ป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยวัคซีนพ่นจมูก ทางเลือกที่ไม่เจ็บตัว
ป้องกันไข้หวัดใหญ่ด้วยวัคซีนพ่นจมูก (LAIV) เหมาะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ 2–49 ปี ไม่ต้องกลัวเข็ม กระตุ้นภูมิคุ้มกันตรงจุด ลดการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคได้จริง

เลือกอ่านตามหัวข้อ
RSV ในเด็ก เป็นการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือช่วงเปิดเทอม อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด แต่บางรายอาจรุนแรงถึงหายใจลำบากหรือปอดอักเสบ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การพบแพทย์ทันทีเมื่อมีสัญญาณผิดปกติ และดูแลสุขอนามัย เช่น ล้างมือ ทำความสะอาดของเล่น และแยกของใช้ เป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อและความรุนแรงของโรค
Respiratory Syncytial Virus (RSV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ทั้งทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่และไปโรงเรียน จึงมีโอกาสติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าวัยอื่น
โรคนี้มักระบาดในช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว หรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง รวมถึงช่วงเปิดเทอมที่เด็กมีโอกาสใกล้ชิดกันในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กมากขึ้น แม้อาการเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ในบางรายอาจลุกลามจนเกิดหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หรือภาวะหายใจลำบากได้
การติดเชื้อ RSV เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ ผ่านการไอ จาม และการสัมผัสโดยตรง เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านตา จมูก หรือปากได้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก จับจมูก หรือขยี้ตา
สิ่งของที่เด็กใช้ร่วมกัน เช่น ของเล่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว หรือพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย อาจเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อได้ เนื่องจากเชื้อ RSV สามารถอยู่บนพื้นผิวภายนอกร่างกายได้นานหลายชั่วโมง และอยู่ที่มือได้ระยะหนึ่ง จึงทำให้เด็กเล็กที่เล่นหรือใช้ของร่วมกันมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
ผู้ติดเชื้อไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3-8 วัน เด็กทั่วไปสามารถรับเชื้อได้จากนอกบ้าน เช่น โรงเรียน ศูนย์เลี้ยงเด็ก หรือ พี่ที่ไปโรงเรียนนำมาติดน้องเล็กในบ้านที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน
อาการระยะแรกของการติดเชื้อ RSV มักคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้พ่อแม่อาจสังเกตได้ยากในช่วงแรก โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสั่งน้ำมูกหรือขับเสมหะออกเองได้ดี อาจทำให้เสมหะสะสม หายใจไม่สะดวก และมีอาการรุนแรงขึ้นได้
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ
RSV และไข้หวัดทั่วไปอาจเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายกัน เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล แต่มีจุดที่ควรสังเกตแตกต่างกัน ดังนี้
ดังนั้น หากลูกมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่เริ่มมีเสมหะมาก หายใจเร็ว หายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีดร่วมด้วย ไม่ควรชะล่าใจ เพราะอาจไม่ใช่เพียงไข้หวัดธรรมดา
แม้เด็กทั่วไปสามารถติดเชื้อ RSV ได้ แต่เด็กบางกลุ่มควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า ได้แก่
ในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีอาการทางเดินหายใจ ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ความสำคัญกับการประเมินอาการหายใจ เสมหะ ระดับความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงของเด็กแต่ละราย เพื่อวางแนวทางดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีโรคประจำตัวซึ่งอาจเกิดอาการรุนแรงได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป
แพทย์จะประเมินจากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และอาจตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก เช่น การป้ายสารคัดหลั่งจากจมูก หรือการตรวจแบบรวดเร็ว RSV rapid test ซึ่งในบางกรณีอาจตรวจควบคู่กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโควิด-19
หากเด็กมีอาการรุนแรง หรือสงสัยภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติม เพื่อประกอบการวางแผนรักษาให้เหมาะสมกับอาการของเด็กแต่ละราย
การรักษาโดยหลักเป็นการรักษาตามอาการและการดูแลระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากยังไม่มีการรักษาเฉพาะที่ทำให้เชื้อหายโดยตรง แนวทางดูแลอาจประกอบด้วย
ในเด็กที่มีเสมหะเหนียว หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก แพทย์อาจพิจารณาการพ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือ การให้ออกซิเจน การเคาะปอด หรือการดูดเสมหะตามความเหมาะสม หากมีอาการรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล หรือดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตในบางกรณี
เด็กที่เคยติดเชื้อ RSV แล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้อีก นอกจากนี้ หลังจากอาการติดเชื้อหายแล้ว เด็กบางรายอาจมีภาวะหลอดลมไว ทำให้หายใจเหนื่อยง่าย หรือมีความเสี่ยงต่ออาการทางเดินหายใจตามมาได้ ควรมาติดตามอาการกับแพทย์จนกว่าจะหายดี ไม่มีอาการของระบบทางเดินหายใจ
การป้องกันการติดเชื้อ RSV ควรเริ่มจากสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน โดยพ่อแม่สามารถดูแลได้ดังนี้
สำหรับเด็กบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือโมโนโคลนอลแอนติบอดี เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อหรือลดความรุนแรงของ RSV ตามความเหมาะสมของช่วงอายุ ภาวะสุขภาพ และดุลยพินิจของแพทย์
อาการเริ่มแรกมักคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก แต่หากมีเสมหะมาก ไอแรง หายใจเร็ว หรือหายใจมีเสียงหวีด ควรมาพบแพทย์
โรคนี้อาจไม่รุนแรงในบางราย แต่ในเด็กเล็กหรือเด็กกลุ่มเสี่ยง อาจลุกลามจนเกิดหลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ หรือหายใจลำบากได้
ควรพาไปพบแพทย์หากเด็กหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด หน้าอกบุ๋ม ปากซีดเขียว ซึม ดื่มนมหรือกินอาหารได้น้อยลง หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น