาเรื่อย ๆ
4. ปัสสาวะเล็ดจากการเคลื่อนไหวไม่ทัน (Functional Incontinence)
ไปห้องน้ำไม่ทันจากข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวหรือสภาพร่างกาย แม้ระบบปัสสาวะปกติ
สาเหตุที่เกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ภาวะนี้สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น
กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังคลอด
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือน
ภาวะต่อมลูกหมากโต ในผู้ชาย
โรคทางระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการประเมินและการวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม
การประเมินและแนวทางการรักษา
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติและประเมินลักษณะอาการอย่างละเอียด เช่น ความถี่ในการปัสสาวะ ปริมาณการรั่ว และสถานการณ์ที่เกิดอาการ
การตรวจเพิ่มเติมอาจพิจารณาตามความเหมาะสม ได้แก่
การตรวจปัสสาวะ ใช้คัดกรองความผิดปกติ เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือเลือดปน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
การวัดปริมาณปัสสาวะคงค้าง ประเมินปริมาณปัสสาวะที่เหลือหลังการขับถ่าย เพื่อดูการทำงานของกระเพาะปัสสาวะว่าระบายได้สมบูรณ์หรือไม่
การตรวจการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ (Urodynamic study) ใช้ประเมินการกักเก็บและการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ ช่วยระบุชนิดของภาวะปัสสาวะเล็ดและวางแผนการดูแลได้เหมาะสม
การประเมินอย่างเป็นระบบมีความสำคัญต่อการแยกประเภทของภาวะและกำหนดแนวทางการดูแลที่เหมาะสม
จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยของ นพ. อภิสิทธิ์ สาราลักษณ์ สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักไม่ได้เข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตามวัย ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาวะนี้สามารถพบได้ในหลายช่วงวัย ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ การเข้ารับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนดูแลและลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
แนวทางการดูแลและการรักษา
การดูแลภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ประเภทของอาการ และความรุนแรง โดยมักเริ่มจากวิธีพื้นฐาน และพิจารณาวิธีเฉพาะทางเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
การปรับพฤติกรรม
เป็นขั้นตอนแรกของการรักษา เน้นการลดปัจจัยกระตุ้นและฝึกควบคุมการขับปัสสาวะ เช่น
ฝึกกลั้นปัสสาวะตามเวลา (Bladder training)
ปรับปริมาณการดื่มน้ำให้เหมาะสม
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่กระตุ้น เช่น คาเฟอีน
การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
การฝึกขมิบกล้ามเนื้อ (Kegel exercise) ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมการกลั้นปัสสาวะ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง
การใช้ยา
ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาเพื่อช่วยควบคุมอาการ โดยมีทั้ง
ยารับประทาน เพื่อปรับการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ
ยาสอดในช่องคลอด ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะ
การส่องกล้องขยายกระเพาะปัสสาวะ (Hydrodistention)
เป็นหัตถการที่ใช้การส่องกล้องเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ และใช้แรงดันน้ำช่วยขยายผนังกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเพิ่มความสามารถในการกักเก็บปัสสาวะ เหมาะในผู้ป่วยบางรายที่มีความจุกระเพาะปัสสาวะลดลง
การฉีดโบทูลินัมท็อกซิน (Botox)
เป็นการฉีดยาเข้าสู่กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ เพื่อลดการบีบตัวที่ไวเกินไป ช่วยลดอาการปวดปัสสาวะฉับพลันและการปัสสาวะเล็ดในผู้ป่วยบางราย
การรักษาด้วยวิธีเฉพาะทางอื่น
ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น แพทย์อาจพิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ โดยต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล
สัญญาณที่ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ควรเข้ารับการประเมินเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
ปัสสาวะเล็ดบ่อยขึ้นหรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
มีอาการปวด แสบ หรือผิดปกติขณะปัสสาวะ
อาการเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ำ การระคายเคืองผิวหนังจากความชื้น หรือผลกระทบด้านจิตใจ เช่น ความกังวลหรือการหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางสังคม การเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญต่อการวางแผนดูแลในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่รักษาหายได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ บางกรณีสามารถควบคุมอาการได้ดีด้วยการรักษาที่เหมาะสม
พบได้เฉพาะผู้สูงอายุหรือไม่
ไม่จำเป็น สามารถพบได้ในหลายช่วงวัย โดยเฉพาะผู้หญิงหลังคลอด
จำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่
ไม่จำเป็น ส่วนใหญ่เริ่มจากการรักษาแบบไม่ผ่าตัดก่อน
การฝึกขมิบช่วยได้จริงหรือไม่
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดอาการในบางประเภทได้
ควรลดการดื่มน้ำหรือไม่
ไม่ควรลดมากเกินไป ควรปรับให้เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์
Medically Reviewed by
นพ. อภิสิทธิ์ สาราลักษณ์
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
สูติ-นรีเวชวิทยา - นรีเวชทางเดินปัสสาวะ
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)