ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1 ถึง DENV-4 โดยมียุงลายเป็นพาหะหลักและพบระบาดมากในช่วงฤดูฝน แม้การติดเชื้อครั้งแรกมักมีอาการไม่รุนแรง แต่หากติดเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไปเป็นครั้งที่สอง ร่างกายจะมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะช็อกและเลือดออกรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสสำหรับโรคนี้โดยตรง การรักษาจึงเน้นประคับประคองตามอาการ และการป้องกันที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และการพิจารณาฉีดวัคซีนในกลุ่มที่มีความเสี่ยง
โรคไข้เลือดออกคืออะไร และระบาดอย่างไร
โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายผ่านยุงลายเพศเมีย ซึ่งออกหากินในเวลากลางวัน เชื้อก่อโรคคือไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 โดยในแต่ละปีจะมีสายพันธุ์ที่ระบาดเด่นแตกต่างกันออกไป ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งยังขาดภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่เสมอ
โรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในอดีตมักพบในกลุ่มเด็กวัยเรียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันพบการติดเชื้อในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคไข้เลือดออกไม่ใช่ปัญหาของกลุ่มอายุใดกลุ่มอายุหนึ่งอีกต่อไป
การแพร่เชื้อ
ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีอยู่แล้ว เมื่อกัดคนที่มีสุขภาพดีก็จะส่งเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ทันที และเมื่อคนนั้นป่วยจนมีไข้สูงในวันที่ 2–4 ซึ่งเป็นระยะที่ไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมากที่สุด หากยุงลายตัวใหม่มากัดอีก ก็จะรับเชื้อเข้าไปและใช้เวลาฟักตัวในยุงอีกประมาณ 8–12 วัน ก่อนจะพร้อมแพร่เชื้อต่อสู่ผู้อื่น วนเป็นวงจรต่อเนื่อง
กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
แม้ทุกคนสามารถติดเชื้อได้ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรครุนแรงได้แก่
ผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว โดยเฉพาะหากติดเชื้อสายพันธุ์ที่แตกต่างในครั้งที่สอง
เด็กเล็กและผู้สูงอายุ
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
หญิงตั้งครรภ์
ทำไมการติดเชื้อซ้ำจึงอันตรายมาก
นี่คือสิ่งที่หลายคนมักไม่ทราบ เพราะเชื้อไวรัสเดงกีมีถึง 4 สายพันธุ์ การหายจากไข้เลือดออกครั้งแรกจึงให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้น ๆ อย่างถาวร แต่ให้ภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์อื่นเพียงชั่วคราวเท่านั้น หมายความว่าผู้ที่เคยป่วยมาแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์ที่แตกต่างออกไปได้อีกถึง 3 ครั้ง
เมื่อเกิดการติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์ใหม่ ภูมิคุ้มกันที่เคยสร้างไว้จากครั้งแรกจะทำปฏิกิริยากับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในลักษณะที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและความผิดปกติของหลอดเลือดรุนแรงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (Severe Dengue) และมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงกว่าคนที่เพิ่งติดเชื้อไข้เลือดออกในครั้งแรก
อาการ ไข้เลือดออก
อาการระยะเริ่มต้น
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน โดยทั่วไปอุณหภูมิมักสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส และไข้จะสูงลอยอยู่นานประมาณ 2–7 วัน แม้รับประทานยาลดไข้แล้วอาการอาจทุเลาลงชั่วคราวก่อนที่ไข้จะกลับมาสูงอีกครั้ง นอกจากนี้อาจมีอาการร่วมได้แก่
ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้
มีผื่นแดงหรือจุดสีแดงขึ้นตามผิวหนัง
สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
อาการช็อก ความดันโลหิตตก มือเท้าเย็น เกิดจากภาวะขาดน้ำและโปรตีนรั่วออกจากหลอดเลือด
เลือดออกรุนแรงผิดปกติ ทั้งเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำหรือปนเลือด
ปวดท้องรุนแรง หรือท้องโตผิดปกติ
ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล แนะนำว่าหากมีไข้สูงต่อเนื่อง 2–3 วัน หรือมีตุ่มแดงขึ้นตามตัว ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที เนื่องจากการปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะรุนแรงที่เสี่ยงต่อชีวิต
การรักษาโรคไข้เลือดออก
ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่รักษาโรคไข้เลือดออกได้โดยตรง แพทย์จึงรักษาตามอาการเพื่อประคับประคองร่างกายให้ฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด โดยผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงอาจหายได้เองภายใน 2–7 วัน
การดูแลเบื้องต้น
ดื่มน้ำสะอาด น้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดไข้
หลีกเลี่ยงยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAIDs เนื่องจากอาจกระตุ้นให้เลือดออกง่ายขึ้น
ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และรีบพบแพทย์หากมีอาการเปลี่ยนแปลง
การป้องกันโรคไข้เลือดออก
มาตรการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการไม่ให้ยุงลายมีแหล่งวางไข่ ได้แก่ การคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในแจกัน กากบาทภาชนะใส่น้ำดื่มสัตว์ และดูแลรักษาความสะอาดรอบบ้านอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับผู้ที่เคยได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว มีทางเลือกในการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ซึ่งครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ การฉีดวัคซีนจะช่วยลดอัตราการเกิดโรครุนแรงลงได้ถึง 80% รวมถึงลดการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 90% วัคซีนชุดนี้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันครั้งละ 6 เดือน และเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 9–45 ปี ทั้งนี้การพิจารณาฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก
ไข้เลือดออกกับไข้หวัดใหญ่ต่างกันอย่างไร
อาการเริ่มต้นคล้ายกัน คือไข้สูงและปวดเมื่อย แต่ไข้เลือดออกมักมีลักษณะเฉพาะ ได้แก่ ไข้สูงลอยนาน 2–7 วัน ปวดกระบอกตา และมีผื่นหรือจุดแดงขึ้นตามร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากอาการไข้หวัดใหญ่ที่มักมีน้ำมูกและอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วยอย่างชัดเจน
ถ้าเคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว จะเป็นซ้ำได้อีกไหม
ได้ เพราะไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์ การหายจากการติดเชื้อครั้งแรกให้ภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น ๆ เท่านั้น ยังมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์อื่นอีกได้ถึง 3 ครั้ง และการติดเชื้อซ้ำมักมีความรุนแรงมากกว่าครั้งแรก
ควรกินยาอะไรเมื่อเป็นไข้เลือดออก
ให้รับประทานพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ และดื่มน้ำให้เพียงพอ ห้ามรับประทานยาแอสไพรินหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค) เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและทำให้อาการแย่ลงได้
เมื่อไหร่ควรรีบไปโรงพยาบาล
หากมีไข้สูงต่อเนื่องเกิน 2–3 วัน มีผื่นหรือจุดแดงขึ้นตามตัว ปวดท้องรุนแรง อาเจียนบ่อย มีเลือดออกผิดปกติ หรือรู้สึกอ่อนแรงมากผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อาการดีขึ้นเอง
วัคซีนไข้เลือดออกเหมาะสำหรับใคร
วัคซีนไข้เลือดออกเหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 9–45 ปี และมีหลักฐานยืนยันว่าเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน ผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อไม่ควรรับวัคซีนนี้ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้ในภายหลัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ
Medically Reviewed by
พญ. วรินทิพย์ มหาพสุธานนท์
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)