สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองตีบตันและการป้องกัน

บทความสุขภาพ
Featured Image

โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือหลอดเลือดสมองอุดตัน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ที่เป็นมักมีอาการอย่างเฉียบพลัน บางรายโชคดีถึงมือแพทย์เร็วทันเวลาก็อาจรักษาให้หายเป็นปกติได้ แต่บางรายต้องกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตไปตลอดชีวิต และบางรายต้องเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัว ทำให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ทำความรู้จักโรคหลอดเลือดสมองตีบ

โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือหลอดเลือดสมองตีบ เป็นภาวะที่สมองขาดเลือด เพราะเกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนต่าง ๆ ผู้ป่วยจะมีอาการต่าง ๆ เช่น ตามองไม่เห็น ชาครึ่งซีก หรือเป็นอัมพาตแบบครึ่งซีก พูดไม่ชัดหรือไม่พูด อยู่ในภาวะที่ทำงานไม่ได้ ส่วนใหญ่มักพบในกลุ่มวัยกลางคน แต่ก็อาจเกิดขึ้นในคนอายุน้อยได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงทั้งพฤติกรรมและการใช้ชีวิต

สาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

  • โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Ischemic Stroke) เป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) โดยมีไขมันไปเกาะผนังหลอดเลือดด้านในของหลอดเลือดสมองจนหนาตัวขึ้น ทำให้หลอดเลือดค่อย ๆ ตีบแคบลง และเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิด คือ โรคประจำตัวต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
  • โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน (Embolic Stroke) กรณีนี้เกิดจากลิ่มเลือดแข็งตัวขนาดเล็กเกาะที่ลิ้นหัวใจหรือผนังหัวใจ หลุดลอยไปตามกระแสเลือดไปอุดตันหลอดเลือดในสมอง ซึ่งมักพบในผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจโต ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว ผนังหัวใจรั่ว
  • เกิดจากการฉีกขาดของผนังหลอดเลือดสมอง ทำให้หลอดเลือดอุดตัน
  • เกิดจากความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด ซึ่งแข็งตัวเร็วกว่าปกติ โดยที่เลือดขาดสารบางอย่าง หรือมีเม็ดเลือดแดง หรือเกล็ดเลือดมากเกินไป

อาการเบื้องต้นที่พบบ่อย

  • ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน
  • มีอาการชา อ่อนแรง และหน้าเบี้ยว หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วย
  • พูดลำบาก หรือฟังไม่เข้าใจ
  • เวียนศีรษะ การทรงตัวไม่ดี เดินเซ   
  • ปวดศีรษะ (บางครั้งอาจปวดศีรษะรุนแรง)

ซึ่งอาการเหล่านี้อาจจะแสดงออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีอาการหลายอย่างพร้อมกัน หากอาการหายไปเองภายใน 24 ชั่วโมงและกลับมาเป็นปกติ ภาวะนี้เรียกว่า TIA (Transient Ischemic Attack) หรือ Mini Stroke ซึ่งเป็นอาการทางสมองชั่วคราวที่เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ แต่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายถาวร เมื่อมีอาการดังกล่าวเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว

สัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์

เนื่องจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองมีความหลากหลาย แต่เพื่อให้เข้าใจสัญญาณของโรคและช่วยประเมินเบื้องต้นได้เร็ว โดยมีหลักที่เรียกว่า B.E.F.A.S.T. เพื่อใช้เช็กอาการสำคัญที่บอกว่าอาจกำลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และควรรีบขอความช่วยเหลือทันที

  • B = Balance : การสูญเสียการทรงตัว เดินเซ
  • E = Eye : ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็น
  • F = Face (ใบหน้า) : ใบหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก สังเกตได้จากมุมปากตกข้างหนึ่งเวลายิ้ม
  • A = Arm (แขน) : แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ไม่สามารถยกแขนข้างใดข้างหนึ่งขึ้นค้างไว้ได้ หรือยกแล้วแขนตกลง
  • S = Speech (คำพูด) : พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือพูดไม่ได้ อาจมีอาการสับสน นึกคำพูดไม่ออก
  • T = Time (เวลา) : รีบโทรเรียกรถพยาบาลทันที (โทร. 1669) เมื่อพบอาการเหล่านี้ เพราะทุกนาทีมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาและลดความเสียหายของสมอง

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ

รู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมและโรคบางอย่างอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ โดยปัจจัยเสี่ยงการเกิดโรคมีดังนี้

โรคเรื้อรัง

  • โรคความดันโลหิตสูง ผู้มีความดันโลหิตสูงกว่า 160/90 mmHg เป็นระยะเวลานาน จะทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วกว่าปกติ ส่งผลทำให้สมองทำงานผิดปกติ เกิดหลอดเลือดตีบตัน หรือแตก
  • โรคเบาหวาน ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบแข็ง ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงและเกิดอาการต่าง ๆ ของโรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคหัวใจ เช่น โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ทำให้มีลิ่มเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง
  • ไขมันในเลือดสูง ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมากกว่า คนที่มีระดับไขมันในเลือดปกติ

พฤติกรรมเสี่ยง

  • การสูบบุหรี่ มีความเสี่ยงก่อให้เกิดหลอดเลือดตีบหรืออุดตันที่สมองและหัวใจ
  • ดื่มแอลกอฮอล์มาก ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหัวใจทำงานหนักขึ้น
  • ขาดการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ

ปัจจัยอื่น ๆ

  • โรคอ้วน ทำให้ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเป็นเบาหวาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดสมองตีบ

ตรวจคัดกรองเบื้องต้นด้วยการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ

สำหรับผู้ที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ สามารถตรวจคัดกรองด้วย Carotid Doppler หรือการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ เพื่อดูความหนาของหลอดเลือด การตีบหรือตันของหลอดเลือด รวมถึงปริมาณไขมันและหินปูนที่เกาะบริเวณผนังหลอดเลือด เพื่อตรวจสอบการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงที่สมอง

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองตีบ

แพทย์จะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ให้ผลละเอียดและมีความแม่นยำสูง เช่น การตรวจสมองด้วยคอมพิวเตอร์ (CT Scan) การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI และ MRA) การตรวจการไหลเวียนเลือดของหลอดเลือดในสมอง (Transcranial Doppler : TCD) และการตรวจหลอดเลือดคอ เพื่อดูว่ามีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดส่วนไหน และความรุนแรงเป็นอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยให้เซลล์สมองที่ยังไม่ตายฟื้นตัวขึ้นมาเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นปกติได้

การให้ยาละลายลิ่มเลือด

การรักษานี้จะต้องทำภายใน 4.5 ชั่วโมง เพื่อให้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolysis) การให้ยานี้ผู้ป่วยควรอยู่ในความดูแลของอายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท หากเกิน 4.5 ชั่วโมงแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาลต่ออีก 3-7 วัน ด้วยวิธีการที่เหมาะสมต่อผู้ป่วยมากที่สุด เช่น

  • การรักษาโดยการให้ยาบางประเภท เพื่อให้เซลล์สมองเสียน้อยที่สุด โดยระยะแรก ๆ ควรจะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อสังเกตอาการแทรกซ้อน และบำบัดรักษาโรคอื่น ๆ ของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง โรคไต ปอดบวม ภาวะกลืนลำบาก เป็นต้น
  • การรักษาโดยใช้กายภาพบำบัด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต ไม่ว่าจะเป็นการฝึกนั่ง ยืน เดิน การฝึกกลืน ฯลฯ
  • การรักษาโดยใช้จิตบำบัด สำหรับผู้ป่วยที่ซึมเศร้า เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาต

ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาและบำบัดฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ช่วยเหลือตัวเองและกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ในกรณีผู้ป่วยบางรายที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทีมแพทย์และพยาบาลควรจะมีการติดตามอาการผู้ป่วยขณะบำบัดที่บ้านด้วย

การใช้บอลลูนถ่างขยายและใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Angioplasty and Stenting)

เป็นวิธีการรักษาเพื่อขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Carotid Artery) ซึ่งตีบรุนแรงจนขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง แพทย์จะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีอาการอัมพาตหรือมีภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวร่วมกับหลอดเลือดแดงคาโรติดตีบมากกว่า 50% หรือในผู้ที่ยังไม่มีอาการแต่ตรวจพบว่า หลอดเลือดแดงคาโรติดตีบอย่างรุนแรง โดยแพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กเข้าไปยังตำแหน่งที่ตีบ ทำการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน แล้วจึงใส่ขดลวด (Stent) ค้ำยันผนังหลอดเลือดไว้เพื่อฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดให้เป็นปกติ

การใส่สายสวนลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง (Clot Retrieval)

วิธีนี้เป็นการรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันเฉียบพลันที่เกิดจากลิ่มเลือดขนาดใหญ่ แพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ และนำทางไปยังตำแหน่งที่ลิ่มเลือดอุดตันในสมองโดยใช้เครื่อง Biplane DSA แสดงภาพหลอดเลือดแบบเรียลไทม์ จากนั้นจะทำการใส่ขดลวดพิเศษขนาดเล็ก (Stent) ผ่านสายสวนออกไปเพื่อกางออก ดักจับ และลากลิ่มเลือดออกมาจากหลอดเลือดทันที ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยเปิดทางให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองตีบที่ควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

โรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นโรคที่อันตรายและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ดังนี้

  • งดสูบบุหรี่
  • ควบคุมอาหาร อย่าให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ถ้าเป็นเบาหวาน ควรรักษาระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรดูแลความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองตีบ

หลอดเลือดสมองตีบรักษาหายไหม

หลอดเลือดสมองตีบ สามารถรักษาให้ผู้ป่วยหายเป็นปกติได้ โดยต้องรีบนำส่งผู้ป่วยเข้ารับการรักษาทันทีหลังมีอาการภายในเวลา 4.5 ชั่วโมง หากได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์เร็ว จึงจะโอกาสฟื้นตัวสูง อย่างไรก็ตาม อาจไม่สามารถ “รักษาให้หายขาด” ได้แบบ 100% ในทุกกรณี แต่หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที และมีการดูแลฟื้นฟูอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวและกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด โดยไม่มีอาการหลงเหลือที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

หลอดเลือดในสมองตีบห้ามรับประทานอะไรบ้าง

เพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการรับประทานอาหารต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด

  • อาหารไขมันสูง เช่น ของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน เบเกอรี่ เนย และมาการีน เพราะไขมันเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักของการสะสมของไขมันตามผนังเส้นเลือด
  • อาหารรสเค็มจัด อาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารแปรรูป ไส้กรอก อาหารหมักดอง และเครื่องปรุงรสเค็มต่าง ๆ จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น กระตุ้นให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบอีกครั้ง
  • อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน เพราะน้ำตาลที่มากเกินไปจะทำให้ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคนี้เช่นกัน
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลต่อความดันและไขมันในเลือด

สิ่งสำคัญคือการเริ่มดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ต้านทานโรคภัยต่าง ๆ และมีสุขภาวะที่ดีไปอีกยืนยาว

เพราะสุขภาพดีสร้างได้

สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยหรือมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตีบ สามารถปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท ชั้น 4 ตึก King of Bones โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชขั่นแนล มีทีมแพทย์ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท พร้อมให้การตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายแพทย์ได้ที่ โทร. 02-734-0000 

Medically Reviewed by

นพ. วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล
นพ. วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล

อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท

อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท - โรคหลอดเลือดสมอง

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)