อาการชาบอกโรค เช็กตำแหน่งชามือ ชาเท้าแบบไหนไม่ใช่เรื่องเล็ก
ปัจจุบัน แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการชา ได้ด้วยการตรวจเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า (Electrodiagnosis) ซึ่งประกอบด้วย การตรวจเพื่อวัดค่าคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (EMG)

เลือกอ่านตามหัวข้อ
TIA (Transient Ischemic Attack) หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงสมองบางส่วนลดลงหรือถูกขัดขวางชั่วคราว ทำให้เกิดอาการผิดปกติ เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด อาการมักหายไปเองภายในไม่กี่นาที และส่วนใหญ่ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง โดยภาวะ TIA จะยังไม่ทำให้เกิดภาวะเนื้อสมองตาย (Cerebral Infarction)
อาการมักเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยอาจพบเพียงอาการเดียวหรือหลายอาการร่วมกันตามหลัก BE FAST ได้แก่

ภาวะนี้มักเกิดจากลิ่มเลือดหรือความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้ไม่สะดวก โดยสาเหตุที่พบได้ ได้แก่
ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังต่อไปนี้
อย่างไรก็ตาม TIA ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เท่านั้น เพราะบางรายอาจมีความผิดปกติของหัวใจหรือหลอดเลือดที่ยังไม่เคยตรวจพบ จึงไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่มีโรคประจำตัวก็ตาม
TIA และโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) อาจทำให้เกิดอาการคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างสำคัญที่ผลกระทบต่อเนื้อสมอง
| ความแตกต่าง | TIA | หลอดเลือดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) |
| ผลที่เกิดขึ้นกับสมอง | เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงชั่วคราว โดยไม่ทำให้เนื้อสมองตายจากการขาดเลือด | สมองขาดเลือด หรือถูกกดทับจนเซลล์สมองได้รับความเสียหาย |
| ระยะเวลาของอาการ | มักหายภายในไม่กี่นาที | อาการอาจคงอยู่ ดีขึ้น หรือหายไปได้ แม้มีเนื้อสมองได้รับความเสียหาย |
| การดูแลรักษา | ต้องได้รับการตรวจและฉุกเฉิน | ต้องได้รับการตรวจและรักษาฉุกเฉิน หากมาเร็ว แพทย์จะพิจารณาให้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อการรักษา |
แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพราะภาวะนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังมีอาการ
ข้อมูลจาก American Heart Association (AHA) ปี 2023 ระบุว่า ผู้ที่มีภาวะ TIA อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองภายใน 90 วันสูงถึง 17.8% และเกือบครึ่งหนึ่งของเหตุการณ์ Stroke ที่เกิดตามมาพบภายใน 48 ชั่วโมงแรก
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุ โรคประจำตัว และผลการตรวจ หากสงสัยว่ามีอาการ TIA จึงควรเข้ารับการตรวจฉุกเฉินทันที แม้อาการจะหายไปแล้ว เพื่อให้แพทย์ค้นหาสาเหตุและเริ่มการรักษาที่เหมาะสม
แพทย์จะเริ่มจากสอบถามว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เริ่มเมื่อใด และเป็นอยู่นานเท่าไร รวมถึงโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ จากนั้นจะตรวจร่างกายเพื่อดูการทำงานของสมองและระบบประสาท ก่อนเลือกการตรวจเพิ่มเติมเพื่อช่วยหาสาเหตุ
CT Scan ช่วยตรวจหาภาวะเลือดออกในสมอง ภาวะสมองขาดเลือด และความผิดปกติอื่น ส่วน MRI สามารถช่วยตรวจพบเนื้อสมองที่ได้รับบาดเจ็บจากการขาดเลือดได้ละเอียดมากกว่า แม้มีรอยขาดเลือดขนาดเล็กหรืออาการของผู้ป่วยจะดีขึ้นแล้ว
แพทย์อาจตรวจหลอดเลือดเพื่อค้นหาบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน โดยมีวิธีตรวจที่ใช้ได้ตามความเหมาะสม เช่น
แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือการตรวจหัวใจเพิ่มเติมช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจทำให้เกิดลิ่มเลือด ส่วนการตรวจเลือดใช้ประเมินระดับน้ำตาล ไขมัน และปัจจัยสุขภาพอื่นที่เกี่ยวข้อง แพทย์จะเลือกวิธีตรวจตามอาการและความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยไม่จำเป็นต้องตรวจทุกชนิดในทุกราย
การรักษา TIA มีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา โดยแพทย์จะเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับสาเหตุและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน
การเลือกใช้ยา เพื่อลดความเสี่ยงของลิ่มเลือดขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แพทย์ตรวจพบ หากความเสี่ยงเกิดจากการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด แพทย์อาจพิจารณายาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin) หรือโคลพิโดเกรล (Clopidogrel) เพื่อช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดและโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
แต่หากพบว่าลิ่มเลือดสัมพันธ์กับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว แพทย์อาจพิจารณายาต้านการแข็งตัวของเลือดแทน เนื่องจากยาทั้งสองกลุ่มมีข้อบ่งใช้และความเสี่ยงต่างกัน จึงไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง แพทย์จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกก่อนเลือกยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
หากตรวจพบว่าหลอดเลือดแดงคาโรติดที่คอตีบรุนแรงและสัมพันธ์กับอาการ TIA แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง เช่น การผ่าตัดเอาคราบไขมันออกจากหลอดเลือด หรือการรักษาผ่านสายสวนใส่ขดลวดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับระดับการตีบ ตำแหน่งของหลอดเลือด อาการที่เกิดขึ้น และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยร่วมด้วย
นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยมีแนวทางดังนี้
หากพบอาการผิดปกติทางระบบประสาทอย่างกะทันหัน ควรปฏิบัติดังนี้
แม้อาการจะหายไปก่อนถึงโรงพยาบาล ก็ยังจำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างเร่งด่วน
แม้อาการสมองขาดเลือดชั่วคราวจะหายไปเอง แต่ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตามมา การตรวจหาสาเหตุและเริ่มรักษาอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญต่อการลดความเสี่ยงในอนาคต
TIA ย่อมาจาก Transient Ischemic Attack หมายถึงภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติทางระบบประสาทในช่วงเวลาสั้น ๆ
TIA แตกต่างจากโรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือดตรงที่ไม่มีเนื้อสมองตายจากการขาดเลือด แต่ทั้งสองภาวะอาจมีอาการคล้ายกัน
Mini Stroke เป็นคำที่คนทั่วไปมักใช้เรียก TIA หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว แต่คำนี้อาจทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะบางครั้งใช้เรียก Minor Stroke ซึ่งเป็นโรคหลอดเลือดสมองที่มีอาการไม่รุนแรงด้วย โดยความแตกต่างสำคัญ คือ TIA ไม่ทำให้เนื้อสมองตายจากการขาดเลือด ส่วน Minor Stroke มีเนื้อสมองได้รับความเสียหายแล้ว แม้อาการของทั้งสองภาวะจะคล้ายกันก็ตาม
อาการมักหายไปเอง แต่ยังจำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุและรักษาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
เกิดขึ้นได้ โดยผู้ป่วยอาจตื่นมาพร้อมกับอาการ เช่น แขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัด ซึ่งต้องได้รับการตรวจฉุกเฉิน แม้ไม่ทราบระยะเวลาที่เริ่มมีอาการแน่ชัดบทความนี้
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท - โรคหลอดเลือดสมอง