ปวดหลังแบบไหน เสี่ยง หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท
ปวดคอ ปวดหัว ปวดหลัง และอีกสารพัดปวด ที่เกิดจากการก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟน นั่งทำงานต่อเนื่องยาวนาน หรือยกของหนัก สัญญาณเหล่านี้ไม่ควรมองข้าม
อาการปวดบริเวณต้นคอ บ่า สะบัก เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเกิดอาการลักษณะนี้มาก่อน และบางรายหาทางออกด้วยการใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง มากน้อยแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็หวนกลับมาเป็นอีก บางรายปวดเรื้อรังจนแยกไม่ออกว่าเป็นแค่ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดเพราะสาเหตุอื่น
อาการปวดคอพบได้ในคนหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานในสำนักงาน หรือชาวออฟฟิศนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มือพิมพ์แป้นพิมพ์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง การนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ เป็นสาเหตุของอาการปวดคอที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์บ่อยมาก อาจปวดแบบเป็นๆ หายๆ หรือปวดเรื้อรัง ถ้าอาการปวดมาจากกล้ามเนื้อจะไม่ค่อยก่อปัญหาอะไรมาก แต่ถ้าปวดรุนแรงมากเพราะหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณกระดูกต้นคอเสื่อม แล้วเคลื่อนไปทับเส้นประสาท หรือไขสันหลัง อาการปวดชนิดนี้นับว่าเป็นอันตราย
คอและหลังของคนเราจะประกอบด้วยกระดูกสันหลังหลายๆ ข้อมาต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีหมอนรองกระดูกคั่นอยู่ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ วงรอบนอกมีลักษณะเป็นวงแหวนที่มีความหยุ่น เหนียว คล้ายยางรถยนต์ ทำหน้าที่ยึดระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ และใจกลางวงแหวนนี้จะมีลักษณะเป็นเหมือนเจล ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและมีความยืดหยุ่นในตัว ทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อนไหวได้ทั้งก้ม แอ่น หรือบิดเอี้ยว
สาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อม นอกจากพฤติกรรมการใช้งานคอและหลังแบบผิดๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานแล้ว อายุที่มากขึ้นก็เป็นสาเหตุของหมอนรองกระดูกเสื่อมเช่นกัน ซึ่งเมื่ออายุเกิน 30-35ปี โปรตีนที่อยู่ในเจลซึ่งอยู่ข้างในหมอนรองกระดูก รวมถึงวงแหวนรอบนอกจะเริ่มเสื่อม อีกทั้งยังสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติการรับแรงกระแทก ทำให้เวลาขยับตัว กระแทก หรือใช้งานมากๆ จะทำให้วงแหวนที่อยู่รอบๆ เจลเปื่อยยุ่ยและฉีกขาดในที่สุด จนเนื้อของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนไปข้างหลัง เบียดอวัยวะสำคัญที่คอ คือไขสันหลังที่ต่อมาจากสมอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย นอกจากนี้ เมื่อหมอนรองกระดูกเกิดการเสื่อมสภาพจะทำให้ความแข็งแรงในการยึดกันของข้อกระดูกสันหลังลดลง ร่างกายจะพยายามสร้างหินปูน หรือสร้างเนื้อเยื่อโดยรอบข้อต่อให้หนาตัวมากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นคงของกระดูกสันหลัง ซึ่งการหนาตัวของเนื้อเยื่อเหล่านี้ส่งผลทำให้ไขสันหลังถูกกดทับมากขึ้น
ระยะแรกอาจแยกไม่ออกว่าอาการปวดคอนั้น เป็นอาการปวดทั่วๆ ไป หรือปวดเพราะหมอนรองกระดูกเสื่อม แต่สามารถสังเกตได้โดยถ้าเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อจะมีอาการเมื่อใช้งาน พอได้พักอาการจะดีขึ้น แต่กรณีที่เกิดจากหมอนรองกระดูกเสื่อม แม้จะพักผ่อนแล้วอาการจะยังไม่ดีขึ้นและยังคงปวดต่อเนื่อง
ในอดีตการรักษาโรคหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมด้วยการผ่าตัด เป็นการรักษาที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง เพราะระยะห่างระหว่างหมอนรองกระดูกกับเส้นประสาทห่างกันประมาณเพียง1 มิลลิเมตร หรือไม่ถึงมิลลิเมตร แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการผ่าตัดที่ทันสมัย จึงมีความแม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น โดยใช้กล้องขยายที่เรียกว่า “ไมโครสโคป” (Spine microscope) หลักการเหมือนกล้องจุลทรรศ์ที่นักเรียนใช้ดูจุลินทรีย์ในห้องทดลอง เป็นการส่องอนุภาคเล็กๆ ให้ขยายใหญ่ขึ้น ทำให้มองเห็นชัดเจนและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัด
ส่วนผลการผ่าตัดถ้าแก้ไขตรงจุดหรือไม่ปล่อยให้อาการเลวร้ายจนเกินไป จะช่วยให้อาการปวด อาการชาจะหายไป และกล้ามเนื้อที่เคยอ่อนแรงจะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้
ควรทำกายบริหารโดยพยายามออกกำลังกล้ามเนื้อรอบคอให้แข็งแรงขึ้น เนื่องจากในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ขยับกล้ามเนื้อบริเวณคอเลย โดยสามารถบริหารกล้ามเนื้อคอได้ด้วยการยืดและเกร็งกล้ามเนื้อ ดังนี้
ผู้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นรุนแรงถึงขั้นเป็นหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง บางครั้งมาพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรงแล้ว เช่น เสียการทรงตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมความสมดุลของร่างกายไม่ดี หกล้มง่าย หรือใช้มือทำงานที่มีความละเอียดไม่ได้ ดังนั้น ควรสังเกตอาการหรือความผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ แล้วรีบมาพบแพทย์เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการรักษา
ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 02-734-0000 ต่อ 5500
ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ
ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ - โรคกระดูกสันหลัง