ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) สัญญาณเตือนสโตรกที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว

บทความสุขภาพ
TIA หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วคราว ทำให้เกิดอาการของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยไม่มีเนื้อสมองตายจากการขาดเลือด
  • TIA หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วคราว ทำให้เกิดอาการของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยไม่มีเนื้อสมองตายจากการขาดเลือด
  • อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเสียการทรงตัว และมักหายไปภายในไม่กี่นาที
  • TIA เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดสมอง และความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองจะสูงเป็นพิเศษในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอาการ
  • หากสงสัยว่ามีอาการ ควรเข้ารับการตรวจฉุกเฉินทันที แม้อาการจะหายไปแล้ว เพื่อค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาที่เหมาะสม

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) คืออะไร?

TIA (Transient Ischemic Attack) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองบางส่วนลดลงหรือถูกขัดขวางชั่วคราว ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด อาการมักหายไปเองภายในไม่กี่นาที และส่วนใหญ่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง โดยภาวะ TIA จะยังไม่ทำให้เกิดภาวะเนื้อสมองตาย (Cerebral Infarction)

อาการของ TIA ที่ควรสังเกต 

อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยอาจพบเพียงอาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันตามหลัก BE FAST ได้แก่

อาการ TIA มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยอาจพบเพียงอาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันตามหลัก BE FAST ได้แก่
  • หน้าเบี้ยวหรือปากเบี้ยว: ใบหน้าด้านหนึ่งอ่อนแรง ยิ้มแล้วมุมปากไม่เท่ากัน
  • แขนขาอ่อนแรงหรือชา: แขนหรือขาข้างใดข้างหนึ่งไม่มีแรง ยกแขนไม่ขึ้น หรือจับสิ่งของไม่ถนัด
  • พูดไม่ชัดหรือพูดลำบาก: พูดติดขัด นึกคำไม่ออก หรือฟังคำพูดของผู้อื่นไม่เข้าใจ
  • มองเห็นผิดปกติ: ตามัว มองไม่เห็นชั่วคราว โดยเฉพาะตาข้างเดียว หรือเห็นภาพซ้อน
  • เสียการทรงตัว: เดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ หรือเวียนศีรษะร่วมกับอาการผิดปกติอื่นอย่างกะทันหัน

TIA เกิดจากอะไร? 

ภาวะนี้มักเกิดจากลิ่มเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ไม่สะดวก โดยสาเหตุที่พบได้ ได้แก่

  • หลอดเลือดสอมงหรือหลอดเลือดที่คอตีบ: เกิดจากคราบไขมันสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง และอาจมีลิ่มเลือดหรือเศษคราบไขมันหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
  • ลิ่มเลือดจากหัวใจ: ผู้ที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดอาจเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ และลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
  • ความผิดปกติของหลอดเลือด: โรคของผนังหลอดเลือดบางชนิดอาจทำให้การไหลเวียนเลือดไปยังสมองผิดปกติ

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง: ความดันที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย และเพิ่มโอกาสเกิดหลอดเลือดสมองหรือหลอดเลือดที่คอตีบ
  • ผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีไขมันในเลือดสูง: ระดับน้ำตาลและไขมันที่สูงอาจส่งผลต่อหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดคราบไขมันสะสม
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ: โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือดในหัวใจและหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
  • ผู้ที่สูบบุหรี่: สารในควันบุหรี่ส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
  • ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือไม่ค่อยออกกำลังกาย: มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเกิดความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
  • ผู้สูงอายุหรือผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง: เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดอาจเสื่อมสภาพและมีโอกาสตีบมากขึ้น ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองมีความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำ

อย่างไรก็ตาม TIA ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เท่านั้น เพราะบางรายอาจมีความผิดปกติของหัวใจหรือหลอดเลือดที่ยังไม่เคยตรวจพบ จึงไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่มีโรคประจำตัวก็ตาม

TIA กับ Stroke ต่างกันอย่างไร?

TIA และโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญที่ผลกระทบต่อเนื้อสมอง

ความแตกต่างTIAหลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke)
ผลที่เกิดขึ้นกับสมองเลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วคราว โดยไม่ทำให้เนื้อสมองตายจากการขาดเลือดสมองขาดเลือด หรือถูกกดทับจนเซลล์สมองได้รับความเสียหาย
ระยะเวลาของอาการมักหายภายในไม่กี่นาที อาการอาจคงอยู่ ดีขึ้น หรือหายไปได้ แม้มีเนื้อสมองได้รับความเสียหาย 
การดูแลรักษาต้องได้รับการตรวจและฉุกเฉินต้องได้รับการตรวจและรักษาฉุกเฉิน หากมาเร็ว แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อการรักษา

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวอันตรายแค่ไหน?

แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพราะภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังมีอาการ

ข้อมูลจาก American Heart Association (AHA) ปี 2023 ระบุว่า ผู้ที่มีภาวะ TIA อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายใน 90 วันสูงถึง 17.8% และเกือบครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ Stroke ที่เกิดตามมาพบภายใน 48 ชั่วโมงแรก

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ โรคประจำตัว และผลการตรวจ หากสงสัยว่ามีอาการ TIA จึงควรเข้ารับการตรวจฉุกเฉินทันที แม้อาการจะหายไปแล้ว เพื่อให้แพทย์ค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาที่เหมาะสม

แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างไร?

แพทย์จะเริ่มจากสอบถามว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เริ่มเมื่อใด และเป็นอยู่นานเท่าไร รวมถึงโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ จากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อดูการทำงานของสมองและระบบประสาท ก่อนเลือกการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยหาสาเหตุ

1. การตรวจสมองด้วย CT Scan หรือ MRI

CT Scan ช่วยตรวจหาภาวะเลือดออกในสมอง ภาวะสมองขาดเลือด และความผิดปกติอื่น ส่วน MRI สามารถช่วยตรวจพบเนื้อสมองที่ได้รับบาดเจ็บจากการขาดเลือดได้ละเอียดมากกว่า แม้มีรอยขาดเลือดขนาดเล็กหรืออาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นแล้ว

2. การตรวจหลอดเลือดสมองและหลอดเลือดแดงใหญ่คอ

แพทย์อาจตรวจหลอดเลือดเพื่อค้นหาบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน โดยมีวิธีตรวจที่ใช้ได้ตามความเหมาะสม เช่น

  • Carotid Doppler Ultrasonography: ใช้คลื่นเสียงตรวจหลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ เพื่อดูคราบไขมัน ภาวะหลอดเลือดตีบ และการไหลเวียนของเลือด
  • Transcranial Doppler Ultrasonography (TCD): ใช้คลื่นเสียงประเมินการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดภายในกะโหลกศีรษะ เพื่อช่วยค้นหาความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด
  • CTA หรือ MRA: เป็นการตรวจภาพหลอดเลือดที่ช่วยให้แพทย์เห็นตำแหน่งและความรุนแรงของหลอดเลือดตีบหรืออุดตันได้ชัดเจนขึ้น

แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย

3. การตรวจหัวใจและตรวจเลือด

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือการตรวจหัวใจเพิ่มเติมช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจทำให้เกิดลิ่มเลือด ส่วนการตรวจเลือดใช้ประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และปัจจัยสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกชนิดในทุกราย

ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวรักษาอย่างไร?

การรักษา TIA มีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับสาเหตุและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน

การรักษาด้วยยา

การเลือกใช้ยา เพื่อลดความเสี่ยงของลิ่มเลือดขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์ตรวจพบ หากความเสี่ยงเกิดจากการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด แพทย์อาจพิจารณายาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือโคลพิโดเกรล (Clopidogrel) เพื่อช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดและโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน

แต่หากพบว่าลิ่มเลือดสัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แพทย์อาจพิจารณายาต้านการแข็งตัวของเลือดแทน เนื่องจากยาทั้งสองกลุ่มมีข้อบ่งใช้และความเสี่ยงต่างกัน จึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกก่อนเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอตีบ

หากตรวจพบว่าหลอดเลือดแดงคาโรติดที่คอตีบรุนแรงและสัมพันธ์กับอาการ TIA แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง เช่น การผ่าตัดเอาคราบไขมันออกจากหลอดเลือด หรือการรักษาผ่านสายสวนใส่ขดลวดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับการตีบ ตำแหน่งของหลอดเลือด อาการที่เกิดขึ้น และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยร่วมด้วย

การดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีแนวทางดังนี้

  • ควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์แนะนำ
  • เลิกสูบบุหรี่
  • รับประทานอาหารให้หลากหลาย เน้นผัก ผลไม้ และลดอาหารเค็มหรือมีไขมันอิ่มตัวสูง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะกับสุขภาพและคำแนะนำของแพทย์
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมีอาการผิดปกติ ควรทำอย่างไร?

หากพบอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างกะทันหัน ควรปฏิบัติดังนี้

  • ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที เพื่อเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล ไม่ควรรอดูว่าอาการจะหายเองหรือไม่
  • ไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง ควรใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อให้ได้รับการประเมินและช่วยเหลือระหว่างเดินทาง
  • จดจำเวลาที่เริ่มมีอาการ หรือเวลาล่าสุดที่ผู้ป่วยยังมีอาการปกติ เพื่อแจ้งให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ
  • แจ้งอาการและโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด

แม้อาการจะหายไปก่อนถึงโรงพยาบาล ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างเร่งด่วน

สรุป

แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา การตรวจหาสาเหตุและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในอนาคต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

TIA ย่อมาจากอะไร?

TIA ย่อมาจาก Transient Ischemic Attack หมายถึงภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาทในช่วงเวลาสั้น ๆ

 ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวถือเป็น Stroke หรือไม่?

TIA แตกต่างจากโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือดตรงที่ไม่มีเนื้อสมองตายจากการขาดเลือด แต่ทั้งสองภาวะอาจมีอาการคล้ายกัน

TIA กับ Mini Stroke เหมือนกันหรือไม่?

Mini Stroke เป็นคำที่คนทั่วไปมักใช้เรียก TIA หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว แต่คำนี้อาจทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะบางครั้งใช้เรียก Minor Stroke ซึ่งเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการไม่รุนแรงด้วย โดยความแตกต่างสำคัญ คือ TIA ไม่ทำให้เนื้อสมองตายจากการขาดเลือด ส่วน Minor Stroke มีเนื้อสมองได้รับความเสียหายแล้ว แม้อาการของทั้งสองภาวะจะคล้ายกันก็ตาม

 TIA รักษาหายไหม?

อาการมักหายไปเอง แต่ยังจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุและรักษาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง

อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวเกิดขึ้นขณะนอนหลับได้หรือไม่?

เกิดขึ้นได้ โดยผู้ป่วยอาจตื่นมาพร้อมกับอาการ เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด ซึ่งต้องได้รับการตรวจฉุกเฉิน แม้ไม่ทราบระยะเวลาที่เริ่มมีอาการแน่ชัดบทความนี้

Medically Reviewed by

นพ. วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล
นพ. วงศ์กนก ก่อวัฒนมงคล

อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท

อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท - โรคหลอดเลือดสมอง

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)