มองไม่ชัด เห็นแสงฟุ้ง สัญญาณต้อกระจกที่ไม่ควรมองข้าม

บทความสุขภาพ
  • ต้อกระจก เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นตามวัย ทำให้การมองเห็นลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • การรักษามาตรฐานคือการผ่าตัดสลายต้อกระจกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม โดยแพทย์จะพิจารณาตามความรุนแรงของโรคและอาการของผู้ป่วย
  • การผ่าตัดด้วยเทคนิค Phaco 4D ใช้แผลขนาดเล็ก ช่วยลดผลกระทบต่อดวงตา ฟื้นตัวเร็ว และผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว

ภาวะต้อกระจกคืออะไร 

ต้อกระจก เป็นภาวะที่เลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพส่งผลให้เลนส์แก้วตาขุ่น ทำให้ระดับการมองเห็นลดลง โรคนี้มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นผลจากความเสื่อมของโปรตีนในเลนส์ตาตามวัย แม้ว่าต้อกระจกจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น แต่สามารถรักษาได้หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก

ต้อกระจก ส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามอายุ แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่

  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป 
  • โรคเบาหวาน 
  • การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดดเป็นเวลานาน 
  • การสูบบุหรี่ 
  • การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน 
  • การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดดวงตาในอดีต 
  • โรคทางตาบางชนิด หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อกระจก 

อาการของต้อกระจกที่ควรสังเกต ได้แก่

  • มองเห็นภาพไม่ชัด หรือเหมือนมีฝ้าบัง
  • การมองเห็นลดลง โดยเฉพาะในที่แสงน้อย 
  • เห็นแสงฟุ้ง หรือแสงกระจายมากกว่าปกติ 
  • ค่าสายตาเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยขึ้น 
  • มีการมองเห็นสีเปลี่ยนไป เป็นต้น 

เมื่อภาวะต้อกระจกเริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำให้คุณภาพการมองเห็นลดลง แพทย์อาจพิจารณาแนะนำการผ่าตัดต้อกระจกเพื่อฟื้นฟูการมองเห็น

การรักษาต้อกระจก

แนวทางการรักษาต้อกระจกที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันคือการผ่าตัดสลายต้อกระจก โดยเทคนิคที่ใช้มากที่สุดจะเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก หรือการใช้เทคนิค Phacoemulsification เพื่อสลายเลนส์แก้วตาที่ขุ่นด้วยพลังงานอัลตราซาวนด์ ในขณะเดียวกันก็จะทำการใส่เลนส์แก้วตาเทียม เพื่อให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดมีระดับการมองเห็นหลังผ่าตัดที่ดี การผ่าตัดด้วยเทคนิคดังกล่าว นอกจากจะมีผลรบกวนโครงสร้างภายในดวงตาที่น้อยกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม ยังส่งผลให้ผู้ป่วยฟื้นตัวหลังผ่าตัด และมีระดับการมองเห็นที่ดี ได้อย่างรวดเร็ว 

การผ่าตัดต้อกระจกด้วยเทคโนโลยีใหม่ Phaco 4D

เทคนิค Phaco 4D เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดต้อกระจก โดยทำผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็ก 2.2–2.4 มิลลิเมตร โดยมีจุดเด่นที่สำคัญ อันได้แก่

  • ฟื้นตัวเร็ว แผลหายเร็วขึ้น 

การผ่าต้อกระจกด้วยเทคนิค Phaco 4D จะใช้พลังงานโดยรวมในการสลายต้อกระจกลดลง และช่วยให้สามารถผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงช่วยลดการรบกวนเนื้อเยื่อของดวงตา โดยเฉพาะกระจกตา นอกจากนี้แผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็ก จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น และเอื้อต่อการฟื้นตัวหลังผ่าตัดที่รวดเร็วขึ้น ผู้ป่วยจึงมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

  • ลดผลกระทบต่อกระจกตา

การใช้พลังงานโดยรวมที่ต่ำลงจะช่วยลด โอกาสการสูญเสียหรือการทำลายเซลล์กระจกตาชั้นใน เนื่องจากเซลล์กระจกตาชั้นในมีบทบาทสำคัญในการรักษาความใสของกระจกตา หากมีจำนวนลดลงหรือสูญเสียการทำงาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะกระจกตาชั้นในบวมหรือ เกิดภาวะกระจกตาเสื่อมตามมาหลังผ่าตัด การผ่าตัดด้วยเทคนิคดังกล่าว จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยลดภาวะแทรกซ้อนข้างต้น

  • ใช้เวลาผ่าตัดสั้นลง

เทคนิคการผ่าตัดดังกล่าวจะทำให้สามารถสลายต้อกระจกได้รวดเร็วขึ้น  ส่งผลให้ระยะเวลาการผ่าตัดสั้นลง

การประเมินและเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัดต้อกระจก

การประเมินก่อนผ่าตัด

  • ตรวจประเมินสภาพดวงตาของผู้ป่วยด้วยเครื่องมือ Slit-lamp biomicroscopy
  • ตรวจประเมินสภาพดวงตาด้วยเครื่องมือพิเศษ เพื่อประเมินสภาวะดังต่อไปนี้
    • สภาวะของกระจกตา อันได้แก่ จำนวนเซลล์กระจกตาก่อนผ่าตัด และ ความหนาของกระจกตา เป็นต้น
    • สภาวะของจอประสาทตา
    • สภาวะของขั้วประสาทตา และต้อหิน

การวางแผนการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

  • วางแผนการผ่าตัดร่วมกับการเตรียมเครื่องมือ ที่เหมาะสมต่อสภาวะดวงตาของผู้ป่วยแต่ละราย 
  • ใช้เทคนิคการใส่สารหนืด (OVDS) ที่เหมาะสมกับสภาพดวงตาของผู้ป่วย เพื่อประคองโครงสร้างในดวงตา ขณะผ่าตัดและป้องกันการสัมผัสกับพลังงานโดยตรงของเซลล์กระจกตาชั้นใน 
  • ใช้เครื่องมือสลายต้อกระจกที่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือมีการใช้พลังงานสลายต้อกระจกอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการมีระบบที่ควบคุมการไหลเวียนของเหลวในตาของผู้ป่วยได้อย่างดีขณะผ่าตัด 

One Day Surgery ผ่าตัดและกลับบ้านได้ภายในวันเดียว

การผ่าต้อกระจกสามารถทำแบบ One Day Surgery ได้ เนื่องจาก แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ใช้เวลาผ่าตัดสั้น และผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เป็นต้น จึงทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักรักษาอาการที่บ้านได้หลังผ่าตัดเสร็จ โดยที่ตลอดกระบวนการรักษาผู้ป่วยจะได้การดูแลจากทีมสหสาขาที่มีความรู้ความชำนาญ อย่างใกล้ชิด

การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดต้อกระจก

หลังผ่าตัดต้อกระจก ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้ดีและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน โดยมีข้อแนะนำเบื้องต้น ดังนี้

  • หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ 
  • หลีกเลี่ยงการขยี้หรือกดทับดวงตา 
  • ระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือสิ่งสกปรกเข้าตาในช่วงแรกหลังผ่าตัด 
  • งดการยกของหนักหรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ 
  • มาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามผลการรักษา 

แนวทางการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล

การดูแลผู้ป่วยโรคต้อกระจกใน ศูนย์ตา โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล เริ่มจากการประเมินสภาพดวงตาและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละรายอย่างรอบด้าน เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และสนับสนุนการฟื้นตัวอย่างมีประสิทธิภาพ 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผ่าต้อกระจก 

ต้อกระจกต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่

ไม่จำเป็น แต่อย่างไรก็ตามการจะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดหรือไม่นั้นจะขึ้นกับระดับความรุนแรงของตัวต้อกระจกและผลกระทบต่อการมองเห็นของผู้ป่วยแต่ละราย

ผ่าต้อกระจกใช้เวลานานไหม

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที ขึ้นกับสภาวะของต้อกระจก

การผ่าตัดแบบแผลเล็กมีประโยชน์อย่างไร

ช่วยลดการบาดเจ็บของกระจกตาและโครงสร้างภายในดวงตา ส่งผลให้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็วขึ้น

คนที่กระจกตาบางหรือเซลล์กระจกตาชั้นในมีปริมาณน้อยกว่าปกติ สามารถผ่าตัดได้ไหม

สามารถทำผ่าตัดได้ โดยจะต้องได้รับการประเมินสภาวะดวงตา อันจะนำไปสู่ การวางแผนการผ่าตัดและการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับดวงตาผู้ป่วยรายนั้นๆ

ผ่าตัดแล้วกลับบ้านได้เลยจริงไหม

การผ่าตัดต้อกระจก ส่วนใหญ่สามารถทำแบบ One Day Surgery และกลับบ้านได้หลังผ่าตัดเสร็จ

Medically Reviewed by

พญ. ธนัชพร กิตติพิบูลย์
พญ. ธนัชพร กิตติพิบูลย์

จักษุวิทยา

จักษุวิทยา - โรคกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)