สัญญาณอันตรายของ RSV ในเด็ก พ่อแม่ต้องรู้

บทความสุขภาพ
RSV ในเด็ก

RSV ในเด็ก เป็นการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือช่วงเปิดเทอม อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด แต่บางรายอาจรุนแรงถึงหายใจลำบากหรือปอดอักเสบ การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด การพบแพทย์ทันทีเมื่อมีสัญญาณผิดปกติ และดูแลสุขอนามัย เช่น ล้างมือ ทำความสะอาดของเล่น และแยกของใช้ เป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อและความรุนแรงของโรค

RSV คืออะไร และทำไมเด็กเล็กจึงควรเฝ้าระวัง

Respiratory Syncytial Virus (RSV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ทั้งทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่และไปโรงเรียน จึงมีโอกาสติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าวัยอื่น

โรคนี้มักระบาดในช่วงปลายฤดูฝน ต้นฤดูหนาว หรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง รวมถึงช่วงเปิดเทอมที่เด็กมีโอกาสใกล้ชิดกันในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็กมากขึ้น แม้อาการเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ในบางรายอาจลุกลามจนเกิดหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ หรือภาวะหายใจลำบากได้

เชื้อ RSV ติดต่อได้อย่างไร

การติดเชื้อ RSV เกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะ ผ่านการไอ จาม และการสัมผัสโดยตรง เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านตา จมูก หรือปากได้ โดยเฉพาะเมื่อเด็กสัมผัสพื้นผิวหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ แล้วนำมือเข้าปาก จับจมูก หรือขยี้ตา

สิ่งของที่เด็กใช้ร่วมกัน เช่น ของเล่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดตัว หรือพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย อาจเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อได้ เนื่องจากเชื้อ RSV สามารถอยู่บนพื้นผิวภายนอกร่างกายได้นานหลายชั่วโมง และอยู่ที่มือได้ระยะหนึ่ง จึงทำให้เด็กเล็กที่เล่นหรือใช้ของร่วมกันมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

ผู้ติดเชื้อไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3-8 วัน เด็กทั่วไปสามารถรับเชื้อได้จากนอกบ้าน เช่น โรงเรียน ศูนย์เลี้ยงเด็ก หรือ พี่ที่ไปโรงเรียนนำมาติดน้องเล็กในบ้านที่ยังไม่ได้เข้าโรงเรียน 

อาการ RSV ในเด็ก ที่พ่อแม่ควรสังเกต

อาการระยะแรกของการติดเชื้อ RSV มักคล้ายไข้หวัดทั่วไป ทำให้พ่อแม่อาจสังเกตได้ยากในช่วงแรก โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไข้ 
  • ไอ 
  • จาม 
  • คัดจมูก 
  • น้ำมูกไหล 
  • ไอมีเสมหะ หรือเสมหะเหนียว 
  • มีเสียงครืดคราดในลำคอ 
  • ไอมากจนอาเจียนในบางราย 

โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสั่งน้ำมูกหรือขับเสมหะออกเองได้ดี อาจทำให้เสมหะสะสม หายใจไม่สะดวก และมีอาการรุนแรงขึ้นได้

อาการที่ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ หากมีอาการต่อไปนี้

  • หายใจเร็ว หรือหายใจแรงกว่าปกติ 
  • หอบเหนื่อย หรือหายใจลำบาก 
  • หายใจมีเสียงหวีด 
  • หน้าอกหรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ 
  • ปากซีด เขียว หรือดูผิดปกติ 
  • ซึมลง ไม่ค่อยตอบสนอง 
  • ดื่มนมหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง 
  • ไอมาก เสมหะมาก หรืออาการแย่ลงต่อเนื่อง 

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ

RSV ต่างจากไข้หวัดทั่วไปอย่างไร

RSV และไข้หวัดทั่วไปอาจเริ่มต้นด้วยอาการคล้ายกัน เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล แต่มีจุดที่ควรสังเกตแตกต่างกัน ดังนี้

  • ไข้หวัดทั่วไป มักกระทบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น จมูกและคอ 
  • RSV อาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น หลอดลมและปอด 
  • เด็กที่ติดเชื้อ RSV อาจมีเสมหะมาก ไอแรง หายใจมีเสียงหวีด หรือหอบเหนื่อย 
  • บางรายอาจเกิดหลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ 
  • อาการ RSV อาจรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป และบางรายอาจต้องรับการดูแลในโรงพยาบาล 

ดังนั้น หากลูกมีอาการคล้ายไข้หวัด แต่เริ่มมีเสมหะมาก หายใจเร็ว หายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีดร่วมด้วย ไม่ควรชะล่าใจ เพราะอาจไม่ใช่เพียงไข้หวัดธรรมดา

กลุ่มเด็กที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

แม้เด็กทั่วไปสามารถติดเชื้อ RSV ได้ แต่เด็กบางกลุ่มควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า ได้แก่

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี 
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด 
  • เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 
  • เด็กที่มีภาวะปอดเรื้อรัง 
  • เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง 

ในการดูแลผู้ป่วยเด็กที่มีอาการทางเดินหายใจ ศูนย์กุมารเวชกรรม  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล ให้ความสำคัญกับการประเมินอาการหายใจ เสมหะ ระดับความรุนแรง และปัจจัยเสี่ยงของเด็กแต่ละราย เพื่อวางแนวทางดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือเด็กที่มีโรคประจำตัวซึ่งอาจเกิดอาการรุนแรงได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป

การวินิจฉัยเมื่อลูกมีอาการสงสัยติดเชื้อ RSV

แพทย์จะประเมินจากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และอาจตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในโพรงจมูก เช่น การป้ายสารคัดหลั่งจากจมูก หรือการตรวจแบบรวดเร็ว RSV rapid test ซึ่งในบางกรณีอาจตรวจควบคู่กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และโควิด-19

หากเด็กมีอาการรุนแรง หรือสงสัยภาวะปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติม เพื่อประกอบการวางแผนรักษาให้เหมาะสมกับอาการของเด็กแต่ละราย

แนวทางการรักษาเมื่อลูกติดเชื้อ RSV

การรักษาโดยหลักเป็นการรักษาตามอาการและการดูแลระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากยังไม่มีการรักษาเฉพาะที่ทำให้เชื้อหายโดยตรง แนวทางดูแลอาจประกอบด้วย

  • ให้เด็กพักผ่อนอย่างเพียงพอ 
  • ดูแลให้ได้รับน้ำหรือสารน้ำอย่างเหมาะสม 
  • ใช้ยาลดไข้ตามวัยและคำแนะนำของแพทย์ 
  • ดูแลอาการไอ เสมหะ และคัดจมูกตามความเหมาะสม 
  • สังเกตอาการหายใจอย่างใกล้ชิด 

ในเด็กที่มีเสมหะเหนียว หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจลำบาก แพทย์อาจพิจารณาการพ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือ การให้ออกซิเจน การเคาะปอด หรือการดูดเสมหะตามความเหมาะสม หากมีอาการรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล หรือดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตในบางกรณี

เด็กติดเชื้อ RSV ซ้ำได้หรือไม่

เด็กที่เคยติดเชื้อ RSV แล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้อีก นอกจากนี้ หลังจากอาการติดเชื้อหายแล้ว เด็กบางรายอาจมีภาวะหลอดลมไว ทำให้หายใจเหนื่อยง่าย หรือมีความเสี่ยงต่ออาการทางเดินหายใจตามมาได้ ควรมาติดตามอาการกับแพทย์จนกว่าจะหายดี ไม่มีอาการของระบบทางเดินหายใจ 

การป้องกัน RSV ในเด็ก

การป้องกันการติดเชื้อ RSV ควรเริ่มจากสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน โดยพ่อแม่สามารถดูแลได้ดังนี้

  • ให้เด็กล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ 
  • ทำความสะอาดของเล่นและของใช้ที่เด็กสัมผัสเป็นประจำ 
  • หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัด 
  • ฝึกให้เด็กหลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสตา จมูก หรือปาก 
  • แยกของใช้ส่วนตัวเมื่อมีคนในบ้านป่วย 
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กเล็กใกล้ชิดผู้ที่มีอาการหวัด 
  • หากเด็กป่วย ควรให้หยุดเรียนหรือหยุดไปสถานรับเลี้ยงเด็กจนกว่าอาการจะดีขึ้น 

สำหรับเด็กบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหรือโมโนโคลนอลแอนติบอดี เพื่อช่วยลดโอกาสการติดเชื้อหรือลดความรุนแรงของ RSV ตามความเหมาะสมของช่วงอายุ ภาวะสุขภาพ และดุลยพินิจของแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RSV ในเด็ก

RSV ในเด็กอาการเริ่มแรกเป็นอย่างไร

อาการเริ่มแรกมักคล้ายไข้หวัด เช่น ไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก แต่หากมีเสมหะมาก ไอแรง หายใจเร็ว หรือหายใจมีเสียงหวีด ควรมาพบแพทย์

RSV ในเด็กอันตรายไหม

โรคนี้อาจไม่รุนแรงในบางราย แต่ในเด็กเล็กหรือเด็กกลุ่มเสี่ยง อาจลุกลามจนเกิดหลอดลมอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ หรือหายใจลำบากได้

เมื่อไหร่ควรพาเด็กไปพบแพทย์

ควรพาไปพบแพทย์หากเด็กหายใจเร็ว หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด หน้าอกบุ๋ม ปากซีดเขียว ซึม ดื่มนมหรือกินอาหารได้น้อยลง หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น

Medically Reviewed by

พญ. มณินทร วรรณรัตน์
พญ. มณินทร วรรณรัตน์

กุมารเวชศาสตร์

กุมารเวชศาสตร์โรคระบบหายใจ

Readers’ Rating

2.7 out of 5 stars (based on 13 reviews)