ในช่วงที่ โควิด สายพันธุ์ NB.1.8.1 เริ่มพบการระบาดเพิ่มขึ้น อาการที่พบอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และอ่อนเพลีย ทำให้แยกจากโรคทางเดินหายใจอื่นได้ยากจากอาการเพียงอย่างเดียว แม้ข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบว่าสายพันธุ์นี้ทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น แต่โควิดสายพันธุ์นี้อาจแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้บางส่วน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำจึงควรเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูง หายใจลำบาก หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการอย่างเหมาะสม
โควิด สายพันธุ์ NB.1.8.1 คืออะไร
เป็นสายพันธุ์ย่อยของโควิด-19 กลุ่มโอมิครอน มีรายงานการตรวจพบครั้งแรกในประเทศจีน และแพร่กระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลกในเวลาไม่นาน
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดให้ NB.1.8.1 อยู่ในกลุ่ม Variant Under Monitoring (VUM) หรือ “สายพันธุ์ที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง” หมายความว่าสายพันธุ์นี้ยังต้องมีการติดตามข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงหรือต้องตื่นตระหนก
สถานการณ์โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ในประเทศไทย
ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขของไทยพบว่า NB.1.8.1 กลายเป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนการตรวจพบเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ๆ การระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายโรคทางเดินหายใจตามฤดูกาลมากขึ้น แต่ยังจำเป็นต้องดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการรวมกลุ่มในพื้นที่ปิด หรือในผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรง
อาการโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นอย่างไร
อาการของโควิด NB.1.8.1 ส่วนใหญ่คล้ายกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนก่อนหน้า และมีอาการใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ ทำให้แยกจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ยาก
ไข้ หรือหนาวสั่น
ไอแห้ง หรือไอต่อเนื่อง
เจ็บคอ
น้ำมูกไหล หรือคัดจมูก
ปวดศีรษะ
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
การรับรสหรือกลิ่นลดลงในบางราย
อาการที่อาจพบได้ในบางราย
คลื่นไส้
ท้องเสีย
เวียนศีรษะ
เบื่ออาหาร
แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่เต็มอิ่ม
หากมีอาการมากขึ้น หายใจลำบาก หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการเพิ่มเติม
อาการโควิดเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือไม่
โควิด NB.1.8.1 มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หลายอย่าง เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดทั่วไปหรือไข้หวัดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และการติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดอื่นอาจมีอาการใกล้เคียงกันมาก การตรวจ ATK หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยยืนยันการติดเชื้อได้แม่นยำกว่า
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1
แม้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่บางกลุ่มยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 60 ปีขึ้นไป
เด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี
ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดเรื้อรัง หรือโรคอ้วน
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์
ทีมแพทย์ที่ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงที่เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกของการติดเชื้อมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่เข้ารับยาต้านไวรัสภายใน 2–3 วันหลังเริ่มมีอาการ
การรักษาโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1
การรักษาโควิด NB.1.8.1 ขึ้นอยู่กับอาการ อายุ โรคประจำตัว และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย ในผู้ที่มีอาการเล็กน้อยและไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้ดูแลตามอาการ เช่น พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานยาลดไข้ตามคำแนะนำ และแยกตัวเพื่อลดการแพร่เชื้อ
สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณายาต้านไวรัส เช่น
Paxlovid
Molnupiravir
Remdesivir
การใช้ยาต้านไวรัสควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีข้อจำกัดเรื่องโรคประจำตัว การทำงานของตับ ไต หรือปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่เดิม
ควรพบแพทย์เมื่อไหร่
ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
ไข้สูงต่อเนื่อง
หายใจลำบาก หอบเหนื่อย หรือแน่นหน้าอก
อาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน
อ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อย
มีโรคประจำตัว หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง
เด็กเล็กมีอาการซึม หายใจเร็ว กินได้น้อย หรือไข้สูง
การพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง
วิธีป้องกัน
สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่ปิดหรือสถานที่แออัด
ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่นเมื่อมีอาการป่วย
ตรวจ ATK เมื่อมีอาการหรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ
เปิดหน้าต่างหรือปรับระบบระบายอากาศในพื้นที่ปิด
รับวัคซีนหรือวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1
โควิด NB.1.8.1 อันตรายกว่าสายพันธุ์เดิมหรือไม่
ข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบว่า NB.1.8.1 ทำให้เกิดอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า แต่พบว่าสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้บางส่วน ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจึงควรระวังเป็นพิเศษ
โควิด NB.1.8.1 แยกจากไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร
ไม่สามารถแยกได้อย่างแม่นยำจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะมีอาการคล้ายกัน เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ และปวดเมื่อย การตรวจ ATK หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยยืนยันการติดเชื้อได้ชัดเจนกว่า
ถ้ามีอาการคล้ายไข้หวัด ควรตรวจโควิดหรือไม่
ควรตรวจหากมีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดเมื่อย หรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะหากอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้มีโรคประจำตัว
Medically Reviewed by
พญ. วรินทิพย์ มหาพสุธานนท์
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)