รักษา ภูมิแพ้ ที่ต้นเหตุ ได้ด้วยวัคซีน 

บทความสุขภาพ

โรค ภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ หลายคนเข้าใจว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ต้องอยู่กับอาการไปตลอดชีวิต แต่ในปัจจุบัน นอกจากการใช้ยาและการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้แล้ว ยังมีการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ ซึ่งช่วยปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ ลดอาการของโรค และเพิ่มโอกาสในการหายขาดได้ 

ภูมิแพ้ คืออะไร

ภูมิแพ้ (Allergy) คือภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองไวต่อสารบางชนิดมากกว่าปกติซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของระบบภูมิคุ้มกันที่มีการสร้างอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E; IgE) ต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ภายในเวลาไม่กี่นาทีถึงชั่วโมงหลังสัมผัสสารดังกล่าว โดยสารก่อภูมิแพ้อาจเข้าสู่ร่างกายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ผิวหนัง หรือการรับประทาน ซึ่งภาวะนี้สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก หรืออาจเกิดขึ้นใหม่ในวัยผู้ใหญ่ก็ได้

โรคภูมิแพ้ที่พบบ่อย

1.  โรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinoconjunctivitis) ผู้ป่วยจะมีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก และในบางรายอาจมีอาการทางตาร่วมด้วย เช่น คันตา น้ำตาไหล เยื่อบุตาอักเสบ ใต้ตาดำ สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยได้แก่ ไรฝุ่น ขนสัตว์ เกสร แมลงสาบ เชื้อรา

2. โรคหืดจากภูมิแพ้ (allergic asthma) อาการสำคัญที่พบได้ ได้แก่ หายใจมีเสียงหวีด(wheeze) หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไอ โดยมักเกิดหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ และพบได้เด่นชัดในผู้ที่แพ้สัตว์เลี้ยง

3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) เป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีอาการคันมาก ผิวหนังแห้ง และมีการกำเริบเป็นระยะ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น

4. การแพ้พิษแมลงกลุ่มผึ้ง ต่อ แตน และมด (hymenoptera venom allergy) ผู้ป่วยอาจมีอาการตั้งแต่บวมแดงเฉพาะที่ ไปจนถึงการแพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis) ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

5.  โรคแพ้อาหาร (food allergy) สามารถแสดงอาการได้หลากหลาย ตั้งแต่อาการคันในช่องปากเล็กน้อย ลมพิษ หน้าบวม ไปจนถึงการแพ้ชนิดรุนแรง (anaphylaxis) อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อยในผู้ใหญ่ ได้แก่ กุ้ง/ปู/ปลาหมึก/หอย(shellfish) ข้าวสาลี (wheat) และผลไม้

การตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้เริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อประเมินอาการที่สอดคล้องกับโรค โดยอาการของผู้ป่วยต้องมีความสัมพันธ์กับการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ สำหรับการทดสอบภูมิแพ้ (allergy test) มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาหลักฐานของการไวต่อสารก่อภูมิแพ้ (IgE sensitization) เพื่อช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยร่วมกับประวัติทางคลินิก

การทดสอบภูมิแพ้ (allergy test)

1.การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) เป็นการทดสอบโดยนำสารสกัดก่อภูมิแพ้มาสะกิดบนผิวหนังบริเวณแขน เพื่อประเมินการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ ใช้เวลาอ่านผลประมาณ 15–20 นาที โดยผู้ป่วยควรงดยาแก้แพ้ก่อนการทดสอบตามคำแนะนำของแพทย์

2. การเจาะเลือดตรวจ IgE ต่อสารก่อภูมิแพ้ (Serum specific IgE) เป็นการตรวจหา IgE ต่อสารก่อภูมิแพ้ในเลือด ซึ่งยาแก้แพ้ไม่มีผลต่อการตรวจ และสามารถตรวจสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิดมากกว่าการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

3. การทดสอบโดยการกระตุ้นด้วยสารก่อภูมิแพ้ (Allergen challenge test) เป็นการทดสอบโดยให้ผู้ป่วยสัมผัสหรือได้รับสารก่อภูมิแพ้ที่สงสัย เพื่อประเมินการตอบสนองของร่างกาย การทดสอบนี้จำเป็นต้องดำเนินการในโรงพยาบาล ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง

การรักษาโรคภูมิแพ้

การรักษาโรคภูมิแพ้ประกอบด้วย 3 แนวได้แก่ 

1. การรักษาตามมาตรฐานของโรคนั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น การพ่นจมูกด้วยยาสเตอรอยด์ในโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

2. การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

การลดการสัมผัสสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้จะช่วยลดโอกาสการเกิดอาการกำเริบได้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีอาจหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น การสัมผัสไรฝุ่น, การเลิกเลี้ยงสัตว์เลี้ยง

3. ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารสกัดก่อภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy)

หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า วัคซีนภูมิแพ้

วัคซีนภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) คืออะไร

วัคซีนภูมิแพ้ (Allergen Immunotherapy) เป็นวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้โดยการให้สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดภาวะทนต่อสารก่อภูมิแพ้ (tolerance) ส่งผลให้สามารถควบคุมอาการของโรคได้ในระยะยาว และนำไปสู่การหายขาดของโรคได้

วัคซีนภูมิแพ้มี 3 รูปแบบการรักษา ได้แก่

  • ชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Immunotherapy; SCIT)
  • ชนิดอมใต้ลิ้น (Sublingual Immunotherapy; SLIT) ปัจจุบันในประเทศไทยมีใช้สำหรับการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่นเท่านั้น
  • ชนิดรับประทาน (Oral Immunotherapy; OIT)

โรคภูมิแพ้ชนิดใดที่สามารถทำวัคซีนภูมิแพ้ได้

1.โรคจมูกและเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinoconjunctivitis) รักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT) หรือ ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT)

2. โรคหืดจากภูมิแพ้ (allergic asthma) รักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT) หรือ ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT)

3.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) รักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT) หรือ ชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT)

4.การแพ้พิษแมลงกลุ่มผื้ง ต่อ แตน และมด (hymenoptera venom allergy) รักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดใต้ผิวหนัง (SCIT)

5.โรคแพ้อาหาร (food allergy) รักษาด้วยการให้ภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดรับประทาน (OIT)

  ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้ เพื่อยืนยันการวินิจฉัย ระบุสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของอาการ และพิจารณาความเหมาะสมของการรักษา รวมถึงเลือกรูปแบบวัคซีนภูมิแพ้ที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ที่คลินิกภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างครอบคลุมตลอดกระบวนการรักษา ตั้งแต่การประเมินและเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มวัคซีนภูมิแพ้ การเฝ้าสังเกตอาการระหว่างการรักษา ไปจนถึงการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้และวัคซีนภูมิแพ้

ควรตรวจภูมิแพ้ด้วยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือการเจาะเลือดตรวจ IgE ต่อสารก่อภูมิแพ้?

สามารถใช้ได้ทั้งสองวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกตามประวัติอาการและชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่สงสัย เนื่องจากรายการสารก่อภูมิแพ้ที่สามารถตรวจได้ในแต่ละวิธีมีความแตกต่างกัน หากสารก่อภูมิแพ้สามารถตรวจได้ทั้งสองวิธี อาจพิจารณาปัจจัยเพิ่มเติม เช่น การใช้ยาแก้แพ้ ซึ่งอาจมีผลต่อการทดสอบทางผิวหนัง นอกจากนี้ อาหารบางชนิดที่ไม่สามารถตรวจได้ด้วยสารสกัดมาตรฐานหรือการเจาะเลือด อาจใช้การทดสอบด้วยอาหารสด (Prick-to-Prick Test) ได้

โรคภูมิแพ้หายขาดได้หรือไม่?

ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคภูมิแพ้และอายุที่เริ่มมีอาการ ตัวอย่างเช่น การแพ้อาหารในเด็กส่วนใหญ่สามารถหายได้เองเมื่อโตขึ้น แต่หากเป็นโรคภูมิแพ้ที่มีอาการต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ หรือเริ่มเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ โอกาสหายขาดมักค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ สามารถเพิ่มโอกาสการหายขาดของโรคได้

สำหรับโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ การรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนจึงเห็นผล?

ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษามักเริ่มมีอาการดีขึ้นภายใน 4–6 เดือนหลังเริ่มการรักษา โดยผลการรักษาจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและมักเห็นผลสูงสุดภายในประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นอาการจะคงที่ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ควรรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันอย่างถาวรและเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคได้ในระยะยาว

วัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดต้องมาฉีดบ่อยแค่ไหน?

ในช่วงเริ่มต้นของการรักษา ผู้ป่วยจะต้องมาฉีดวัคซีนภูมิแพ้ทุกสัปดาห์ติดต่อกันประมาณ 2–6 เดือน โดยแพทย์จะค่อย ๆ ปรับเพิ่มขนาดวัคซีนตามการตอบสนองและผลข้างเคียงของผู้ป่วยแต่ละราย หลังจากได้ขนาดยาที่เหมาะสมแล้ว จะนัดฉีดประมาณเดือนละ 1 ครั้ง และรักษาต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี

สำหรับผู้ที่แพ้ไรฝุ่น วัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีดและชนิดอมใต้ลิ้นแตกต่างกันอย่างไร?

วัคซีนภูมิแพ้ชนิดฉีด (SCIT) และชนิดอมใต้ลิ้น (SLIT) มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่นใกล้เคียงกัน โดยชนิดฉีดต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามนัด ส่วนชนิดอมใต้ลิ้นต้องอมยาทุกวันและสามารถใช้ต่อเนื่องที่บ้านได้ สำหรับผลข้างเคียง วัคซีนชนิดฉีดมีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรงได้มากกว่าชนิดอมใต้ลิ้น ขณะที่ชนิดอมใต้ลิ้นสามารถพบอาการคันในช่องปากได้ในช่วงแรกของการใช้ยา ทั้งนี้ ผู้ป่วยและแพทย์จะร่วมกันพิจารณาเลือกรูปแบบการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละราย

Medically Reviewed by

นพ. พงศ์สวัสดิ์ รอดสวาสดิ์
นพ. พงศ์สวัสดิ์ รอดสวาสดิ์

อายุรศาสตร์

อายุรศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)