ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ หลายครั้งเราอาจละเลยปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ รอบตัวโดยไม่รู้ตัว หนึ่งในภัยเงียบที่น่ากังวลที่สุดคือ สารก่อมะเร็ง ซึ่งแฝงตัวอยู่ในอาหารที่รับประทาน อากาศที่หายใจ หรือแม้กระทั่งของใช้ใกล้ตัว การได้รับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัวอาจค่อย ๆ สร้างความเสียหายระดับเซลล์ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโรคมะเร็งในที่สุด
สารก่อมะเร็ง คืออะไร
สารก่อมะเร็ง (Carcinogen) คือ สสารหรือปัจจัยใด ๆ ก็ตามที่สามารถกระตุ้นหรือเหนี่ยวนำให้เซลล์ปกติในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (Mutation) และพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที แต่เป็นผลมาจากการสัมผัส รับประทาน หรือสูดดมสารนั้น ๆ สะสมเป็นระยะเวลานาน
ตามข้อมูลจาก IARC Monographs Volume 136 (2025) จัดทำโดย องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติ (International Agency for Research on Cancer : IARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จำแนกประเภทของสารก่อมะเร็งไว้เป็น 4 กลุ่ม โดยพิจารณาจากข้อมูลการระบาดในมนุษย์ หลักฐานในสัตว์ทดลอง และกลไกการออกฤทธิ์ของสารนั้น ดังนี้
กลุ่มที่ 1 เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
กลุ่มที่ 2A อาจจะเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
กลุ่มที่ 2B มีความเป็นไปได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
กลุ่มที่ 3 ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์
รวมกลุ่ม สารก่อมะเร็ง ที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน
เราอาจสัมผัสกับสารก่อมะเร็งได้จากหลายช่องทางในชีวิตประจำวัน การรู้เท่าทันแหล่งที่มาของสารเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
สารก่อมะเร็ง ในอาหาร
อาหารหลายชนิดหากผ่านกระบวนการปรุงหรือถนอมอาหารที่ไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งได้
อาหารปิ้งย่างและรมควัน ความร้อนสูงจากการปิ้งย่างหรือรมควันเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง จะทำให้เกิดสารเฮทเทอโรไซคลิก เอมีน (Heterocyclic Amines : HCAs) และสารโพลีไซคลิก อะโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons : PAHs) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร
เนื้อสัตว์แปรรูป ไส้กรอก แฮม เบคอน มักมีสารไนเตรตและไนไตรต์ (Nitrate–Nitrite) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นสารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ที่เป็นสารก่อมะเร็งได้
อาหารแห้งที่ปนเปื้อนเชื้อรา เช่น ถั่วลิสงป่น พริกแห้ง หรือธัญพืชที่เก็บรักษาไม่ดี อาจมีเชื้อราที่สร้างสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) เมื่อบริโภคเข้าไปเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดมะเร็งตับ
อาหารทอดซ้ำ น้ำมันที่ถูกใช้ทอดซ้ำ ๆ ด้วยความร้อนสูงจะเสื่อมสภาพและเกิดเป็นสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งได้
สารก่อมะเร็ง ในผักผลไม้
แม้ผักผลไม้จะมีประโยชน์ แต่ก็อาจมีความเสี่ยงจากสารเคมีทางการเกษตรได้เช่นกัน ซึ่งยาฆ่าแมลงมีสารออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphate) อาจตกค้างอยู่บนผิวของผักผลไม้ หากล้างทำความสะอาดไม่ดีและรับประทานเข้าไปเกิดการสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางชนิดได้
สารก่อมะเร็ง ในบุหรี่
ควันบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิด ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งประมาณ 70 ชนิด เช่น ทาร์ เบนซีน และไนโตรซามีน การสูบบุหรี่หรือแม้แต่การได้รับควันบุหรี่มือสอง ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของมะเร็งปอดและมะเร็งชนิดอื่น ๆ อีกหลายชนิด
สารก่อมะเร็ง จากการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม
วิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็เป็นแหล่งของสารก่อมะเร็งได้เช่นกัน ได้แก่
แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำจะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งตับ ช่องปาก ลำคอ และเต้านม
รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) การสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน เป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งผิวหนัง
มลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม ล้วนมีสารประกอบที่สามารถก่อมะเร็งในระบบทางเดินหายใจได้
สารก่อมะเร็ง ในของใช้ใกล้ตัว
ผลิตภัณฑ์บางอย่างในบ้านอาจมีสารเคมีที่เป็นอันตราย เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ในเฟอร์นิเจอร์หรือวัสดุก่อสร้างบางชนิด และแร่ใยหิน (Asbestos) ที่ใช้ในการก่อสร้าง ซึ่งหากสูดดมเข้าไปเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ ควรตรวจสอบและเลือกใช้วัสดุที่ปลอดสารพิษ
อาการและสัญญาณเตือนที่อาจเกิดมะเร็ง
การได้รับสารก่อมะเร็งไม่ได้ทำให้เกิดอาการในทันที แต่เมื่อเซลล์ในร่างกายเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ ร่างกายอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมา การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยสัญญาณเตือนทั่วไปที่ควรระวัง มีดังนี้
การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย เช่น ท้องผูกสลับกับท้องเสียเรื้อรัง หรืออุจจาระมีลักษณะเปลี่ยนไป
แผลเรื้อรังที่รักษาไม่หาย โดยเฉพาะแผลในช่องปากหรือบริเวณผิวหนัง
มีเลือดออกผิดปกติ เช่น มีเลือดปนมากับอุจจาระ ปัสสาวะ หรือไอเป็นเลือด
คลำพบก้อนเนื้อ บริเวณเต้านม ลำคอ หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย
อาการไอหรือเสียงแหบเรื้อรัง ที่ไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์
น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุและไม่ได้ตั้งใจลด
ไฝหรือปานมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ขนาดใหญ่ขึ้น สีเปลี่ยนไป หรือมีขอบเขตไม่ชัดเจน
การตรวจคัดกรองมะเร็ง
ในปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็ง มีเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยที่ทันสมัย เช่น
การตรวจด้วย Low-Dose CT Chest เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด โดยตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณทรวงอกโดยใช้ปริมาณรังสีต่ำ แต่ให้ภาพสามมิติที่มีความละเอียดสูง สามารถตรวจพบก้อนเนื้อหรือจุดขนาดเล็กในปอดได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ซึ่งการตรวจด้วยเอกซเรย์ปอดแบบธรรมดาอาจมองไม่เห็น การตรวจด้วยวิธีนี้ใช้เวลาไม่นาน ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี และปลอดภัย
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยแพทย์จะส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ร่วมการย้อมสีผิวติ่งเนื้อด้วยแสงชนิดพิเศษ (Magnify Narrow Band Imaging : Magnify NBI) ที่ช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงของติ่งเนื้อได้ทันที และในกรณีที่พบติ่งเนื้อขนาดใหญ่ สามารถใช้เทคนิคการตัดติ่งเนื้อผ่านกล้อง (ESD) โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วและปลอดภัย
Pap smear เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
PSA เป็นการตรวจสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก
AFP ในคนที่มีความเสี่ยงมะเร็งเต็ม
ปรับพฤติกรรมลดเสี่ยง! วิธีหลีกเลี่ยง สารก่อมะเร็ง ง่าย ๆ
เราสามารถลดการสัมผัสสารก่อมะเร็งได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
การเลือกรับประทานอาหาร
ลดการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป จำกัดอาหารปิ้งย่างหรือเนื้อไหม้เกรียม
เน้นรับประทานผักผลไม้หลากสี ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนจากปลาหรือพืช
ล้างผักผลไม้ให้สะอาดเพื่อลดสารเคมีตกค้าง
หลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อราและน้ำมันทอดซ้ำ
การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์
งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันบุหรี่
จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ป้องกันผิวจากแสงแดดด้วยการทาครีมกันแดดและสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด
ออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
การใส่ใจสิ่งของรอบตัว
เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในบ้านที่ปลอดสารเคมีอันตราย
สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในบริเวณที่มีมลพิษทางอากาศ
ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ
ป้องกัน สารก่อมะเร็ง และเข้ารับการตรวจคัดกรอง คือเกราะป้องกันมะเร็งที่ดีที่สุด
การตระหนักรู้ถึงสารก่อมะเร็งที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการสัมผัส คือวิธีป้องกันมะเร็งเชิงรุกที่ดีที่สุด ควบคู่ไปกับการหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและเข้ารับการตรวจคัดกรองตามความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ที่ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล เรามีทีมแพทย์และเทคโนโลยีทันสมัยพร้อมดูแลทุกขั้นตอน หากกังวลเรื่องความเสี่ยงหรืออยากตรวจคัดกรองอย่างละเอียด ควรรีบเข้ามาปรึกษา เพราะการตรวจพบเร็วและรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การรักษาได้ผลดีที่สุด
Medically Reviewed by
พญ. ณัฐนิช สุริยาพันธ์
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)