โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากอะไร สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

บทความสุขภาพ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดจากอะไร

เลือกอ่านตามหัวข้อ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Cardiac Arrhythmia) คือภาวะที่คลื่นไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ โดยอาจเต้นเร็วเกินไป เต้นช้าเกินไป หรือเต้นเร็วสลับช้า ไม่เป็นจังหวะ ซึ่งส่งผลให้การสูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการเป็นอย่างไร

  • ใจสั่น รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรง เต้นเร็ว หรือเต้นสะดุดเป็นบางครั้ง
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้จะทำกิจกรรมเบาๆ
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือเป็นลม 
  • เจ็บแน่นหน้าอก อาจรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บจี๊ดๆ บริเวณหน้าอก
  • หายใจหอบ หายใจลำบาก
  • พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง

สาเหตุของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • โรคทางกาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคลิ้นหัวใจ ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มชูกำลัง
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • การสูบบุหรี่
  • ความเครียดและความวิตกกังวล

หัวใจเต้นผิดจังหวะมีกี่ประเภท

อาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดเร็ว (Tachyarrhythmia) เป็นภาวะที่หัวใจเต้นเร็วกว่า 100 ครั้งต่อนาทีขณะพัก ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วและไม่เป็นจังหวะ หรือภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็ว (Ventricular Tachycardia) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  2. โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดช้า (Bradyarrhythmia) เป็นภาวะที่หัวใจเต้นช้ากว่า 60 ครั้งต่อนาทีขณะพัก ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ อาจเกิดจากตัวสร้างสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจเสื่อม หรือเกิดจากการขัดขวางการส่งสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจ (Heart Block)

ก่อนเข้าสู่กระบวนการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ แพทย์จำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดไหน พร้อมหาจุดกำเนิดไฟฟ้าที่ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งการตรวจระหว่างที่ผู้ป่วยมีอาการจะทำให้การอ่านผลแม่นยำมากขึ้น ดังนั้นหากผู้ป่วยรู้สึกว่ามีอาการใจสั่น หรือวูบ ควรรีบไปพบแพทย์  โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างเร่งด่วนและได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ

การวินิจฉัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามอาการและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น ประวัติโรคประจำตัว การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาเสพติด เป็นต้น
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อตรวจจับจังหวะการเต้นที่ผิดปกติ
  • การตรวจติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา 24 ชั่วโมง (Holter Monitor) เพื่อตรวจดูลักษณะของคลื่นหัวใจ
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เพื่อดูโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อและลิ้นหัวใจ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ อันตรายไหม

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจะทำให้การสูบฉีดเลือดจากหัวใจไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไม่มีประสิทธิภาพ ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองอุดตัน และนำไปสู่การเสียชีวิตได้

การรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ผู้ป่วยกำลังเผชิญอยู่ ดังนี้

1. การรับประทานยา

ในผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง แพทย์อาจสั่งยาเพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ เหมาะสำหรับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภท ยาช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการได้ แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดอย่างถาวร

2. การสวนและจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radio Frequency Ablation)

หนึ่งในวิธีรักษาที่ได้ผลดีคือการสวนและจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Radio Frequency Ablation) โดยการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงสวนเข้าไปทางหลอดเลือดดำบริเวณขาหนีบและจี้ที่บริเวณต้นกำเนิดของอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะที่หัวใจ วิธีการคือใช้สายสวนสอดไปตามหลอดเลือดที่บริเวณขาหนีบจนถึงห้องหัวใจ เมื่อพบตำแหน่งที่มีกระแสไฟฟ้าหัวใจเต้นผิดปกติ แพทย์จะปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุไปที่ขั้วปลายสายสวนเพื่อจี้รักษา

“โดยผู้ป่วยมีโอกาสหายขาดสูงถึงร้อยละ 95 – 98 และไม่ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต”

หัวใจเต้นผิดจังหวะ 98% หายขาดได้ ด้วยเทคโนโลยีการจี้ไฟฟ้าหัวใจ

เทคโนโลยีการจี้ด้วยคลื่นวิทยุไฟฟ้าหัวใจ (Radio Frequency Ablation) แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้

  • Electrophysiology Study (การตรวจวินิจฉัยทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ) เป็นการตรวจประเมินสัญญาณไฟฟ้าหัวใจและทางเดินไฟฟ้าหัวใจ หาสาเหตุ รวมถึงตำแหน่งที่ผิดปกติ และจี้ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง แสดงผลเป็นกราฟ 2 มิติ ข้อดีคือสามารถทำการรักษาได้ทันทีหลังจากการตรวจวินิจฉัย
  • 3D System เป็นการหาตำแหน่งจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งแสดงผลเป็นภาพ 3 มิติ แบบเรียลไทม์ และใช้สายสวนจี้ตรงจุดที่ผิดปกติด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง วิธีนี้สามารถใช้รักษาความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจที่มีจุดกำเนิดเป็นบริเวณกว้างหรือมีความซับซ้อน เช่น
    • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะห้องบน (Atrial Tachycardia)
    • ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation)
    • ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็ว (Ventricular Tachycardia)
    • ภาวะหัวใจห้องบนเต้นเร็วชนิดลัดวงจร (Supraventricular Tachycardia)

การรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยเทคโนโลยีการจี้ด้วยคลื่นวิทยุไฟฟ้าหัวใจ จะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน หลังจากนั้นสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องงดยกของหนัก ไม่ควรเดินมากจนเกินไป และงดขับรถเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 7 วัน เพื่อให้แผลจากการเจาะหลอดเลือดบริเวณขาหนีบที่หน้าขาหายเป็นปกติ สำหรับข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือมีโอกาสหายขาดจากโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะสูงถึงร้อยละ 98 เกิดภาวะแทรกซ้อนและมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำเพียง 1-2% เท่านั้น ที่สำคัญคือไม่ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต ทำให้การรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยการจี้ด้วยคลื่นวิทยุไฟฟ้าหัวใจนั้นมีประสิทธิภาพ จึงเป็นวิธีรักษาที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

3. การรักษาด้วยเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจ (Automated Implantable Cardioverter-defibrillator : AICD)

เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ หากหัวใจเต้นช้า เครื่องจะส่งสัญญาณไฟฟ้าเพื่อกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น แต่ถ้าหัวใจเต้นเร็วหรือสั่นผิดปกติ เครื่องจะปล่อยกระแสไฟฟ้าในระดับเหมาะสมเพื่อหยุดภาวะนั้นและทำให้หัวใจกกลับมาทำงานตามจังหวะปกติ ใช้กับผู้ที่มีความเสี่ยงหัวใจห้องล่างเต้นผิดจังหวะรุนแรง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

4. การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)

เป็นวิธีการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก โดยมีสายไฟเชื่อมต่อกับห้องหัวใจ เพื่อควบคุมให้หัวใจเต้นในจังหวะและความเร็วที่เหมาะสม เหมาะสำหรับผู้ที่หัวใจเต้นช้าผิดปกติ หรือมีปัญหาการนำไฟฟ้าของหัวใจผิดจังหวะ การรักษานี้ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือหมดสติจากภาวะหัวใจเต้นช้าได้

การป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจ ลดอาหารไขมันสูงและเค็มจัด
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาและควบคุมปัจจัยเสี่ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ถึงตายไหม 

หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดสมองอุดตัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

สังเกตอาการตัวเองอย่างไรว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ใจสั่น ใจเต้นแรง เต้นเร็วผิดปกติ หรือเต้นสะดุดเหมือนตกจากที่สูง นอกจากนี้ควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะ หรือหน้ามืดเป็นลม

หัวใจเต้นผิดจังหวะ ห้ามรับประทานอะไรบ้าง

ควรจำกัดหรือหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น อาหารไขมันสูง อาหารรสเค็ม หวานจัด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0-2734 0000 ต่อ 5300

Medically Reviewed by

นพ. ปริวัตร เพ็งแก้ว
นพ. ปริวัตร เพ็งแก้ว

อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด

อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด - สรีระไฟฟ้าหัวใจ

Readers’ Rating

2.4 out of 5 stars (based on 18 reviews)