โรคข้ออักเสบมีหลายชนิด เช่น ข้อเสื่อม รูมาตอยด์ และเกาต์ ซึ่งมีสาเหตุและแนวทางรักษาต่างกัน
หากข้อบวมหลายข้อ หรือข้อฝืดหลังตื่นนอนนานและเป็นต่อเนื่อง ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ข้อผิดรูป
ข้อบวมแดงร้อนและปวดรุนแรงฉับพลัน หรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้ ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อในข้อ แม้ไม่มีไข้
การรักษามีทั้งยา การฟื้นฟู และการปรับพฤติกรรม โดยพิจารณาการผ่าตัดเมื่อจำเป็น
โรคข้ออักเสบคืออะไร
โรคข้ออักเสบ (Arthritis) เป็นกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดอาการปวด บวม หรือข้อฝืด จนเคลื่อนไหวได้ไม่สะดวก อาจเกิดกับข้อเดียวหรือหลายข้อ และพบได้ในคนทุกวัย ไม่เฉพาะผู้สูงอายุ
สาเหตุมีตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อภายในข้อ ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ การสะสมของผลึก ไปจนถึงการติดเชื้อ แพทย์จึงต้องประเมินสาเหตุก่อนเลือกแนวทางรักษา
ข้ออักเสบแต่ละชนิดเกิดจากอะไร
1. ข้อเสื่อม
ข้อเสื่อมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ภายในข้อ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักเกิน การบาดเจ็บเดิม และโครงสร้างข้อที่ผิดปกติ
ลักษณะเด่นคือปวดมากขึ้นเมื่อใช้งาน เช่น เดินนานหรือขึ้นลงบันได และอาจดีขึ้นเมื่อพัก ส่วนข้อฝืดหลังตื่นนอนหรือนั่งนานมักเป็นช่วงสั้น โดยทั่วไปไม่เกิน 30 นาที พบได้บ่อยที่เข่า สะโพก และข้อนิ้วมือ
รูมาตอยด์เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ทำให้เยื่อบุข้ออักเสบเรื้อรัง หากควบคุมการอักเสบไม่ได้ อาจทำให้ข้อเสียหายหรือผิดรูป
มักปวดและบวมหลายข้อ โดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อมือ และข้อเท้า อาจเกิดกับข้อทั้งสองข้าง เช่น ข้อมือซ้ายและขวา พร้อมมีข้อฝืดหลังตื่นนอนเป็นเวลานาน การเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายของข้อ
3. เกาต์
เกาต์เกิดจากการสะสมของผลึกยูเรตในข้อ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ มักมีอาการปวดรุนแรง บวม แดง และร้อนอย่างฉับพลัน โดยพบที่โคนนิ้วหัวแม่เท้าได้บ่อย แต่เกิดที่ข้อเท้าหรือเข่าได้เช่นกัน
การมีกรดยูริกในเลือดสูงเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเกาต์ แพทย์ต้องพิจารณาร่วมกับอาการและผลตรวจอื่น ๆ
4. การติดเชื้อในข้อ
เกิดจากเชื้อโรคเข้าสู่ข้อ ทำให้มีการอักเสบอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมักปวดข้อรุนแรง ข้อบวมร้อน และเคลื่อนไหวลำบาก อาจมีไข้หรือหนาวสั่นร่วมด้วย แต่บางรายไม่มีไข้ ภาวะนี้ต้องรักษาเร่งด่วนเพื่อป้องกันข้อเสียหายและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
นอกจากนี้ ยังมีข้ออักเสบชนิดอื่น เช่น ข้ออักเสบจากโรคสะเก็ดเงิน กลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ และข้ออักเสบในเด็ก
อาการข้ออักเสบที่ควรสังเกต
อาการอาจแตกต่างกันตามชนิดของโรคและข้อที่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่
ปวดข้อ: ปวดเมื่อใช้งาน ขณะพัก หรือปวดจนรบกวนการนอน
ข้อบวม แดง หรือร้อน: ข้อดูบวมขึ้น หรือรู้สึกร้อนกว่าบริเวณใกล้เคียง
ข้อฝืด: ขยับไม่คล่องหลังตื่นนอนหรือนั่งนาน
ใช้งานข้อได้ลดลง: เช่น กำมือไม่ถนัด งอหรือเหยียดข้อได้ไม่เต็มที่ หรือเดินลำบาก
มีอาการอื่นร่วมด้วย: เช่น ไข้ อ่อนเพลีย หรือผื่น
ควรสังเกตว่าอาการเริ่มฉับพลันหรือค่อย ๆ เป็น เกิดที่ข้อใดบ้าง และข้อฝืดนานเท่าใด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยแพทย์ประเมินสาเหตุ แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันโรคด้วยตนเองได้
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้
ปวดหรือบวมข้อไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำ
ข้อบวมหลายข้อ หรือข้อฝืดหลังตื่นนอนนานและเป็นต่อเนื่อง
เคลื่อนไหวข้อได้น้อยลง หรือรูปร่างข้อเปลี่ยนไป
อาการรบกวนการทำงาน การนอน หรือกิจวัตรประจำวัน
หากปวดข้อรุนแรงฉับพลันร่วมกับข้อบวม แดง ร้อน ขยับข้อหรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้ หรือมีไข้และหนาวสั่นร่วมกับข้อปวดบวม ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจเกิดจากการติดเชื้อในข้อ ซึ่งบางรายไม่มีไข้
แพทย์วินิจฉัยสาเหตุอย่างไร
แพทย์จะเริ่มจากสอบถามอาการและตรวจข้อ ก่อนเลือกการตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น ผู้ป่วยแต่ละรายจึงอาจได้รับการตรวจต่างกัน
1. สอบถามอาการและตรวจข้อ
แพทย์จะสอบถามช่วงเวลาที่เริ่มปวด ตำแหน่งที่มีอาการ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และประวัติการบาดเจ็บ จากนั้นตรวจการบวม จุดกดเจ็บ และการเคลื่อนไหว เพื่อประเมินว่าปัญหาเกิดภายในข้อหรือเนื้อเยื่อรอบข้อ
2. ตรวจเลือดตามความจำเป็น
เมื่อสงสัยรูมาตอยด์: อาจตรวจค่าการอักเสบและสารภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับโรค
เมื่อสงสัยเกาต์: อาจตรวจระดับกรดยูริกในเลือด
ผลเลือดต้องพิจารณาร่วมกับอาการและการตรวจร่างกาย ไม่สามารถใช้ผลตรวจเพียงรายการเดียวตัดสินว่าเป็นหรือไม่เป็นโรคได้
3. ตรวจภาพข้อหรือเจาะน้ำในข้อ
เอกซเรย์: ดูการเปลี่ยนแปลงของกระดูกและช่องว่างระหว่างข้อ แต่โรคบางชนิดอาจยังไม่เห็นความผิดปกติในระยะแรก
อัลตราซาวด์หรือ MRI: ประเมินเยื่อบุข้อ น้ำในข้อ และเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น ไม่ต้องทำทุกราย
เจาะน้ำในข้อ: นำของเหลวภายในข้อไปตรวจหาผลึก เซลล์อักเสบ หรือเชื้อโรค โดยเฉพาะเมื่อข้อบวมฉับพลันหรือสงสัยการติดเชื้อ
การรักษาข้ออักเสบมีวิธีใดบ้าง
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง โดยมุ่งลดปวด ควบคุมการอักเสบ และช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวหรือทำกิจวัตรได้ดีขึ้น
1. การใช้ยาให้เหมาะกับโรค
ข้อเสื่อม: อาจใช้ยาทาหรือยารับประทานเพื่อลดปวด ร่วมกับการบริหารข้อและควบคุมน้ำหนัก
รูมาตอยด์: ใช้ยาควบคุมโรคที่เรียกว่า DMARDs เพื่อควบคุมการอักเสบและลดความเสียหายของข้อ เพราะยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
เกาต์: ใช้ยาลดการอักเสบเมื่อมีอาการกำเริบ และพิจารณายาลดกรดยูริกสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมโรคระยะยาว
การติดเชื้อในข้อ: มักต้องรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้ยาปฏิชีวนะและระบายของเหลวที่ติดเชื้อออกจากข้อ
แพทย์จะเลือกยาโดยคำนึงถึงโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะผู้มีโรคไต โรคหัวใจ หรือความเสี่ยงเลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้ จึงไม่ควรซื้อยาต้านการอักเสบหรือสเตียรอยด์มาใช้ต่อเนื่องเอง
2. กายภาพบำบัดและฟื้นฟูการเคลื่อนไหว
นักกายภาพบำบัดจะประเมินการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก่อนแนะนำการบริหารข้อและฝึกกล้ามเนื้อที่ช่วยพยุงข้อ เพื่อให้ผู้ป่วยทำกิจวัตรได้สะดวกขึ้น บางรายอาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดินเพื่อลดแรงที่กระทำต่อข้อ
3. การผ่าตัดเมื่อจำเป็น
แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดซ่อมแซมหรือเปลี่ยนข้อ หากข้อเสียหายมากและยังปวดหรือใช้งานลำบากแม้รักษาด้วยวิธีอื่นอย่างเหมาะสมแล้ว ส่วนผู้ที่ติดเชื้อในข้ออาจต้องทำหัตถการหรือผ่าตัดเพื่อระบายการติดเชื้ออย่างเร่งด่วน
การประเมินอาการปวดและการเคลื่อนไหวที่ติดขัดที่ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ช่วยให้วางแผนดูแลตามสาเหตุ หากสงสัยโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน อาจต้องประเมินร่วมกับอายุรแพทย์โรคข้อและรูมาติซึม
ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อมีข้ออักเสบ
ควบคุมน้ำหนัก: หากมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักช่วยลดแรงกดที่ข้อ โดยเฉพาะข้อเข่าและสะโพก
ออกกำลังกายให้เหมาะกับอาการ: เลือกกิจกรรมที่ไม่กระแทกข้อมาก เช่น ปั่นจักรยานหรือออกกำลังกายในน้ำ เริ่มทีละน้อยตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด
ปรับการใช้งานและพักเป็นระยะ: ลดกิจกรรมที่ทำให้ปวดบวมมากขึ้น แต่ไม่หยุดเคลื่อนไหวเป็นเวลานานจนข้อฝืดและกล้ามเนื้ออ่อนแรง
ใช้ยาและพบแพทย์ตามนัด: ไม่ปรับขนาดยาหรือหยุดยาควบคุมโรคเอง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว
ปรับอาหารให้เหมาะกับโรค: ผู้เป็นเกาต์ควรจำกัดแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มหวาน และอาหารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ การปรับอาหารไม่ทดแทนยาลดกรดยูริกที่แพทย์สั่ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคข้ออักเสบ
ข้ออักเสบกับข้อเสื่อมต่างกันอย่างไร
ข้อเสื่อมเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่เรียกรวมว่า Arthritis แต่ข้ออักเสบยังเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ และการติดเชื้อ จึงมีวิธีรักษาต่างกัน
ข้ออักเสบรักษาหายขาดได้ไหม
ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค ข้อเสื่อมและรูมาตอยด์มักต้องดูแลระยะยาว ส่วนเกาต์สามารถควบคุมการกำเริบได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม สำหรับการติดเชื้อในข้อ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการรักษาและความเสียหายที่เกิดขึ้น
มีข้ออักเสบยังออกกำลังกายได้ไหม
โดยทั่วไปทำได้เมื่อเลือกกิจกรรมและความหนักให้เหมาะกับอาการ หากข้อปวดบวมมากควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ แต่ถ้าปวดรุนแรงฉับพลันหรือเดินลงน้ำหนักไม่ได้ ควรพบแพทย์ก่อน
กรดยูริกสูงหมายความว่าเป็นเกาต์หรือไม่
ไม่เสมอไป ผู้ที่มีกรดยูริกสูงบางรายไม่เป็นเกาต์ แพทย์ต้องพิจารณาอาการและผลตรวจอื่นร่วมกัน เช่น การตรวจผลึกในน้ำข้อเมื่อจำเป็น
Medically Reviewed by
นพ. นพรัตน์ ฤชากร
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติซึม
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)