ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเข้ารับการฟอกไตอย่างต่อเนื่อง อาจมีบางกรณีที่ภาวะของโรคมีความซับซ้อน การฟอกไตทั่วไปอาจไม่เพียงพอในการกำจัดสารพิษหรือภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า อะเฟรีซิส (Apheresis) ซึ่งสามารถเลือกกำจัดสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในเลือดออกได้อย่างเฉพาะเจาะจง
Apheresis คืออะไร?
อะเฟรีซิส (Apheresis) มาจากภาษากรีก แปลว่า “การนำออกไป” เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่ช่วยคัดแยกส่วนประกอบที่ผิดปกติในเลือด เช่น สารพิษ ภูมิคุ้มกันที่ทำร้ายร่างกาย หรือเซลล์เม็ดเลือดที่มากเกินไป แล้วส่งส่วนประกอบที่ปกติกลับเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากการฟอกเลือดทั่วไป (Dialysis ) ที่เน้นเพียงการกรองของเสียขนาดเล็ก เช่น ยูเรียและเกลือแร่ อะเฟรีซิสจึงถือเป็นการรักษาที่มีความเฉพาะเจาะจงและตอบโจทย์โรคที่ซับซ้อนกว่า
ประเภทของ Apheresis
อะเฟรีซิสสามารถปรับใช้ได้ตามลักษณะของโรคหรือสารที่ต้องการนำออกจากร่างกาย ได้แก่
พลาสมาอะเฟรีซิส (Plasma-apheresis)
การแยกพลาสมา (น้ำเลือด) ออกจากเลือดเพื่อนำสารก่อภูมิแพ้ ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ หรือสารพิษบางชนิดออกจากร่างกาย
เม็ดเลือดแดงอะเฟรีซิส (Erythrocyta-apheresis)
การแยกเม็ดเลือดแดงออกจากเลือด โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดแดงผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคโลหิตจางชนิดเคียว (sickle cell anemia)
การกำจัดสารพิษบางชนิด
เช่น แอมนิติน (Amnitins) สารพิษจากเห็ดบางชนิด ที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการฟอกไตทั่วไป
โรคที่ใช้ Apheresis ในการรักษา
อะเฟรีซิสมีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่
โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune diseases) เช่น SLE, Myasthenia Gravis, Guillain-Barré Syndrome ที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานผิดปกติมาทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง
โรคเลือดบางชนิด เช่น ภาวะเลือดข้นเกินไป (Hyperviscosity syndrome), โรคเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิคุ้มกัน (autoimmune hemolytic anemia)
การกำจัดสารพิษ ที่การฟอกไตไม่สามารถทำได้
การเตรียมตัวก่อนการปลูกถ่ายอวัยวะ เพื่อลดระดับภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการปฏิเสธอวัยวะ
ขั้นตอนและระยะเวลาในการทำ Apheresis
ก่อนเริ่มการรักษาอะเฟรีซิส ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินสุขภาพอย่างละเอียดเพื่อระบุชนิดและปริมาณสารที่ต้องการนำออก จากนั้นจะมีขั้นตอนดังนี้
จะมีการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและอาจมีการให้ยาบางชนิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
เลือดจะถูกดึงออกจากหลอดเลือดดำเข้าสู่เครื่องอะเฟรีซิส
เครื่องจะทำการคัดแยกส่วนประกอบ เช่น พลาสมา เม็ดเลือดแดง หรือสารพิษ
ส่วนที่ไม่ต้องการจะถูกกำจัด ส่วนที่ปกติจะถูกส่งกลับเข้าร่างกายผ่านเส้นเลือดอีกเส้นหนึ่ง โดยทั่วไปกระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 1–3 ชั่วโมงต่อครั้ง ขึ้นกับชนิดของโรคและปริมาณเลือดที่ต้องผ่านการกรอง
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
แม้ว่า Apheresis จะเป็นวิธีการที่ปลอดภัยสูง แต่ยังอาจพบภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
ความดันโลหิตต่ำจากการหมุนเวียนเลือดภายนอกร่างกาย
ภาวะแคลเซียมต่ำ เนื่องจากการใช้สารกันเลือดแข็ง
อาการแพ้ต่อสารกันเลือดแข็งหรือสารอื่น ๆ ที่ใช้ในการรักษา
การติดเชื้อบริเวณตำแหน่งเจาะเข็มหรือใส่สายสวน
ภาวะเลือดออกผิดปกติ หากได้รับสารกันเลือดแข็งมากเกินไป
ความผิดปกติของเกลือแร่ เช่น โซเดียมสูงหรือโพแทสเซียมต่ำ
ภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (เกิดได้น้อยมาก)
ผลลัพธ์และประสิทธิภาพของ Apheresis
ความสำเร็จของการรักษาด้วยอะเฟรีซิสขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและการตอบสนองของผู้ป่วย แต่ในหลายกรณีพบว่าสามารถช่วยควบคุมอาการ ลดความรุนแรง และปรับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม อะเฟรีซิสมักเป็น ส่วนหนึ่งของการรักษาแบบองค์รวม ซึ่งอาจรวมกับการใช้ยาหรือการรักษาอื่น ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ยั่งยืนที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล โทร. 02-734-0000
Medically Reviewed by
นพ. ณฐพุฒิ บุญวิสุทธิ์
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคไต
Readers’ Rating
3.3 out of 5 stars (based on 4 reviews)