สังเกตเลย! ปวดหัวอย่างไร ต้องระวัง “เนื้องอกในสมอง”

บทความสุขภาพ
Featured Image

“ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน” อาจดูเหมือนอาการเจ็บป่วยทั่วไป แต่หากสังเกตแล้วพบความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การพูด การได้ยิน การมองเห็น ที่ผิดปกติไปอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและการทำงานของสมอง โดยโรคหนึ่งที่น่ากังวลคือ “เนื้องอกในสมอง” ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจรุนแรงถึงขั้นอัมพาตครึ่งซีก หรือลุกลามเป็นมะเร็งในระยะอันตรายได้

เนื้องอกในสมองคืออะไร

เนื้องอกในสมอง คือภาวะที่มีการเจริญเติบโตของกลุ่มเซลล์ที่ผิดปกติในสมอง ก้อนเนื้อที่โตขึ้นนี้จะเข้าไปรบกวนการทำงานปกติของสมองโดยการกดทับ หรือทำลายเนื้อเยื่อสมองส่วนต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการควบคุมการทำงานของร่างกาย โดยเนื้องอกในสมองมีทั้งเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงและเนื้องอกชนิดร้ายแรงหรือมะเร็ง

ความรุนแรงของเนื้องอกสมอง

  • กลุ่มที่ 1 เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง ก้อนเนื้องอกเติบโตช้า สามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้
  • กลุ่มที่ 2 ความรุนแรงปานกลาง ก้อนเนื้องอกมักแทรกในเนื้อสมอง ผ่าตัดและรักษาได้แต่ไม่หายขาด เนื้องอกเติบโตช้า ผู้ป่วยจึงสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี
  • กลุ่มที่ 3 จัดเป็นเนื้องอกชนิดที่เป็นซ้ำได้น้อย รักษาหายขาดได้ยาก
  • กลุ่มที่ 4 มะเร็งชนิดร้ายแรง เนื้องอกเติบโตเร็ว ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันสั้น

สาเหตุของเนื้องอกในสมอง

เนื้องอกในสมองที่เป็นเนื้องอกธรรมดา เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมในเซลล์สมอง หรือการกลายพันธุ์ของเซลล์ ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตในอัตราที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ จึงก่อตัวเป็นเนื้องอกบริเวณสมอง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่สมองและระบบประสาทใกล้เคียงอย่างซ้ำ ๆ

เนื้องอกในสมองที่เป็นเนื้อร้าย อาจเกิดจากเซลล์มะเร็งก่อตัวขึ้นที่สมอง หรือมีเซลล์มะเร็งที่อวัยวะอื่นแล้วแพร่ลามเข้าสู่สมองทางกระแสเลือด ทำให้เกิดเป็นเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย มีอัตราการเจริญเติบโตและสร้างความเสียหายแก่ร่างกายมากกว่าเนื้องอกธรรมดา

สังเกตเลย! อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงเนื้องอกในสมอง

  • ปวดหัวบ่อยครั้ง และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีอาการปวดตอนกลางคืนจนต้องตื่นจากการนอน
  • คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม
  • พูดจาติดขัด มีปัญหาในการสื่อสาร
  • มีปัญหาการได้ยิน โดยในระยะแรกจะได้ยินเสียงเหมือนหูแว่วในหูหนึ่งข้าง ต่อมาเมื่อเนื้องอกโตขึ้น การได้ยินจะลดลงจนหูข้างนั้นหนวกได้
  • มีปัญหาในการมองเห็น เห็นภาพเบลอ หรือภาพซ้อน
  • มีปัญหาด้านความจำ สับสน มึนงง
  • มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ บุคลิกภาพ พฤติกรรม เช่น หงุดหงิดง่าย ขี้ระแวง ซึมเศร้า หรือมีท่าทีไม่เหมือนเดิม
  • มีปัญหาการทรงตัว เดินเซ หกล้มบ่อย หรือรู้สึกเหมือนบ้านหมุน
  • สูญเสียการรับรู้ของประสาทสัมผัส เช่น ได้กลิ่นผิดปกติ ได้กลิ่นซ้ำ ไม่สามารถแยกแยะกลิ่นได้ และการเคลื่อนไหวแขนขา
  • มีอาการชักทั้งที่ไม่เคยมีประวัติชักมาก่อน
  • แขนขาอ่อนแรง เป็นอัมพาตครึ่งซีก

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดเนื้องอกในสมอง  

อายุ เนื้องอกในสมองสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย แต่มักพบมากในผู้ใหญ่

รังสีอันตราย การได้รับรังสีเข้าสู่ร่างกาย เช่น รังสีจากการฉายแสงมะเร็ง รังสีจากระเบิดปรมาณู 

พันธุกรรม เนื้องอกในสมองอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

การวินิจฉัยเนื้องอกในสมอง

การวินิจฉัยเนื้องอกในสมองต้องอาศัยการตรวจทางภาพถ่ายรังสี โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่

1. การตรวจด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) 

CT Scan หรือ Computerized Tomography Scan เป็นเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ใช้การปล่อยรังสี X-Ray ผ่านอวัยวะที่ต้องการตรวจ และนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างภาพสามมิติของอวัยวะภายใน ทำให้สามารถมองเห็นลักษณะและโครงสร้างของสมองได้อย่างชัดเจน การตรวจนี้ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาทีต่อครั้ง เนื่องจากหลอดเอกซเรย์หมุนรอบบริเวณที่ต้องการตรวจเพียง 1–2 วินาทีต่อรอบ

2. การตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) 

MRI หรือ Magnetic Resonance Imaging เป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ให้ภาพความละเอียดสูงและสามารถแยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อได้อย่างแม่นยำ โดยผู้ป่วยจะถูกนำเข้าไปในสนามแม่เหล็ก แล้วส่งคลื่นความถี่วิทยุเข้าไป จากนั้นคอมพิวเตอร์จะสร้างภาพสามมิติที่แสดงรายละเอียดของสมองเสมือนจริง แต่การทำ MRI จะใช้เวลานานกว่าการตรวจ CT Scan

โดยปกติแพทย์มักเลือกการสแกนด้วย CT ก่อน เนื่องจากสะดวกและใช้เวลาน้อยกว่า แต่หากต้องการข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น อาจพิจารณาส่งตรวจ MRI เพิ่มเติม หากตรวจพบว่ามีเนื้องอกในสมอง ในบางครั้งแพทย์อาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้องอกนั้นไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เพิ่มเติม เพื่อยืนยันชนิดของเนื้องอกนั้นว่าเป็นเนื้อร้าย (มะเร็ง) หรือไม่ พร้อมทั้งระบุชนิดและระดับความรุนแรงของเซลล์เพื่อใช้ประกอบการวางแผนการรักษาให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด

รักษาอย่างไร หากพบเนื้องอกในสมอง?

แนวทางการรักษาเนื้องอกในสมองจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาด ตำแหน่งของเนื้องอก และอาการของผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้

1. การเฝ้าติดตามอาการ

ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดเล็กมากและยังไม่แสดงอาการที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจใช้วิธีนัดตรวจติดตามอาการเป็นระยะ ๆ หรือพิจารณาใช้การรักษาแบบรังสีศัลยกรรม (Radiosurgery) เพื่อเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้องอกอย่างใกล้ชิด

2. การผ่าตัด

หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ และมีอาการกระทบต่อร่างกาย แพทย์จะแนะนำ “การผ่าตัด” ซึ่งเป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับเนื้องอกในสมองเกือบทุกชนิด โดยมีเป้าหมายเพื่อนำก้อนเนื้องอกออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างปลอดภัย วิธีการผ่าตัดจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก

  • การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic) เหมาะสำหรับเนื้องอกที่อยู่ในบริเวณที่เข้าถึงได้ผ่านโพรงต่าง ๆ เช่น โพรงจมูก ต่อมใต้สมอง หรือโพรงสมอง โดยแพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปเพื่อตัดเนื้องอกออก ทำให้แผลมีขนาดเล็กและฟื้นตัวได้เร็ว
  • การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic) ใช้สำหรับเนื้องอกในสมองส่วนอื่น ๆ หรือบริเวณไขสันหลัง กล้องจุลทรรศน์จะช่วยขยายภาพ ทำให้ศัลยแพทย์เห็นรายละเอียดของเนื้องอกและเส้นประสาทโดยรอบได้อย่างชัดเจน เพิ่มความแม่นยำและลดความเสี่ยงในการผ่าตัด
  • การผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ (Craniotomy) ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่มาก ตำแหน่งของเนื้องอกอยู่ใกล้ส่วนสำคัญ และเสี่ยงต่อการทำลายเนื้อสมอง แพทย์จำเป็นต้องใช้วิธีผ่าตัดแบบเปิดกะโหลกศีรษะเพื่อนำก้อนเนื้องอกออก เพื่อส่งตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา หรือตรวจทางเซลล์วิทยา หากพบว่า เป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง จึงพิจารณาในการฉายรังสี หรือทำเคมีบำบัดต่อไป

3. การให้รังสีรักษา (Radiation Therapy)

การให้รังสีรักษา หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า “การฉายแสง” คือการใช้รังสีพลังงานสูงฉายไปยังตำแหน่งของเนื้องอก เพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก มักใช้เป็นการรักษาร่วมเพิ่มเติมหลังการผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์เนื้องอกที่อาจยังหลงเหลืออยู่ หรือใช้เป็นวิธีรักษาหลักในบางกรณี

4. เคมีบำบัด (Chemotherapy)

เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “คีโม” เป็นอีกวิธีรักษาอาการเนื้องอกในสมอง กรณีที่หลังผ่าตัดแล้วไม่สามารถกำจัดเนื้องอกภายในสมองได้หมด โดยใช้ยาเพื่อทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีทั้งรูปแบบยารับประทานและยาฉีดเข้าเส้นเลือด โดยยาจะออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการเจริญเติบโตของเซลล์ 

5. การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)

การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นแนวทางที่ใช้รักษาเนื้องอกชนิดร้ายแรงหรือมะเร็งสมอง

  • การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) คือการใช้ยาที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะเจาะจง วิธีนี้แตกต่างจากเคมีบำบัดตรงที่จะส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติน้อยกว่า ทำให้มีผลข้างเคียงลดลง 
  • ยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการรักษาโดยใช้ยาเพื่อ  “กระตุ้น” ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กลับมาต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้อีกครั้ง 

ภาวะแทรกซ้อนของเนื้องอกในสมอง

เนื้องอกในสมองสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพได้ เนื่องจากก้อนเนื้อที่โตขึ้นจะไปกดทับและทำลายเนื้อเยื่อสมองส่วนต่าง ๆ โดยอาการที่พบได้ เช่น การได้ยินลดลง ปัญหาด้านการพูด การมองเห็น และการรับกลิ่นที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ เนื้องอกยังอาจส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้แขนขาอ่อนแรง อัมพาตครึ่งล่าง หรือมีปัญหาด้านกระเพาะปัสสาวะและลำไส้

การป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกในสมอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกในสมอง ขณะที่บางปัจจัยเสี่ยงก็ไม่สามารถป้องกันได้ เช่น อายุ และกรรมพันธุ์ แนวทางการป้องกันจึงทำได้เพียงระมัดระวังในการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในสมองและมะเร็ง เช่น รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีรังสี มีสารพิษหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาอาการผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันการลุกลามต่อไป

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกในสมอง ขณะที่บางปัจจัยเสี่ยงก็ไม่สามารถป้องกันได้ เช่น อายุ และกรรมพันธุ์ แนวทางการป้องกันจึงทำได้โดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในสมองและมะเร็ง เช่น รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีรังสี มีสารพิษหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายและที่สำคัญควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้นและป้องกันการลุกลามของโรค

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล

โทร. 02-734-0000  ต่อ 5400

Medically Reviewed by

นพ. พงศกร พงศาพาส
นพ. พงศกร พงศาพาส

ศัลยศาสตร์

ศัลยแพทย์ระบบประสาท - รังสีร่วมรักษา

Readers’ Rating

3.0 out of 5 stars (based on 1 review)