กลิ่นปากเรื้อรัง ยิ่งปล่อยไว้นาน อาการยิ่งลุกลาม

บทความสุขภาพ

กลิ่นปากเรื้อรัง เป็นอาการที่พบได้บ่อย และอาจไม่ได้เกิดจากปัญหาในช่องปากเพียงอย่างเดียว ในบางกรณีอาจเกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกรดไหลย้อน การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori หรือภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากผิดปกติ (SIBO) โดยเฉพาะในผู้ที่มีกลิ่นปากแม้แปรงฟันแล้ว หรือมีอาการผิดปกติของระบบย่อยอาหารร่วมด้วย ปัจจุบันสามารถประเมินบางภาวะได้ด้วย Hydrogen Breath Test ซึ่งเป็นการตรวจลมหายใจที่ไม่ต้องเจาะเลือดหรือส่องกล้อง

กลิ่นปากเรื้อรังเกิดจากอะไร?

แม้อาการมีกลิ่นปากส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากและฟัน แต่ในบางกรณี สาเหตุอาจมาจากความผิดปกติภายในร่างกาย โดยเฉพาะความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจทำให้เกิดลมหายใจเหม็นเรื้อรังได้ แม้ดูแลช่องปากอย่างสม่ำเสมอแล้วก็ตาม

สาเหตุที่อาจพบได้ ได้แก่

  • โรคกรดไหลย้อน
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori (H. pylori)
  • ภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากผิดปกติ (SIBO)
  • การย่อยอาหารผิดปกติหรือการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารที่ช้ากว่าปกติ

ในบางราย อาจมีอาการแน่นหรืออึดอัดท้องหลังรับประทานอาหาร หรือมีกลิ่นผิดปกติขณะเรอร่วมด้วย

ทำไมบางคนมีกลิ่นปากแม้แปรงฟันแล้ว?

กลิ่นปากแม้แปรงฟันแล้ว อาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่ได้อยู่ภายในช่องปากเพียงอย่างเดียว เช่น โรคกรดไหลย้อน ภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากผิดปกติ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือโรคของระบบทางเดินหายใจบางกลุ่ม

หากดูแลช่องปากแล้วกลิ่นยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเรื้อรังร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่ชัดเจนขึ้น

อาการที่อาจพบร่วมกับกลิ่นปากเรื้อรัง

ในบางกรณี กลิ่นปากเรื้อรังอาจเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร รู้สึกอิ่มเร็วกว่าปกติ มีเรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมหรือระคายเคืองบริเวณลำคอ

บางรายอาจมีแสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ หรือสังเกตว่ากลิ่นปากชัดเจนมากขึ้นในช่วงเวลากลางคืน

ตรวจ Hydrogen Breath Test เพื่อหาสาเหตุกลิ่นปากเรื้อรัง 

Hydrogen Breath Test เป็นการตรวจลมหายใจที่ช่วยประเมินภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กและความสามารถในการย่อยหรือดูดซึมน้ำตาลบางชนิด การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์ทราบว่ากลิ่นปากเรื้อรังหรืออาการผิดปกติของระบบย่อยอาหารอาจเกิดจากความไม่สมดุลของแบคทีเรียหรือลำไส้ทำงานผิดปกติ 

การตรวจด้วยวิธีนี้ปลอดภัยและไม่เจ็บตัว เพราะไม่ต้องเจาะเลือดหรือส่องกล้อง ผู้ป่วยเพียงเป่าลมหายใจใส่เครื่องหรือถุงเก็บตัวอย่าง ก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซมีเทนที่เกิดจากแบคทีเรียในลำไส้จะถูกวิเคราะห์เพื่อตรวจการทำงานของระบบย่อยอาหารและประเมินความผิดปกติของลำไส้

ขั้นตอนการตรวจ

  1. การเตรียมตัวก่อนตรวจ
    ผู้ป่วยต้องงดอาหารและน้ำประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้ลำไส้ปราศจากอาหารที่อาจกระตุ้นการสร้างก๊าซก่อนการตรวจ
  2. การรับประทานสารทดสอบ
    แพทย์จะให้ผู้ป่วยรับประทานสารทดสอบ เช่น กลูโคส หรือแลคตูโลส ขึ้นอยู่กับภาวะที่สงสัย สารเหล่านี้จะถูกย่อยหรือหมักโดยแบคทีเรียในลำไส้ และปล่อยก๊าซไฮโดรเจนหรือมีเทนออกมา
  3. การเก็บตัวอย่างลมหายใจ
    ผู้ป่วยจะเป่าลมหายใจใส่ถุงหรือเครื่องเก็บตัวอย่างเป็นระยะ ๆ ตามเวลาที่กำหนด (เช่น ทุก 15–20 นาที) จนครบเวลาการตรวจ 90–120 นาที เพื่อประเมินรูปแบบการปล่อยก๊าซ
  4. การวิเคราะห์ผล
    ค่าก๊าซไฮโดรเจนและมีเทนจะถูกนำไปวิเคราะห์ เพื่อระบุว่ามีภาวะแบคทีเรียเกินในลำไส้เล็ก หรือความผิดปกติในการย่อยและดูดซึมน้ำตาลหรือไม่ ผลการตรวจช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ

การดูแลหลังตรวจและแนวทางรักษา

เมื่อพบความผิดปกติ แพทย์จะวางแผนการดูแลและรักษาตามสาเหตุ เช่น:

  • การให้ยาลดปริมาณแบคทีเรียในลำไส้
  • การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดในกลุ่ม FODMAPs เช่น หอม กระเทียม ถั่ว แอปเปิ้ล หรือน้ำตาลเทียมบางชนิด ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยยากและถูกหมักโดยแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้เกิดแก๊ส ท้องอืด และกลิ่นปาก

การตรวจ Hydrogen Breath Test จึงไม่เพียงแต่ช่วยวินิจฉัยความผิดปกติของลำไส้ แต่ยังเป็นแนวทางให้แพทย์ปรับการรักษาและแนะนำพฤติกรรมอาหาร เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถลดอาการท้องอืดและกลิ่นปากเรื้อรังได้อย่างตรงจุด

สัญญาณที่ควรไปพบแพทย์

นายแพทย์สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ให้ข้อมูลว่า กลิ่นปากเรื้อรังในบางรายอาจไม่ได้เกิดจากช่องปากเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความผิดปกติภายในร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการทางระบบย่อยอาหาร

สัญญาณที่ควรเข้าพบแพทย์ ได้แก่:

  • กลิ่นปากเรื้อรังที่ไม่ดีขึ้นแม้ดูแลช่องปากอย่างเหมาะสม
  • ท้องอืด แน่นท้อง หรือเรอบ่อย
  • แสบร้อนกลางอก หรือมีอาการกรดไหลย้อน
  • น้ำหนักลด เบื่ออาหาร หรือกลืนลำบากร่วมกับอาการอื่น ๆ

การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางช่วยให้สามารถระบุสาเหตุและวางแผนการรักษาได้ตรงจุด พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับพฤติกรรมอาหารและการดูแลตัวเอง เพื่อให้กลิ่นปากและอาการทางระบบย่อยอาหารดีขึ้นอย่างเหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ กลิ่นปากเรื้อรัง

กลิ่นปากเรื้อรังเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารได้หรือไม่?

ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับโรคกรดไหลย้อน การติดเชื้อ H. pylori หรือภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากผิดปกติ (SIBO)

กลิ่นปากจากกรดไหลย้อนมีลักษณะอย่างไร?

อาจพบร่วมกับเรอเปรี้ยว แสบร้อนกลางอก ระคายคอ หรือรู้สึกว่ามีกลิ่นในลมหายใจต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารหรือช่วงกลางคืน

เรอมีกลิ่นเหม็นเป็นสัญญาณของโรคอะไร?

อาจสัมพันธ์กับกรดไหลย้อน ภาวะอาหารย่อยช้า หรือภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากผิดปกติ (SIBO) โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับท้องอืด แน่นท้อง หรือมีกลิ่นปากต่อเนื่อง

กลิ่นปากจากกระเพาะอาหารต่างจากกลิ่นปากทั่วไปอย่างไร?

กลิ่นปากทั่วไปมักเกี่ยวข้องกับสุขภาพช่องปากและฟัน เช่น คราบแบคทีเรียหรือเหงือกอักเสบ ขณะที่กลิ่นปากจากกระเพาะอาหารมักเกิดร่วมกับอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหาร หรือมีอาการต่อเนื่องแม้ดูแลช่องปากแล้วก็ตาม

การตรวจ Hydrogen Breath Test คืออะไร?

เป็นการตรวจลมหายใจเพื่อประเมิน SIBO และความผิดปกติของการย่อยหรือดูดซึมน้ำตาลบางชนิด โดยไม่ต้องเจาะเลือดหรือส่องกล้อง

Medically Reviewed by

นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ
นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ

อายุรศาสตร์

อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

Readers’ Rating

2.9 out of 5 stars (based on 59 reviews)