ปวดหลังแบบไหน เสี่ยง หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
ปวดคอ ปวดหัว ปวดหลัง และอีกสารพัดปวด ที่เกิดจากการก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟน นั่งทำงานต่อเนื่องยาวนาน หรือยกของหนัก สัญญาณเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม
เลือกอ่านตามหัวข้อ
โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Canal Stenosis) คือภาวะที่ช่องโพรงภายในกระดูกสันหลัง ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องไขสันหลังและเส้นประสาท เกิดการตีบแคบลงจากความเสื่อมของโครงสร้างภายใน เช่น หมอนรองกระดูก เส้นเอ็น และข้อต่อ ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับจนเกิดอาการปวด ชา หรืออ่อนแรงในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณเอวและขา
โรคนี้พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และเป็นสาเหตุสำคัญของ “อาการปวดหลังเรื้อรัง” ที่ไม่ควรมองข้าม หากไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ชำนาญการด้านโรคกระดูกสันหลังตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจนำไปสู่ภาวะอ่อนแรงถาวรหรือสูญเสียการเคลื่อนไหวได้
สาเหตุหลักมักเกิดจาก ความเสื่อมของกระดูกสันหลัง ที่เกิดขึ้นตามวัย โดยมีปัจจัยร่วมดังนี้
ทำให้หมอนรองกระดูกยุบตัวและเคลื่อนเข้ามากดทับโพรงประสาท
การเสื่อมของข้อต่อทำให้เกิดกระดูกงอกมากดเบียดโพรง
เมื่อเส้นเอ็นหนาตัวมากขึ้น จะเบียดพื้นที่ในโพรงกระดูกให้แคบลง
กระดูกสันหลังเลื่อนมาด้านหน้า ทำให้ช่องโพรงแคบลงและเกิดการกดทับ
ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีอาการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาท โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมกับการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ เช่น
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วย โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
กรณีที่อาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น แพทย์อาจพิจารณาแนวทางผ่าตัด เช่น
ปัจจุบันโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล สามารถทำผ่าตัดขยายโพรงเส้นประสาทผ่านกล้อง microscope หรือ endoscope ซึ่งทำให้แผลมีขนาดเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว
ทั้งสองโรคอาจมีอาการคล้ายกัน เช่น ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา หรือชาขา แต่สาเหตุแตกต่างกัน หมอนรองกระดูกทับเส้นเกิดจาก “หมอนรองกระดูกเคลื่อนมากดเส้นประสาท” ส่วนโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบเกิดจาก “โพรงกระดูกตีบแคบจากความเสื่อม” ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุและมีอาการช้า ๆ เป็นเรื้อรังมากกว่า
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น การกายภาพบำบัด การฉีดยาลดอักเสบ หรือการปรับพฤติกรรมการใช้หลัง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการชา อ่อนแรง เดินได้ระยะสั้น หรือกลั้นปัสสาวะ–อุจจาระไม่ได้เท่านั้น
ด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องในปัจจุบัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้ภายใน 1–2 วันหลังผ่าตัด และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการฟื้นฟูหลังผ่าตัดร่วมด้วย
ควรเน้นการออกกำลังกายที่เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง หน้าท้อง และขา โดยหลีกเลี่ยงการกระแทก เช่น ว่ายน้ำ เดินในน้ำ โยคะเบา ๆ หรือพิลาทิสสำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยลดแรงกดที่กระดูกสันหลังและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้
ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 02-734-0000 ต่อ 5500
ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ
ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ - โรคกระดูกสันหลัง