โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (Stroke) เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองบางส่วนขาดเลือดหรือเกิดเลือดออก ส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท
โรคนี้แบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ หลอดเลือดสมองขาดเลือด (หลอดเลือดสมองตีบ) และ หลอดเลือดสมองแตก ซึ่งมีสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด การมองเห็นผิดปกติ หรือการเสียการทรงตัว โดยอาการมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
หากพบอาการที่สงสัยว่าเป็นสโตรก ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
การควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ และการสูบบุหรี่ รวมถึงการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม มีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดภาวะนี้
สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ตั้งแต่การเคลื่อนไหว การพูด การมองเห็น ความจำ และการใช้ชีวิตประจำวัน หากหลอดเลือดที่ทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองเกิดปัญหา อาจส่งผลให้เกิดอาการทางระบบประสาทตามมา ซึ่งเรียกว่า โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (Stroke) การรู้จักสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และสัญญาณเตือนของโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดสามารถสังเกตอาการที่เกิดขึ้น และเข้ารับการตรวจจากแพทย์ได้อย่างเหมาะสม
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร
โ รคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก (Stroke) คือ ความผิดปกติของหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมอง โดยอาจเกิดจากหลอดเลือดอุดตันจนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือเกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้การทำงานของสมองบริเวณที่เสียหายทำงานผิดปกติแต่ละประเภทมีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ตำแหน่งที่เกิดความเสียหายและขอบเขตของบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การเคลื่อนไหว การพูด การมองเห็น ความจำ หรือการควบคุมร่างกายบางส่วนโดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
1. โรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke)
เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ ทำให้ได้รับออกซิเจนและสารอาหารลดลง ส่งผลให้เนื้อสมองบริเวณนั้นทำงานผิดปกติ
โดยสาเหตุหลักที่พบได้ ได้แก่
หลอดเลือดสมองตีบ เกิดจากการสะสมของไขมันและสารต่าง ๆ บริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้นและช่องทางเดินเลือดแคบลง ส่งผลให้เลือดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองได้ลดลง
หลอดเลือดสมองอุดตัน เกิดจากที่ลิ่มเลือดหรือสิ่งอุดตันเข้าไปขวางทางเดินเลือด โดยอาจเกิดขึ้นภายในหลอดเลือดบริเวณนั้น หรือเป็นลิ่มเลือดที่เคลื่อนมาจากตำแหน่งอื่น ส่งผลให้เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงสมองบริเวณนั้นได้ตามปกติ
2. โรคหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)
เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตก ทำให้มีเลือดออกภายในสมองหรือบริเวณโดยรอบ ส่งผลให้เนื้อสมองบริเวณนั้นได้รับผลกระทบ และอาจทำให้การทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงไปสาเหตุที่อาจเพิ่มโอกาสให้หลอดเลือดแตก เช่น ความดันโลหิตสูงความผิดปกติของหลอดเลือดบางชนิด ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดมีความเปราะบางหรือมีโครงสร้างไม่แข็งแรงตามปกติ เพิ่มโอกาสให้เกิดการแตกและมีเลือดออกภายในสมอง เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
โรคหลอดเลือดในสมองสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางคนอาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากอายุ โรคประจำตัว ประวัติสุขภาพ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ส่งผลต่อสุขภาพของหลอดเลือด
โดยความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่ม ความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้
ความเสี่ยงบางอย่างเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่การรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยงด้านใด จะช่วยให้ดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมได้เหมาะสมมากขึ้น ได้แก่
อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้น หลอดเลือดทั่วร่างกายรวมถึงหลอดเลือดสมองจะเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ผนังหลอดเลือดจะเริ่มแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม ส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคเพิ่มสูงขึ้น
มีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อาจทำให้มีโอกาสเกิดโรคได้มากขึ้น เนื่องจากพันธุกรรมและปัจจัยด้านสุขภาพบางอย่าง
กลุ่มความเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้
ความเสี่ยงกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับโรคประจำตัวและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้ ได้แก่
เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมาก่อน มีโอกาสเกิดซ้ำได้
ความดันโลหิตสูง เนื่องจาก ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงดันเลือดสูงอยู่ต่อเนื่อง ทำให้หลอดเลือดอ่อนแอลงและมีโอกาสแตกได้มากขึ้น
โรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน อาจทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมสภาพ และทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ง่ายขึ้น
ไขมันในเลือดสูง : เมื่อระดับไขมันในเลือดสูง ไขมันอาจค่อย ๆ สะสมบริเวณผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงและเลือดไหลเวียนได้ลดลง
โรคหัวใจบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดภายในหัวใจได้ หากลิ่มเลือดหลุดเข้าสู่กระแสเลือดและไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง
การสูบบุหรี่ สารเคมีในบุหรี่อาจทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบแคบลง
พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่นไม่ออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก หรือมีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อสุขภาพของหลอดเลือดในระยะยาว
5 สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่ควรมองข้าม
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการอย่างเฉียบพลัน และไม่ควรมองข้าม เพราะยิ่งได้รับการรักษาเร็ว ก็ยิ่งช่วยลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้ สามารถสังเกตได้ตามหลัก BEFAST โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
นอกจากอาการตามหลัก BEFAST แล้ว ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดสมองแตก อาจจะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบเฉียบพลัน และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หากเกิดอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง
หากสงสัยว่าเป็นสโตรก แพทย์จะรีบตรวจและประเมินอาการโดยเร็ว เพราะต้องแยกให้ได้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบตันหรือโรคหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งทั้ง 2 ประเภทมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน
เบื้องต้น แพทย์จะทำการซักประวัติ เช่น เวลาที่เริ่มมีอาการ ลักษณะของอาการ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แล้วจะตรวจร่างกายและประเมินการทำงานของระบบประสาท เช่น การเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การรับความรู้สึก และการทรงตัว หลังจากนั้น แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย ระบุบริเวณที่เกิดความผิดปกติ และแยกชนิดของโรค โดยการตรวจที่ใช้บ่อย ได้แก่
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) ใช้ตรวจว่ามีเลือดออกในสมองไหมและช่วยให้แยกชนิดของโรคได้
การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แสดงรายละเอียดของเนื้อสมองได้ชัดเจนขึ้น ทำให้สามารถประเมินตำแหน่งและขอบเขตของสมองที่ได้รับผลกระทบได้
การตรวจหลอดเลือดสมอง (CT Angiography หรือ MR Angiography) ใช้ดูว่าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการตีบ อุดตัน หรือมีความผิดปกติอื่น ๆ ไหม
นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อค้นหาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ระดับน้ำตาลในเลือด หรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
แนวทางการรักษา
นพ. วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ถ้าสงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว และพยายามจำเวลาที่เริ่มมีอาการ เพราะจะช่วยให้แพทย์ประเมินอาการและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
การรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์จะพิจารณาจากชนิดของโรค ตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ สาเหตุของโรค รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วย เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งการรักษาจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือด
เป้าหมายสำคัญของการรักษา คือ ทำให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองได้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสียหายของเซลล์สมอง
แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
การให้ยาสลายลิ่มเลือด สำหรับผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การใช้ยารักษาและมาถึงโรงพยาบาลภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม
การให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด หรือยาอื่น ๆ ตามการประเมินของแพทย์
การดึงลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง (Mechanical Thrombectomy) ซึ่งเป็นหัตถการสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่เกิดการอุดตัน
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองแตก
เป้าหมายของการรักษาหลอดเลือดสมองแตก คือ ควบคุมเลือดออก ลดแรงกดต่อสมอง และป้องกันภาวะแทรกซ้อน
แนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย
การให้ยา เพื่อควบคุมความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของเลือดออกเพิ่มขึ้น และดูแลอาการที่เกี่ยวข้อง
การผ่าตัดหรือการรักษาโดยใช้เทคนิคเฉพาะ ในผู้ป่วยบางราย เพื่อช่วยลดแรงกดต่อสมอง หรือแก้ไขความผิดปกติของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของเลือดออก
นอกจากการรักษาในระยะเฉียบพลันแล้ว การดูแลผู้ป่วยยังครอบคลุมถึงการติดตามอาการ การฟื้นฟูสมรรถภาพ การประเมินปัจจัยเสี่ยง และการวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาว เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดซ้ำและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
วิธีลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
แม้อายุที่เพิ่มขึ้นหรือประวัติคนในครอบครัวจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่การดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้
ควบคุมโรคประจำตัว
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง และรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันช่วยลดความเสี่ยงของโรคได้ เช่น
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลือกอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนไขมันต่ำ และลดอาหารรสหวาน มัน และเค็ม เพื่อช่วยดูแลสุขภาพของหลอดเลือด
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสภาพร่างกาย เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
งดสูบบุหรี่ เพราะสารในบุหรี่อาจทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพได้
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของหลอดเลือด การลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มจึงช่วยลดความเสี่ยงและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมได้
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะน้ำหนักตัวที่มากเกินไปอาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพของหลอดเลือด
ตรวจสุขภาพประจำปี
การตรวจสุขภาพประจำปี จะช่วยให้ทราบความผิดปกติหรือโรคที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้สามารถดูแลสุขภาพและรับการรักษาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นโรคที่ต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว เพราะความล่าช้าในการรักษาอาจส่งผลต่อการทำงานของสมองและการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้เมื่อพบอาการผิดปกติที่สงสัย ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม รวมถึงเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัว นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น ควบคุมโรคประจำตัว รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และตรวจสุขภาพตามความเหมาะสม ล้วนมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคและส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ โรคหลอดเลือดสมอง
BEFAST คืออะไร
BEFAST เป็นหลักช่วยจดจำสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง ประกอบด้วย Balance (การทรงตัวผิดปกติ), Eyes (การมองเห็นผิดปกติ), Face (หน้าเบี้ยว), Arms (แขนหรือขาอ่อนแรง), Speech (พูดผิดปกติ) และ Time (เวลาที่ควรรีบเข้าสู่การรักษา) โดยเมื่อพบอาการที่สงสัย ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว
โรคหลอดเลือดในสมอง เกิดจากอะไร
เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยอาจเกิดจากหลอดเลือดอุดตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ หรือหลอดเลือดแตก ทำให้มีเลือดออกภายในสมอง
สโตรก คืออะไร
สโตรก คือ คำเรียกภาวะที่สมองได้รับผลกระทบจากความผิดปกติของหลอดเลือด ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท เช่น แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือการทรงตัวผิดปกติ
อาการสโตรกมีอะไรบ้าง
อาการที่พบได้ เช่น หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ เดินเซ หรือมีความผิดปกติของระบบประสาทที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
หากสงสัยว่าเป็นสโตรกควรทำอย่างไร
ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว พร้อมจดจำเวลาที่เริ่มมีอาการ เพื่อช่วยให้ทีมแพทย์สามารถวางแผนการดูแลได้เหมาะสม
Medically Reviewed by
นพ. วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท - โรคหลอดเลือดสมอง
Readers’ Rating
2.0 out of 5 stars (based on 12 reviews)