ยืดเวลาให้ความทรงจำ ด้วยนวัตกรรม Neofect และยาชะลออาการอัลไซเมอร์
ชะความเสื่อมของสมองจากอาการอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเทคโนโลยี Neofect และยาชะลออัลไซเมอร์ ก่อนที่ความทรงจำจะหายไป
“ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน” อาจดูเหมือนอาการเจ็บป่วยทั่วไป แต่หากสังเกตแล้วพบความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การพูด การได้ยิน การมองเห็น ที่ผิดปกติไปอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและการทำงานของสมอง โดยโรคหนึ่งที่น่ากังวลคือ “เนื้องอกในสมอง” ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจรุนแรงถึงขั้นอัมพาตครึ่งซีก หรือลุกลามเป็นมะเร็งในระยะอันตรายได้
เนื้องอกในสมอง คือภาวะที่มีการเจริญเติบโตของกลุ่มเซลล์ที่ผิดปกติในสมอง ก้อนเนื้อที่โตขึ้นนี้จะเข้าไปรบกวนการทำงานปกติของสมองโดยการกดทับ หรือทำลายเนื้อเยื่อสมองส่วนต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการควบคุมการทำงานของร่างกาย โดยเนื้องอกในสมองมีทั้งเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงและเนื้องอกชนิดร้ายแรงหรือมะเร็ง
เนื้องอกในสมองที่เป็นเนื้องอกธรรมดา เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมในเซลล์สมอง หรือการกลายพันธุ์ของเซลล์ ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตในอัตราที่ผิดปกติ เนื้อเยื่อที่เกิดจากเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ จึงก่อตัวเป็นเนื้องอกบริเวณสมอง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่สมองและระบบประสาทใกล้เคียงอย่างซ้ำ ๆ
เนื้องอกในสมองที่เป็นเนื้อร้าย อาจเกิดจากเซลล์มะเร็งก่อตัวขึ้นที่สมอง หรือมีเซลล์มะเร็งที่อวัยวะอื่นแล้วแพร่ลามเข้าสู่สมองทางกระแสเลือด ทำให้เกิดเป็นเนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย มีอัตราการเจริญเติบโตและสร้างความเสียหายแก่ร่างกายมากกว่าเนื้องอกธรรมดา
อายุ เนื้องอกในสมองสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย แต่มักพบมากในผู้ใหญ่
รังสีอันตราย การได้รับรังสีเข้าสู่ร่างกาย เช่น รังสีจากการฉายแสงมะเร็ง รังสีจากระเบิดปรมาณู
พันธุกรรม เนื้องอกในสมองอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้
การวินิจฉัยเนื้องอกในสมองต้องอาศัยการตรวจทางภาพถ่ายรังสี โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่
CT Scan หรือ Computerized Tomography Scan เป็นเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ใช้การปล่อยรังสี X-Ray ผ่านอวัยวะที่ต้องการตรวจ และนำข้อมูลที่ได้ไปประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อสร้างภาพสามมิติของอวัยวะภายใน ทำให้สามารถมองเห็นลักษณะและโครงสร้างของสมองได้อย่างชัดเจน การตรวจนี้ใช้เวลาประมาณ 10–15 นาทีต่อครั้ง เนื่องจากหลอดเอกซเรย์หมุนรอบบริเวณที่ต้องการตรวจเพียง 1–2 วินาทีต่อรอบ
MRI หรือ Magnetic Resonance Imaging เป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ให้ภาพความละเอียดสูงและสามารถแยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อได้อย่างแม่นยำ โดยผู้ป่วยจะถูกนำเข้าไปในสนามแม่เหล็ก แล้วส่งคลื่นความถี่วิทยุเข้าไป จากนั้นคอมพิวเตอร์จะสร้างภาพสามมิติที่แสดงรายละเอียดของสมองเสมือนจริง แต่การทำ MRI จะใช้เวลานานกว่าการตรวจ CT Scan
โดยปกติแพทย์มักเลือกการสแกนด้วย CT ก่อน เนื่องจากสะดวกและใช้เวลาน้อยกว่า แต่หากต้องการข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น อาจพิจารณาส่งตรวจ MRI เพิ่มเติม หากตรวจพบว่ามีเนื้องอกในสมอง ในบางครั้งแพทย์อาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้องอกนั้นไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เพิ่มเติม เพื่อยืนยันชนิดของเนื้องอกนั้นว่าเป็นเนื้อร้าย (มะเร็ง) หรือไม่ พร้อมทั้งระบุชนิดและระดับความรุนแรงของเซลล์เพื่อใช้ประกอบการวางแผนการรักษาให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด
แนวทางการรักษาเนื้องอกในสมองจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ขนาด ตำแหน่งของเนื้องอก และอาการของผู้ป่วย โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล ซึ่งมีแนวทางหลัก ๆ ดังนี้
ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดเล็กมากและยังไม่แสดงอาการที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์อาจใช้วิธีนัดตรวจติดตามอาการเป็นระยะ ๆ หรือพิจารณาใช้การรักษาแบบรังสีศัลยกรรม (Radiosurgery) เพื่อเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของเนื้องอกอย่างใกล้ชิด
หากเนื้องอกมีขนาดใหญ่ และมีอาการกระทบต่อร่างกาย แพทย์จะแนะนำ “การผ่าตัด” ซึ่งเป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับเนื้องอกในสมองเกือบทุกชนิด โดยมีเป้าหมายเพื่อนำก้อนเนื้องอกออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้อย่างปลอดภัย วิธีการผ่าตัดจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก
การให้รังสีรักษา หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกว่า “การฉายแสง” คือการใช้รังสีพลังงานสูงฉายไปยังตำแหน่งของเนื้องอก เพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก มักใช้เป็นการรักษาร่วมเพิ่มเติมหลังการผ่าตัด เพื่อกำจัดเซลล์เนื้องอกที่อาจยังหลงเหลืออยู่ หรือใช้เป็นวิธีรักษาหลักในบางกรณี
เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “คีโม” เป็นอีกวิธีรักษาอาการเนื้องอกในสมอง กรณีที่หลังผ่าตัดแล้วไม่สามารถกำจัดเนื้องอกภายในสมองได้หมด โดยใช้ยาเพื่อทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง มีทั้งรูปแบบยารับประทานและยาฉีดเข้าเส้นเลือด โดยยาจะออกฤทธิ์รบกวนกระบวนการเจริญเติบโตของเซลล์
การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) และยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นแนวทางที่ใช้รักษาเนื้องอกชนิดร้ายแรงหรือมะเร็งสมอง
เนื้องอกในสมองสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและนำไปสู่ภาวะทุพพลภาพได้ เนื่องจากก้อนเนื้อที่โตขึ้นจะไปกดทับและทำลายเนื้อเยื่อสมองส่วนต่าง ๆ โดยอาการที่พบได้ เช่น การได้ยินลดลง ปัญหาด้านการพูด การมองเห็น และการรับกลิ่นที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ เนื้องอกยังอาจส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้แขนขาอ่อนแรง อัมพาตครึ่งล่าง หรือมีปัญหาด้านกระเพาะปัสสาวะและลำไส้
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกในสมอง ขณะที่บางปัจจัยเสี่ยงก็ไม่สามารถป้องกันได้ เช่น อายุ และกรรมพันธุ์ แนวทางการป้องกันจึงทำได้เพียงระมัดระวังในการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในสมองและมะเร็ง เช่น รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีรังสี มีสารพิษหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายหรือหมั่นตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาอาการผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อป้องกันการลุกลามต่อไป
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดเนื้องอกในสมอง ขณะที่บางปัจจัยเสี่ยงก็ไม่สามารถป้องกันได้ เช่น อายุ และกรรมพันธุ์ แนวทางการป้องกันจึงทำได้โดยหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในสมองและมะเร็ง เช่น รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ไม่สูบบุหรี่ ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีรังสี มีสารพิษหรือสารเคมีที่เป็นอันตรายและที่สำคัญควรหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อค้นหาความผิดปกติตั้งแต่เริ่มต้นและป้องกันการลุกลามของโรค
ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล
โทร. 02-734-0000 ต่อ 5400
service@vejthani.com


ศัลยศาสตร์
ศัลยแพทย์ระบบประสาท - รังสีร่วมรักษา