สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง รู้ทันอาการก่อนสายเกินไป
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke มักส่งผลกระทบต่อการทำงานด้านต่าง ๆ ของสมอง หนึ่งในนั้นคือก่อให้เกิดปัญหาด้านความจำ ปัจจุบันมีการตรวจคัดกรองปัญหาด้านความจำหลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
เลือกอ่านตามหัวข้อ
โรคหลอดเลือดสมองตีบ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง เมื่อเริ่มมีอาการชา อ่อนแรงครึ่งซีก หรือไม่สามารถสื่อสารได้ ไม่ควรละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองที่ต้องได้รับการรักษาเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อาการหลอดเลือดในสมองตีบเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองตีบแคบหรืออุดตัน ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เมื่อสมองขาดเลือด เซลล์สมองจะเริ่มได้รับความเสียหาย ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท เช่น การเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก การพูด และการมองเห็น
หลลอดเลือดในสมองตีบเกิดจากการที่เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ เนื่องจาก หลอดเลือดบริเวณที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบแคบหรือมีสิ่งอุดกั้น ทำให้เซลล์สมองได้รับออกซิเจนและสารอาหารลดลง ส่งผลให้เซลล์สมองได้รับความเสียหาย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น
การสะสมของคราบไขมันภายในผนังหลอดเลือดเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ เมื่อคราบไขมันเพิ่มมากขึ้น จะทำให้หลอดเลือดตีบ ส่งผลให้เลือดไหลผ่านได้ไม่สะดวก และอาจนำไปสู่การอุดตันของหลอดเลือดได้
ลิ่มเลือดสามารถเกิดขึ้นบริเวณหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ หรือเกิดจากบริเวณอื่น เช่น ภายในหัวใจ ก่อนจะเคลื่อนเข้าสู่หลอดเลือดสมองและขัดขวางการไหลเวียนของเลือด
ผู้ที่มีภาวะเลือดแข็งตัวง่ายกว่าปกติ อาจมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดง่ายมากขึ้น ซึ่งอาจไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้
นอกจากนี้ อาการหลอดเลือดสมองตีบยังสามารถเกิดได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ที่อาจเร่งให้หลอดเลือดเสื่อม เพิ่มการสะสมของไขมัน หรือกระตุ้นการเกิดลิ่มเลือดได้ เช่น
โดยทั่วไป หลอดเลือดในสมองตีบอาการเริ่มแรกจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ลักษณะความผิดปกติจะแตกต่างกันตามตำแหน่งของสมองที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่
นพ. วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก แนวทางการรักษาและผลลัพธ์ของผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เริ่มได้รับการรักษา
โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) แตกต่างจากโรคหลอดเลือดสมองแตก ถึงแม้ทั้ง 2 โรคอาจมีอาการคล้ายกัน แต่สาเหตุและแนวทางการรักษาแตกต่างกัน ดังนี้
แพทย์จะเลือกใช้การตรวจหลายวิธีร่วมกัน เพื่อประเมินอาการ ยืนยันการเกิดโรค ระบุตำแหน่งของหลอดเลือดที่ผิดปกติ และหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง โดยการตรวจที่อาจใช้ ได้แก่
แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ตำแหน่งของหลอดเลือดที่อุดตัน และความรุนแรงของโรค เพื่อเปิดทางให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมอง ลดความเสียหาย และป้องกันการเกิดซ้ำ ซึ่งอาการหลอดเลือดในสมองตีบ วิธีรักษาจะแบ่งเป็น 3 วิธีหลัก ๆ ดังนี้
เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยในกรณีผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายในเวลา 4.5 ชั่วโมงหลังจากมีอาการจากมีอาการ และพบภาวะสมองขาดเลือดจากเส้นเลือดในสมองอุดตันและไม่พบภาวะเลือดออกในสมอง เพื่อสลายลิ่มเลือด และทำให้เลือดกลับมาไหลเวียนได้ดีขึ้น
แพทย์จะใช้สายสวนขนาดเล็กสอดเข้าไปในหลอดเลือด เพื่อนำลิ่มเลือดที่อุดตันออก ในกรณีที่ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลมาหลัง 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง และหลอดเลือดในสมองขนาดใหญ่อุดตัน เพื่อให้เลือดสามารถกลับไปเลี้ยงสมองได้
สำหรับการรักษาด้วยวิธีถ่างขยายหลอดเลือด แพทย์จะพิจารณาในกรณีที่ตรวจพบ หลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery) ซึ่งเป็นหลอดเลือดหลักที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง มีภาวะตีบตั้งแต่ 50% ขึ้นไป ร่วมกับมีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต เช่น แขนขาอ่อนแรง มุมปากตก ปากเบี้ยว รวมถึงผู้ป่วยที่ยังไม่แสดงอาการ แต่ตรวจพบการตีบขั้นรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
โดยแพทย์จะสอดสายสวนผ่านบริเวณขาหนีบไปยังตำแหน่งที่ตีบ จากนั้นจึงขยายบอลลูนและ/หรือใส่ขดลวด เพื่อดันคราบไขมันและหินปูนให้ชิดติดกับผนังหลอดเลือด ช่วยเปิดช่องทางให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้สะดวกยิ่งขึ้น
หลังการรักษาอาการหลอดเลือดสมองตีบแล้ว ผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบซ้ำ โดยควบคุมสาเหตุที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรค และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น
นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การสื่อสาร หรือการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือทำกิจวัตรบางอย่างได้ไม่เหมือนเดิม การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น ซึ่งรูปแบบการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละบุคคล เช่น
อาการหลอดเลือดในสมองตีบ เป็นสัญญาณสำคัญที่เกิดจากสมองได้รับเลือดไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเสียการทรงตัว หากพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอดูอาการ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วช่วยเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวและลดความเสียหายของสมอง
ภาวะนี้เกิดจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการตีบแคบหรือมีสิ่งอุดตัน ทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ โดยสาเหตุที่พบได้ เช่น ไขมันสะสมในหลอดเลือด การเกิดลิ่มเลือด หรือโรคประจำตัวบางชนิด
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ แขนหรือขาอ่อนแรง ชา หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ มองเห็นผิดปกติ เวียนศีรษะ หรือเดินเซ หากพบอาการเหล่านี้ควรรีบเข้ารับการตรวจโดยเร็ว
การฟื้นตัวขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของอาการ ตำแหน่งของสมองที่ได้รับผลกระทบ ระยะเวลาที่ได้รับการรักษา และการฟื้นฟูหลังการรักษา ผู้ป่วยบางรายสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ ขณะที่บางรายอาจยังมีความผิดปกติบางอย่างที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ส่วน หลอดเลือดสมองแตก เกิดจากหลอดเลือดแตกและมีเลือดออกในสมอง แม้ทั้งสองภาวะจะมีอาการคล้ายกัน แต่แนวทางการรักษาแตกต่างกัน จึงควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์โดยเร็ว
หากมีอาการ เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการหรือขับรถไปเอง หากอาการรุนแรงควรโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน เพราะการรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท - โรคหลอดเลือดสมอง