เช็ก 5 อาการเสี่ยงเท้าแบน ที่ต้องรีบพบแพทย์ก่อนสาย

บทความสุขภาพ

เลือกอ่านตามหัวข้อ

เท้าแบน เป็นภาวะที่ส่วนโค้งด้านในของฝ่าเท้าลดลงหรือยุบตัว ส่งผลต่อการรองรับน้ำหนักและสมดุลของร่างกาย ในระยะแรกอาจยังไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อความผิดปกติเพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดอาการปวดฝ่าเท้า ข้อเท้า เข่า หรือหลังได้ ภาวะนี้แบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นที่ยังยืดหยุ่นได้ ไปจนถึงระยะที่ข้อเท้าผิดรูปและขยับได้จำกัด การสังเกตอาการและเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะแรก ช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาการเดินและภาวะแทรกซ้อนของระบบกระดูกและข้อในระยะยาวได้

เท้าแบนคืออะไร?

เท้าแบน (Flat Feet) คือ ภาวะที่อุ้งเท้าด้านในมีความโค้งลดลง ทำให้ฝ่าเท้าสัมผัสพื้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้การกระจายน้ำหนักขณะยืน เดิน หรือวิ่งเปลี่ยนไป

ภาวะนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ บางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่บางคนอาจเริ่มมีอาการเมื่อใช้งานเท้านาน ๆ หรือทำกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนักต่อเนื่อง

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ปวดฝ่าเท้าหรือส้นเท้า 
  • ปวดบริเวณด้านในข้อเท้า 
  • เมื่อยล้าเวลาเดินหรือยืนนาน 
  • รองเท้าสึกด้านในมากผิดปกติ 
  • รู้สึกเดินไม่มั่นคงหรือเท้าเอียงเข้าด้านใน

ประเภทของภาวะเท้าแบน

ภาวะเท้าแบนสามารถพบได้ทั้งตั้งแต่กำเนิดและเกิดขึ้นภายหลัง โดยแต่ละประเภทมีลักษณะของโครงสร้างเท้า อาการ และแนวทางดูแลแตกต่างกัน การแยกประเภทของภาวะเท้าแบนจึงมีความสำคัญต่อการประเมินและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม

1. ภาวะเท้าแบนตั้งแต่กำเนิด

เป็นภาวะที่โครงสร้างของเท้ามีความผิดปกติตั้งแต่เด็ก โดยสามารถพบได้ทั้งแบบติดแข็งและแบบยืดหยุ่น

  • เท้าแบนแบบติดแข็ง

เกิดจากความผิดปกติของกระดูกและข้อภายในเท้าตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้เท้ามีลักษณะแข็ง ขยับได้จำกัด และอาจมีอาการปวดร่วมด้วยในบางราย

  • เท้าแบนแบบยืดหยุ่น

เป็นชนิดที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็ก ลักษณะสำคัญคืออุ้งเท้าจะปรากฏเมื่อเขย่งปลายเท้าหรือเมื่อไม่ลงน้ำหนัก ซึ่งในบางรายอาจค่อย ๆ ดีขึ้นได้เมื่อเด็กเติบโตขึ้น

2. ภาวะเท้าแบนที่เกิดขึ้นภายหลัง

มักพบในผู้ใหญ่ โดยอาจสัมพันธ์กับความเสื่อมของเอ็น การใช้งานเท้าเป็นเวลานาน หรือรูปแบบการลงน้ำหนักที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้อุ้งเท้าค่อย ๆ ยุบตัวลง และอาจมีอาการปวดร่วมด้วยเมื่อใช้งานเท้าเป็นเวลานาน

เท้าแบนมีกี่ระยะ?

ภาวะเท้าแบนสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ตามระดับความผิดปกติของเอ็นและโครงสร้างของเท้า

ระยะที่ 1 : เอ็นเริ่มอักเสบ แต่โครงสร้างเท้ายังปกติ

เป็นระยะเริ่มต้นที่เอ็นบริเวณด้านในข้อเท้าเริ่มมีการอักเสบ แม้อุ้งเท้ายังไม่ยุบตัวชัดเจน แต่ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการปวดเมื่อใช้งานเท้านาน

อาการที่พบได้ เช่น

  • ปวดด้านในข้อเท้า 
  • เจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน 
  • เมื่อยง่ายเวลายืนนาน 

ในระยะนี้ อุ้งเท้ายังสามารถกลับสู่รูปเดิมได้เมื่อไม่ลงน้ำหนัก

ระยะที่ 2 : อุ้งเท้าเริ่มยุบตัว

เมื่อเอ็นเริ่มทำงานได้ลดลง โครงสร้างอุ้งเท้าจะเริ่มแบนลงอย่างชัดเจน แต่ข้อเท้ายังขยับได้

อาการที่พบได้ เช่น

  • เท้าดูแบนมากขึ้น 
  • เดินนานแล้วปวดเท้า 
  • รองเท้าสึกไม่สมดุล 
  • รู้สึกลงน้ำหนักเท้าได้ไม่มั่นคง 

หากปล่อยไว้ อาการอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้นและส่งผลต่อรูปแบบการเดิน

ระยะที่ 3 : เท้าแบนชนิดแข็ง

เป็นระยะที่ข้อเท้าและอุ้งเท้าเริ่มแข็ง ขยับได้จำกัด และมีความผิดรูปชัดเจนมากขึ้น

อาการที่พบได้ ได้แก่

  • ปวดชัดเจนขึ้น 
  • เดินลำบาก 
  • ข้อเท้าเอียง 
  • รูปเท้าเปลี่ยนไปจากเดิม 

ในบางราย อาจเริ่มส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน

ระยะที่ 4 : ข้อเท้าผิดรูปและเริ่มเสื่อม

เป็นระยะที่ความผิดปกติลุกลามไปยังข้อเท้า ทำให้เกิดภาวะข้อเสื่อมร่วมกับความผิดรูปของเท้า

อาการที่พบได้ ได้แก่

  • ปวดเรื้อรัง 
  • ข้อเท้าบวม 
  • เดินได้จำกัด 
  • เท้าเอียงผิดรูปชัดเจน 

ระยะนี้มักส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทรงตัวขณะเดิน

สัญญาณแบบไหนที่ควรพบแพทย์?

แม้บางคนจะมีเท้าแบนโดยไม่มีอาการ แต่หากเริ่มมีสัญญาณต่อไปนี้ ควรเข้ารับการประเมินเพิ่มเติม

  • ปวดเท้าหรือข้อเท้าเรื้อรัง 
  • เดินหรือยืนนานแล้วอาการมากขึ้น 
  • เท้าเริ่มผิดรูป 
  • รู้สึกข้อเท้าเอียงเข้าด้านใน 
  • เดินแล้วเสียสมดุลบ่อย 
  • เด็กมีลักษณะเดินผิดปกติหรือหกล้มง่าย 

พ.ต.ท.นพ. ชัยวัฒน์ ศรีรัตนวุฑฒิ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการเท้าและข้อเท้า โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ข้อมูลว่า ภาวะเท้าแบนในระยะแรกอาจเริ่มจากอาการปวดหรือเมื่อยล้าบริเวณฝ่าเท้าและข้อเท้า ซึ่งผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมักมองว่าเป็นอาการจากการใช้งานทั่วไป ทำให้ไม่ได้รับการประเมินตั้งแต่ระยะแรก

เท้าแบน ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

เมื่อโครงสร้างของเท้าเปลี่ยนไป ร่างกายอาจต้องปรับรูปแบบการเดินและการทรงตัว ส่งผลให้เกิดแรงกดต่อข้อและกล้ามเนื้อในส่วนอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะข้อเท้า เข่า และหลัง

อุ้งเท้ามีหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทกและช่วยกระจายแรงขณะเดินหรือยืน เมื่อส่วนโค้งของฝ่าเท้าลดลง อาจส่งผลต่อสมดุลของการเคลื่อนไหวและการใช้งานข้อในระยะยาว

ปวดฝ่าเท้าและข้อเท้า

แรงกดที่เพิ่มขึ้นบริเวณฝ่าเท้าและเอ็นข้อเท้า อาจทำให้เกิดอาการปวด โดยเฉพาะหลังเดินหรือยืนนาน

ปวดเข่า

เมื่อแนวการลงน้ำหนักเปลี่ยนไป อาจเพิ่มแรงกดบริเวณข้อเข่า ทำให้เกิดอาการปวดหรือใช้งานข้อเข่าได้ไม่สมดุล

ปวดหลังและเมื่อยล้า

ในบางราย ร่างกายอาจปรับท่าทางเพื่อชดเชยการทรงตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังหรือเมื่อยล้าได้

การวินิจฉัยภาวะเท้าแบน

การวินิจฉัยภาวะเท้าแบน แพทย์จะพิจารณาร่วมกันทั้งลักษณะของอุ้งเท้า แนวการเดิน การลงน้ำหนัก และอาการที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

การประเมินเบื้องต้นอาจประกอบด้วย

  • การตรวจลักษณะของเท้าขณะยืนและเดิน 
  • การประเมินความยืดหยุ่นของข้อเท้าและอุ้งเท้า 
  • การตรวจแนวการลงน้ำหนักของร่างกาย 
  • การสังเกตการสึกของรองเท้า 

ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมทางรังสี เพื่อประเมินโครงสร้างกระดูกและข้อของเท้า โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังหรือมีความผิดรูปของเท้า

แนวทางการรักษาเท้าแบน

การรักษาเท้าแบนขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการ สาเหตุของความผิดปกติ และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยผู้ที่ไม่มีอาการอาจยังไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ควรติดตามอาการและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มแรงกดต่อเท้า

การปรับรองเท้าและใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า

รองเท้าที่ช่วยรองรับอุ้งเท้าและกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสม อาจช่วยลดแรงกดบริเวณฝ่าเท้าและข้อเท้าได้ ในบางราย แพทย์อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า เพื่อช่วยพยุงแนวเท้าให้สมดุลมากขึ้น

การกายภาพบำบัดและยืดกล้ามเนื้อ

การบริหารกล้ามเนื้อและเอ็นรอบเท้า รวมถึงการยืดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและฝ่าเท้า อาจช่วยลดอาการตึงและเพิ่มความมั่นคงขณะเดิน

การลดกิจกรรมที่เพิ่มแรงกระแทก

ในผู้ที่มีอาการปวด อาจต้องหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ลงน้ำหนักต่อเนื่องหรือมีแรงกระแทกสูง เพื่อลดการอักเสบของเอ็นและข้อเท้า

การรักษาด้วยการผ่าตัด

การผ่าตัดอาจถูกพิจารณาในผู้ที่มีภาวะเท้าแบนระดับรุนแรง มีอาการปวดเรื้อรังต่อเนื่อง หรือมีความผิดรูปของเท้าที่ส่งผลต่อการเดินและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในรายที่รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ซึ่งแนวทางการผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติของแต่ละบุคคล

การผ่าตัดซ่อมแซมเส้นเอ็น

ในบางราย เส้นเอ็นที่ช่วยพยุงอุ้งเท้าอาจเกิดการเสื่อมสภาพหรือฉีกขาด ทำให้โครงสร้างของเท้าไม่มั่นคง การผ่าตัดจึงมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการทำงานของเส้นเอ็น และช่วยให้โครงสร้างเท้ากลับมาทำงานได้สมดุลมากขึ้น

การผ่าตัดปรับแนวกระดูกเท้า

เป็นแนวทางรักษาที่ใช้ในผู้ที่มีความผิดรูปของเท้าชัดเจน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของแนวกระดูกหลายตำแหน่งร่วมกัน ซึ่งแพทย์จะพิจารณาปรับโครงสร้างของกระดูกเท้า เพื่อช่วยฟื้นฟูรูปทรงของอุ้งเท้าและเพิ่มความมั่นคงในการเดิน

การรักษาภาวะเท้าแบนไม่ได้มุ่งเพียงลดอาการปวดเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสมดุลของเท้าและการเคลื่อนไหวในระยะยาว

แนวทางดูแลอาจประกอบด้วยการใช้อุปกรณ์เสริมอุ้งเท้า กายภาพบำบัด การปรับพฤติกรรมการใช้งานเท้า และการผ่าตัดในรายที่เหมาะสม หากได้รับการประเมินและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก อาจช่วยลดอาการปวด เพิ่มความมั่นคงในการเดิน และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นในระยะยาว

ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล มีประสบการณ์ในการประเมินและดูแลภาวะเท้าแบนร่วมกับการวิเคราะห์แนวการเดินและสมดุลของร่างกาย เพื่อช่วยวางแนวทางรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเท้าแบน

เท้าแบนหายเองได้ไหม?

ในเด็กบางช่วงวัย อุ้งเท้าอาจค่อย ๆ พัฒนาได้ตามการเจริญเติบโต แต่ในผู้ใหญ่ ภาวะเท้าแบนมักไม่กลับมาเป็นปกติเอง

คนเท้าแบนวิ่งหรือออกกำลังกายได้หรือไม่?

สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับระดับอาการและความเหมาะสมของรองเท้าหรือการรองรับอุ้งเท้า

เท้าแบนควรเลือกรองเท้าแบบไหน?

ควรเลือกรองเท้าที่ช่วยรองรับอุ้งเท้าและมีความมั่นคงขณะเดินหรือวิ่ง

เด็กเท้าแบนควรพบแพทย์เมื่อไร?

หากเด็กมีอาการปวดเท้า เดินผิดปกติ หรืออุ้งเท้าไม่พัฒนาตามวัย ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

เท้าแบนอันตรายไหม?

ผู้ที่มีเท้าแบนบางรายอาจไม่มีอาการ แต่หากปล่อยไว้จนเกิดความผิดปกติของการเดินหรือมีอาการปวดเรื้อรัง อาจส่งผลต่อข้อเท้า ข้อเข่า และการใช้ชีวิตประจำวันได้

Medically Reviewed by

พ.ต.ท.นพ. ชัยวัฒน์ ศรีรัตนวุฑฒิ
พ.ต.ท.นพ. ชัยวัฒน์ ศรีรัตนวุฑฒิ

ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ

ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ - เท้าและข้อเท้า

Readers’ Rating

3.0 out of 5 stars (based on 1 review)