ภาวะ ปัสสาวะเล็ด (Urinary Incontinence) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในสตรีทุกช่วงวัย โดยเฉพาะหลังการคลอดบุตรและในช่วงวัยหมดประจำเดือน แม้ไม่ใช่ภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ความมั่นใจ และสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
จากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยปัสสาวะเล็ดของทีมแพทย์ชำนาญการ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี พบว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมาพบแพทย์เมื่ออาการเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หรือออกกำลังกาย บางรายหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางสังคม และในบางรายอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ โดยในระยะแรกหลายคนเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของวัยและไม่จำเป็นต้องรักษา แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวสามารถประเมิน วินิจฉัย และวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสมตามชนิดและระดับความรุนแรงของอาการ
ภาวะ ปัสสาวะเล็ด คืออะไร
ภาวะปัสสาวะเล็ด หมายถึง การสูญเสียความสามารถในการควบคุมการกลั้นปัสสาวะโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ได้แก่
1. ภาวะปัสสาวะเล็ด ขณะมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น
เช่น ขณะไอ จาม หัวเราะ ยกของหนัก หรือออกกำลังกาย สามารถส่งผลให้มีปัสสาวะเล็ดออกมา มักสัมพันธ์กับความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและโครงสร้างที่ทำหน้าที่พยุงท่อปัสสาวะ
2. ภาวะ ปัสสาวะเล็ด จากการบีบตัวผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ
เกิดจากการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะที่มากหรือไวเกินปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดปัสสาวะอย่างเฉียบพลันและไม่สามารถกลั้นไว้ได้ทัน
3. ภาวะปัสสาวะเล็ดแบบผสม
เป็นภาวะที่มีลักษณะอาการร่วมกันของทั้งสองประเภทข้างต้น
การจำแนกชนิดของภาวะปัสสาวะเล็ดมีความสำคัญต่อการกำหนดแนวทางการรักษา เนื่องจากแต่ละประเภทมีสาเหตุและกลไกการเกิดที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสมก่อนวางแผนดูแลรักษา
ปัจจัยที่พบได้บ่อย
การคลอดบุตรหลายครั้ง
ภาวะหมดประจำเดือน
อายุที่เพิ่มขึ้น
โรคอ้วน
การผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน
โรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน
แนวทางการรักษาตามชนิดและความรุนแรงของอาการ
การดูแลภาวะปัสสาวะเล็ดจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการประเมินและการวางแผนรักษาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการจำแนกชนิดของโรค การประเมินระดับความรุนแรง และพิจารณาจากปัจจัยสุขภาพของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล เพื่อให้การรักษามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐานทางการแพทย์ โดยอาจแบ่งออกเป็นแนวทางหลักดังนี้
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เป็นแนวทางเริ่มต้นในผู้ป่วยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น ประกอบด้วย
การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
การปรับพฤติกรรม เช่น ควบคุมน้ำหนัก ลดปัจจัยกระตุ้นกระเพาะปัสสาวะ
การใช้ยาในกรณีที่มีการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ
การรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด
พิจารณาในกรณีที่อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น หรือมีความรุนแรงมากขึ้น เช่น
การใส่อุปกรณ์พยุงภายในช่องคลอด
การผ่าตัดเพื่อเสริมการพยุงท่อปัสสาวะ
การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์ โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ประสิทธิผล และความเหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
ทางเลือกหัตถการในการดูแล
ปัจจุบันเลเซอร์ CO2 เป็นหัตถการที่มุ่งเน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูคุณภาพของเยื่อบุช่องคลอด รวมถึงเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณผนังช่องคลอดด้านหน้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพยุงท่อปัสสาวะ กลไกดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ ส่งผลให้อาการปัสสาวะเล็ดขณะมีแรงดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นในผู้ป่วยบางรายที่มีความรุนแรงระดับเล็กน้อยถึงปานกลางทุเลาลงได้
ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์ CO2
เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด
ไม่ต้องดมยาสลบ
ใช้เวลาทำหัตถการไม่นาน
ระยะการพักฟื้นน้อย
ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงพบได้น้อยเมื่อทำในโรงพยาบาล
ข้อจำกัดและข้อเสีย
ไม่เหมาะสำหรับภาวะปัสสาวะเล็ดทุกประเภท โดยเฉพาะกรณีรุนแรง
อาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง
ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
อาจมีอาการระคายเคือง แสบ หรือมีตกขาวเพิ่มขึ้นชั่วคราวหลังทำหัตถการ
หากมีอาการเหล่านี้สามารถปรึกษานัดหมายแพทย์ ได้ที่โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล
คำถามที่พบบ่อย
ปัสสาวะเล็ดรักษาหายได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของบุคคลในแต่ละราย สามารถควบคุมอาการให้ดีขึ้นได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม
ปัสสาวะเล็ดแบบไหนเหมาะกับการทำเลเซอร์?
การรักษาด้วยเลซอร์ มักเหมาะกับภาวะปัสสาวะเล็ดขณะไอ จาม หรือออกแรง ระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง และต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อน
เลเซอร์ช่วยให้อาการดีขึ้นได้อย่างไร?
ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูเนื้อเยื่อบริเวณผนังช่องคลอด ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงท่อปัสสาวะ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล
โทร. 02-734-0000
Medically Reviewed by
นพ. อภิสิทธิ์ สาราลักษณ์
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
สูติ-นรีเวชวิทยา - นรีเวชทางเดินปัสสาวะ
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)