ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่เสี่ยง รู้ทัน ไวรัสตับอักเสบเอและบี  

บทความสุขภาพ
ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าไม่เสี่ยง รู้ทัน ไวรัสตับอักเสบเอและบี  
  • ไวรัสตับอักเสบ เอและไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อตับ แต่มีช่องทางการติดต่อและความรุนแรงแตกต่างกัน 
  • ไวรัสตับอักเสบเอมักติดต่อจากอาหาร น้ำ หรือมือที่ปนเปื้อนเชื้อ ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อเฉียบพลัน ไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง และมักหายได้เอง 
  • ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่ง หรือจากแม่สู่ลูก และอาจพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ 
  • การตรวจเลือดเพื่อประเมินการติดเชื้อ ภูมิคุ้มกัน และการรับวัคซีนอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคตับในระยะยาว

ทำความรู้จักไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี ต่างกันอย่างไร

ไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบีเป็นเชื้อไวรัสคนละชนิด แม้จะส่งผลต่อตับเหมือนกัน แต่มีช่องทางการแพร่เชื้อ ลักษณะการดำเนินโรค และความเสี่ยงระยะยาวแตกต่างกัน โดยไวรัสตับอักเสบเอมักเกี่ยวข้องกับสุขอนามัยด้านอาหารและน้ำ ส่วนไวรัสตับอักเสบบีมีความเกี่ยวข้องกับเลือด สารคัดหลั่ง และการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกมากกว่า การทำความเข้าใจความแตกต่างของโรคทั้งสองชนิดจึงช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีป้องกันได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ไวรัสตับอักเสบ เอ ช่องทางติดต่อ อาการ และกลุ่มเสี่ยง

ไวรัสตับอักเสบเอเป็นโรคติดเชื้อที่มักแพร่กระจายผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการสัมผัสเชื้อจากมือหรือสิ่งของที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่เหมาะสม หรือสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น หอพัก ค่ายทหาร โรงเรียน หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีการใช้ภาชนะหรืออาหารร่วมกัน

หลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการภายในประมาณ 2–6 สัปดาห์ อาการที่พบได้ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ปัสสาวะสีเข้ม ตาเหลือง หรือผิวเหลือง ซึ่งเป็นอาการของภาวะดีซ่าน

แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายได้เอง แต่บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรังอยู่เดิม หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งอาจเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรงและจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

ไวรัสตับอักเสบบี ช่องทางติดต่อ อาการ และความเสี่ยง 

ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน รวมถึงการถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกระหว่างการคลอด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อตั้งแต่วัยเด็ก

ความสำคัญของไวรัสตับอักเสบบีอยู่ที่การติดเชื้ออาจพัฒนาเป็นภาวะเรื้อรังได้ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับเชื้อตั้งแต่แรกเกิดหรือในวัยเด็ก ซึ่งมีโอกาสเกิดการติดเชื้อเรื้อรังสูงกว่าช่วงวัยอื่น เมื่อเกิดการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดพังผืดในตับ พัฒนาไปสู่ภาวะตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับในอนาคตได้

นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ข้อมูลว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจำนวนไม่น้อยไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อ เพราะโรคอาจไม่แสดงอาการผิดปกติเป็นเวลานาน ทำให้หลายรายตรวจพบเมื่อเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนทางตับแล้ว  ดังนั้น การตรวจคัดกรองจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาผู้ติดเชื้อ ประเมินความเสี่ยง และวางแผนการดูแลรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจำนวนมากอาจไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อการทำงานของตับเริ่มลดลง อาจพบอาการผิดปกติ เช่น อ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือท้องโตจากการมีน้ำในช่องท้อง ซึ่งควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบเอและบี

การวินิจฉัยไวรัสตับอักเสบเอและบีทำได้ด้วยการตรวจเลือด เพื่อประเมินชนิดของการติดเชื้อ ภูมิคุ้มกัน และความรุนแรงของโรค

  • ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) แพทย์อาจตรวจหา Anti-HAV IgM เพื่อยืนยันการติดเชื้อเฉียบพลัน
  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) การตรวจที่สำคัญ ได้แก่ HBsAg เพื่อยืนยันว่ามีการติดเชื้อ, Anti-HBs เพื่อประเมินว่ามีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบีหรือไม่, HBV DNA เพื่อวัดปริมาณไวรัสในเลือด รวมถึงการตรวจการทำงานของตับ และอัลตราซาวด์ตับ เพื่อช่วยประเมินสภาพตับและติดตามความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

แนวทางการรักษา ไวรัสตับอักเสบ เอและบี

  • ไวรัสตับอักเสบเอ ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ โดยเน้นการพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือยาที่อาจส่งผลต่อตับ
  • ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง แพทย์จะพิจารณาการรักษาตามผลตรวจและสภาพตับของผู้ป่วยแต่ละราย หากมีข้อบ่งชี้ อาจรักษาด้วยยาต้านไวรัสระยะยาว โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมปริมาณไวรัส ชะลอความเสียหายของตับ และลดความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคต

วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี ทำไมจึงสำคัญ

วัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและบี โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือผู้ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ

โดยทั่วไปฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 6–12 เดือน ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหาร ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่ตรวจแล้วพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกัน

วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

โดยทั่วไปฉีด 3 เข็ม ตามกำหนดเดือนที่ 0, 1 และ 6 หลังฉีดครบควรตรวจ Anti-HBs เพื่อประเมินว่าร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนหรือได้รับไม่ครบ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่อยู่ร่วมบ้านกับผู้ติดเชื้อ ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง

ตรวจคัดกรองและรับวัคซีน ช่วยลดความเสี่ยงโรคตับในระยะยาว

หากไม่แน่ใจว่าตนเองมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบเอหรือบีหรือไม่ หรือมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อประเมินภูมิคุ้มกันและวางแผนการรับวัคซีนหรือการรักษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง ผู้ที่มีคนในครอบครัวติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่ง หรือผู้ที่ต้องเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี

ตับอักเสบเอและบี แตกต่างกันอย่างไร?

ไวรัสตับอักเสบเอมักติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ส่วนใหญ่หายได้เองและไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง ขณะที่ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อผ่านเลือด สารคัดหลั่ง หรือจากแม่สู่ลูก และอาจกลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังได้

ไวรัสตับอักเสบบีควรเฝ้าระวังมากกว่าในระยะยาวหรือไม่?

ใช่ เพราะไวรัสตับอักเสบบีสามารถพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ หากไม่ได้รับการติดตามหรือรักษาอย่างเหมาะสม

ฉีดวัคซีนตับอักเสบบีแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนตับอักเสบเอด้วยหรือไม่?

วัคซีนทั้งสองชนิดป้องกันคนละโรคและไม่สามารถทดแทนกันได้ ผู้ที่ได้รับวัคซีนตับอักเสบบีครบแล้ว ยังคงมีความเสี่ยงต่อตับอักเสบเอ หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน

ติดเชื้อตับอักเสบบีแล้ว ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือไม่?

ได้ ผู้ติดเชื้อที่อยู่ในการดูแลของแพทย์และได้รับการติดตามหรือรักษาอย่างเหมาะสมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ สิ่งสำคัญคือการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ และแนะนำให้คู่ชีวิตหรือผู้ใกล้ชิดเข้ารับการตรวจและวัคซีนตามความเหมาะสม

ตับอักเสบเอรักษาอย่างไร มียาต้านไวรัสหรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสสำหรับตับอักเสบเอโดยเฉพาะ การรักษาเป็นการรักษาตามอาการ เน้นพักผ่อน ดูแลโภชนาการ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นพิษต่อตับ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือน

Medically Reviewed by

นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ
นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ

อายุรศาสตร์

อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)