ต่อมลูกหมากโต รักษาด้วยเทคนิค PAE ไม่ต้องผ่าตัด กลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ
คุณผู้ชายเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่? ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือกลั้นไม่อยู่ รู้สึกปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ

เลือกอ่านตามหัวข้อ
อาการปวดท้องเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่อาการไม่สบายตัวชั่วคราว ไปจนถึงความผิดปกติของอวัยวะภายในช่องท้อง หลายคนมีอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ หรือปวดท้องเป็นพัก ๆ จนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่บางครั้งอาการที่ดูไม่รุนแรง อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก ทั้งตำแหน่งที่ปวด ลักษณะอาการ ความรุนแรง ระยะเวลาที่เป็น และอาการผิดปกติที่เกิดร่วมกัน จะช่วยให้ประเมินได้ดีขึ้นว่า อาการปวดท้องอาจเกี่ยวข้องกับสาเหตุใด และควรดูแลตัวเองต่อหรือพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ชัดเจน
อาการปวดท้องอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะทั่วไป เช่น
บางคนอาจมีอาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ หรือปวดท้องเป็นพัก ๆ จนคิดว่าอาการไม่รุนแรง เดี๋ยวก็หายเองได้ แต่ถ้ามีอาการ ปวดท้องตลอดเวลา เป็นติดต่อหลายวัน หรือมีอาการรุนแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ถึงอาการจะยังไม่รุนแรงมาก ก็ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เนื่องจาก อวัยวะภายในช่องท้องอยู่ใกล้กัน ตำแหน่งที่ปวดจึงช่วยบอกได้เพียงแนวโน้มของโรค ไม่ควรใช้สรุปโรคด้วยตัวเอง แต่ควรสังเกตร่วมกับลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เป็น ความรุนแรง และอาการอื่น ๆ ที่เกิดร่วมด้วย
การสังเกตอาการปวดท้องในแต่ละจุด ช่วยบอกโรคที่มีความเป็นไปได้ของโรคเบื้องต้นเท่านั้น แต่ไม่ควรดูจากตำแหน่งอย่างเดียว เพราะหลาย ๆ โรคอาจทำให้มีอาการปวดในตำแหน่งเดียวกัน หรือมีอาการคล้ายกันได้ โดยอาการปวดท้องแต่ละจุดที่พบบ่อย ๆ ได้แก่
มีอาการจุก แน่น หรือเจ็บใต้ชายโครงขวา โดยเฉพาะอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ไข้ ปัสสาวะสีเข้ม หรือคลำพบก้อนร่วมด้วย โดยโรคที่อาจพบได้บ่อย ได้แก่
รู้สึกจุก แน่น หรือแสบร้อนบริเวณใต้ลิ้นปี่ ซึ่งอาจเกิดจากโรคกระเพาะอาหาร ตับอ่อน รวมถึงถุงน้ำดี
ถ้ามีอาการแน่นหน้าอก เหงื่อออกมาก หายใจลำบาก หรือเจ็บร้าวไปแขน กราม หรือหลัง อาจมีความเสี่ยงภาวะที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจอาการอย่างเหมาะสม
ตำแหน่งท้องน้อยด้านขวาเป็นบริเวณที่เกี่ยวข้องกับไส้ติ่ง ท่อไตด้านขวา และอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้หญิง อาการที่อาจมีความเป็นไปได้ ได้แก่ กดเจ็บมาก ปวดเสียด อาการรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีตกขาวผิดปกติ โรคที่อาจพบได้ ได้แก่
ตำแหน่งท้องน้อยซ้ายอาจพบได้ในโรคของลำไส้ใหญ่ ท่อไตด้านซ้าย หรืออวัยวะสืบพันธุ์ในผู้หญิง โดยอาจมีอาการปวดเกร็งเป็นระยะ ถ่ายผิดปกติ ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายมีมูกเลือด น้ำหนักลด หรือคลำพบก้อนร่วมด้วย โรคที่อาจพบได้ ได้แก่
ถึงบางครั้งอาการอาจจะไม่รุนแรง แต่หากมีสัญญาณเตือนต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากที่สุด แค่อาการปวดแต่ละจุดจากอย่างเดียวไม่พอ แพทย์จำเป็นต้องซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินอาการร่วมอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เป็น ความรุนแรง ลักษณะการปวด อาการหลังรับประทานอาหาร การขับถ่าย ปัสสาวะ และประวัติโรคประจำตัวร่วมด้วย โดยแพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ อัลตราซาวนด์ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือการตรวจเฉพาะทางอื่น ๆ เพื่อช่วยระบุสาเหตุของอาการและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
นพ. ธนภูมิ ลิ้มตระกูล ศัลยแพทย์เฉพาะทางโรคตับและทางเดินน้ำดี กล่าวว่า ผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องอาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันได้มาก ตั้งแต่โรคของระบบทางเดินอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ไต ไปจนถึงอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ดังนั้น การประเมินตำแหน่งของอาการเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับลักษณะการปวด อาการร่วม และผลการตรวจเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้วินิจฉัยสาเหตุได้อย่างถูกต้องและวางแผนการรักษาได้เหมาะสม
ถึงอาการปวดท้องส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การสังเกตลักษณะและตำแหน่งของอาการร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น ไข้ อาเจียน ตัวเหลือง หรือความผิดปกติของการขับถ่าย จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น อาการปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ ปวดท้องเป็นพัก ๆ หรือ ปวดท้องตลอดเวลา หากอาการไม่ดีขึ้น เป็นซ้ำบ่อย หรือมีสัญญาณอันตรายร่วมด้วย ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
หากปวดรุนแรงเฉียบพลัน ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับหน้าท้องแข็ง มีไข้สูง อาเจียนมาก รับประทานอาหารหรือน้ำไม่ได้ ถ่ายเป็นเลือด ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉิน เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตัน นิ่วในท่อไต หรือโรคหัวใจขาดเลือด
อาการเป็น ๆ หาย ๆ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน อาหารไม่ย่อย นิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคของลำไส้ หากเป็นซ้ำบ่อย ติดต่อกันหลายวัน หรือมีไข้ น้ำหนักลด อาเจียน ถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
อาจเกิดจากความผิดปกติของหลายระบบในร่างกาย เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ระบบทางเดินปัสสาวะ หรืออวัยวะในอุ้งเชิงกราน บางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ จึงควรประเมินร่วมกับตำแหน่งที่ปวด ลักษณะอาการ ความรุนแรง และอาการอื่น ๆ
หากมีอาการปวดท้องรุนแรงเฉียบพลัน ปวดต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีอาการร่วม เช่น ไข้สูง อาเจียนมาก ตัวเหลือง ตาเหลือง ถ่ายเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด หน้าท้องแข็ง หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที แม้อาการจะเป็น ๆ หาย ๆ แต่หากเกิดซ้ำบ่อยหรือไม่ดีขึ้น ก็ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ปวดท้องร้าวไปหลัง อาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่บริเวณด้านหลังเยื่อบุช่องท้อง (Retroperitoneal) โดยอวัยวะเหล่านี้ ได้แก่ ตับอ่อน ไต และท่อไต เป็นต้น หรืออวัยวะที่ทำให้มีอาการปวดร้าวไปด้านหลังได้ เช่น ถุงน้ำดี และท่อน้ำดี หากปวดบริเวณกลางท้องร้าวไปด้านหลัง อาจเป็น ตับอ่อนอักเสบ หรือ ท่อน้ำดีอักเสบ หากปวดท้องบริเวณด้านบนขวา อาจเป็นถุงน้ำดี ส่วนอาการปวดบริเวณเอวร้าวไปหลัง อาจเป็น กรวยไต อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดรุนแรง ปวดต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม