คัดจมูกเรื้อรัง หายใจไม่โล่ง! อาจไม่ใช่แค่อาการภูมิแพ้

บทความสุขภาพ
คัดจมูกเรื้อรัง

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • อาการคัดจมูกเรื้อรังอาจเกิดจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ผนังกั้นช่องจมูกคด ไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือมีริดสีดวงจมูกหรือเนื้องอกในโพรงจมูก 
  • ภาวะเยื่อบุจมูกส่วนล่าง (ไส้กรองจมูก) บวมโต ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลต่อการหายใจ การนอนหลับ และคุณภาพชีวิต 
  • การรักษาเริ่มจากการควบคุมสาเหตุด้วยยาและการดูแลตนเอง หากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาวิธีลดขนาดเนื้อเยื่อที่อุดกั้น
  • การใช้คลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency: RF) เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีเยื่อบุจมูกส่วนล่างบวมโตและตอบสนองต่อยาไม่เพียงพอ โดยมุ่งลดขนาดเนื้อเยื่อใต้เยื่อบุจมูก

คัดจมูกเรื้อรัง คืออะไร?

คัดจมูกเรื้อรัง (Chronic Nasal Obstruction) คือ ภาวะที่รู้สึกหายใจผ่านจมูกไม่สะดวกหรือมีการอุดกั้นภายในโพรงจมูกอย่างต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำเป็นเวลานาน อาจเกิดขึ้นเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยบางคนมีอาการมากขึ้นในช่วงกลางคืน เมื่อนอนราบ หรือเมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น

ภายในโพรงจมูกมีโครงสร้างที่เรียกว่า ไส้กรองจมูก (Nasal Turbinates)  ทำหน้าที่ช่วยกรองฝุ่น ปรับอุณหภูมิ และเพิ่มความชื้นให้อากาศก่อนเข้าสู่ปอด หากเนื้อเยื่อบริเวณนี้เกิดการอักเสบหรือบวมโตเป็นเวลานาน จะทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้หายใจทางจมูกได้ลำบากขึ้น

คัดจมูกเรื้อรัง เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?

อาการคัดแน่นจมูกอาจเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุจมูกหรือความผิดปกติของโครงสร้างภายในโพรงจมูก โดยมีสาเหตุสำคัญดังนี้

1. โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือน้ำลาย ขน รังแคสุนัขและแมว  ทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบและบวม มักมีอาการจาม คันจมูก และน้ำมูกใสร่วมด้วย หากควบคุมอาการได้ไม่ดี เยื่อบุจมูกอาจบวมโตอย่างต่อเนื่อง

2. โรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้ (Non-Allergic Rhinitis)

เกิดจากเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ควันบุหรี่ กลิ่นฉุน มลภาวะ pm 2.5 หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้มีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล โดยไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้

3. ผนังกั้นช่องจมูกคด (Deviated Nasal Septum)

เป็นภาวะที่ผนังกั้นระหว่างโพรงจมูกทั้งสองข้างเอียงหรือคด ทำให้ช่องทางเดินหายใจด้านหนึ่งแคบลง บางรายอาจมีเนื้อเยื่อกังหันจมูกฝั่งตรงข้ามบวมโตหรือขยายขนาดร่วมด้วย ส่งผลให้หายใจทางจมูกไม่สะดวก

4. ไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Chronic rhinosinusitis)

คนไข้อาการคัดแน่นจมูกเรื้อรัง  ร่วมกับมีกลิ่นเหม็นในโพรงจมูก น้ำมูกเปลี่ยนสี ปวดใบหน้า เป็นๆหายๆหรือต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน

5. ริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกในโพรงจมูกและหลังโพรงจมูก (Nasal polyp or sinonasal tumor)

ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyps) หรือก้อนเนื้องอกในโพรงจมูกและหลังโพรงจมูก อาจกีดขวางทางเดินหายใจ ทำให้คัดจมูกต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาการคัดจมูกข้างเดียวที่เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง

6. การใช้ยาพ่นลดอาการคัดจมูกติดต่อกันนานเกินไป

ยาพ่นจมูกบางชนิดช่วยลดอาการคัดแน่นจมูกได้อย่างรวดเร็ว แต่หากใช้ติดต่อกันนานเกิน 5–7 วัน อาจทำให้เกิด ภาวะเยื่อบุจมูกบวมกลับ (Rhinitis Medicamentosa) ส่งผลให้จมูกกลับมาคัดมากขึ้นเมื่อยาหมดฤทธิ์

อาการแบบไหนที่ควรสังเกต?

ผู้ที่มีปัญหาการอุดกั้นทางเดินหายใจภายในจมูกอาจมีอาการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรง เช่น

  • หายใจทางจมูกไม่สะดวก หรือรู้สึกจมูกตันอยู่บ่อยครั้ง
  • คัดจมูกข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยเฉพาะเวลานอน
  • ต้องหายใจทางปากบ่อยจนรู้สึกปากหรือคอแห้ง
  • เสียงพูดอู้อี้ตลอดเวลา หรือมีเสียงเปลี่ยนนานเกิน
  • นอนหลับไม่สนิท หรือมีอาการนอนกรนร่วมด้วย
  • รู้สึกพักผ่อนไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย หรือสมาธิลดลงในระหว่างวัน
  • ใช้ยารักษาแล้วอาการดีขึ้นเพียงชั่วคราว ก่อนกลับมาเป็นซ้ำ

หากมีอาการต่อเนื่องหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก เพื่อประเมินหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม

การวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการคัดจมูก

แพทย์จะซักประวัติอาการ ระยะเวลาที่เป็น ปัจจัยกระตุ้น และการรักษาที่เคยได้รับ จากนั้นตรวจภายในโพรงจมูก เพื่อประเมินความผิดปกติของเยื่อบุและโครงสร้างจมูก

  • การส่องกล้องตรวจโพรงจมูก (Nasal Endoscopy) — ช่วยประเมินขนาดไส้กรองจมูก ผนังกั้นช่องจมูก และความผิดปกติอื่น ๆ ได้ชัดเจนขึ้น
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) — พิจารณาในรายที่สงสัยไซนัสอักเสบเรื้อรังหรือมีข้อบ่งชี้เพิ่มเติม เช่นเตรียมพร้อมก่อนการผ่าตัด

คัดจมูกเรื้อรัง รักษาอย่างไร?

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งอาจเริ่มจากการใช้ยาและการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น หากอาการยังไม่ดีขึ้น หรือพบความผิดปกติของโครงสร้างภายในโพรงจมูก อาจพิจารณาการรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้

1. การรักษาด้วยยาและการดูแลตนเอง

สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบหรือภูมิแพ้ แพทย์อาจแนะนำแนวทางดังนี้

  • ยาแก้แพ้/ต้านฮิสตามีน — บรรเทาอาการจากโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เช่น จาม คันจมูก และน้ำมูกไหล สำหรับผู้ป่วยที่อาการเล็กน้อย ไม่รบกวนชีวิตประจำกัน
  • ยาพ่นจมูกกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ — ถ้าทานยาไม่ดีขึ้น และอาการปานกลางถึงรุนแรง รบกวนชีวิตประจำวัน
  • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ — ชะล้างน้ำมูก สารก่อภูมิแพ้ และสิ่งระคายเคือง
  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น — เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ และสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้อาการกำเริบ

ควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ซึ่งต้องใช้ต่อเนื่องระยะหนึ่งจึงจะเห็นผลเต็มที่ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพ่นจมูกชนิดหดหลอดเลือดติดต่อกันนานเกินระยะเวลาที่แนะนำ

2. การรักษาด้วยการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างภายในโพรงจมูก

หากมีผนังกั้นจมูกคด ขั้นรุนแรง ทำให้รูหายใจข้างใดข้างนึงตีบ จำเป็นต้องผ่าตัดปรับผนังกั้นจมูกคด ในกรณีที่มีไซนัสอักเสบเรื้อรัง จำเป็นต้องผ่าตัดไซนัสแบบส่องกล้องร่วมด้วย

3. การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radiofrequency: RF)

สำหรับผู้ป่วยที่มีไส้กรองจมูกส่วนล่างบวมโต และได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเหมาะสมแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อลดขนาดเนื้อเยื่อที่อุดกั้นทางเดินหายใจ

เทคโนโลยีนี้ส่งพลังงานคลื่นความถี่วิทยุผ่านหัวอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าสู่ชั้นใต้เยื่อบุจมูก ทำให้เนื้อเยื่อค่อยๆ หดตัวและเพิ่มพื้นที่ภายในโพรงจมูก โดยมุ่งรักษาเยื่อบุจมูกชั้นนอกไว้ให้มากที่สุด เพื่อคงการทำงานตามธรรมชาติของโพรงจมูก

การรักษาด้วย RF สามารถทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ในผู้ป่วยที่เหมาะสม และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียว จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่คัดแน่นจมูกจากไส้กรองจมูกส่วนล่างบวมโต โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดดมยาสลบ หรือนอน โรงพยาบาล

จี้จมูกด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RF) เหมาะกับใคร?

การรักษาด้วย RF nose เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีไส้กรองจมูกส่วนล่างบวมโต โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีอาการต่อเนื่องแม้ได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเหมาะสมแล้ว กลุ่มที่อาจได้รับการพิจารณา ได้แก่

  • ผู้ที่คัดแน่นจมูกบ่อยหรือต่อเนื่อง จนส่งผลต่อการหายใจและการนอนหลับ เช่นนอนกรน หยุดหายใจ
  • ผู้ที่ใช้ยาพ่นจมูกและรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้แล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น
  • ผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้ยาบางชนิด และจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกอื่น
  • ผู้ที่ไม่ประสงค์ดมยาสลบ

      แพทย์จะประเมินลักษณะการอุดกั้นและโครงสร้างภายในโพรงจมูกก่อนพิจารณาหัตถการ เนื่องจาก RF nose ไม่สามารถแก้ไขได้ทุกสาเหตุ โดยเฉพาะการอุดกั้นจากผนังกั้นช่องจมูกคดหรือความผิดปกติของโครงสร้างอื่น ซึ่งอาจต้องใช้วิธีรักษาที่แตกต่างกัน

ขั้นตอนการจี้จมูกด้วย RF เป็นอย่างไร?

การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุเป็นหัตถการที่ทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้

1.    เตรียมโพรงจมูกและให้ยาชา — แพทย์จะตรวจโพรงจมูกด้วยการส่องกล้องก่อน จากนั้นจะใส่ยาลดบวมและฉีดยาชาบริเวณที่ทำหัตถการ เพื่อลดความเจ็บและลดบวมของเนื้อเยื่อก่อน

2.    ส่งพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ — แพทย์สอดหัวอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าไปในชั้นใต้เยื่อบุของไส้กรองจมูกส่วนล่าง ในบริเวณที่กำหนด เพื่อส่งพลังงานความร้อนไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย

3.    ประเมินอาการหลังทำหัตถการ — แพทย์ตรวจภาวะเลือดออกและอาการทั่วไป จากนั้นให้คำแนะนำในการดูแลตนเองและนัดติดตามผล

ระยะเวลา: หัตถการใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ขึ้นอยู่กับเทคนิคและลักษณะความผิดปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

ผลการรักษา: จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อหดตัวและอาการบวมลดลง โดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้การตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันในแต่ละราย

ข้อดีของการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RF)

RF nose เป็นหนึ่งในทางเลือกในการลดขนาดไส้กรองจมูกส่วนล่าง โดยมีจุดเด่นดังนี้

  • ลดการอุดกั้นของทางเดินหายใจ  ช่องภายในโพรงจมูกกว้างขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น
  • ถนอมเยื่อบุจมูกชั้นนอก  ลดผลกระทบต่อการทำงานตามธรรมชาติของโพรงจมูก
  • ใช้ยาชาเฉพาะที่ได้  ในผู้ป่วยที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องดมยาสลบทุกกรณี
  • ใช้เวลาไม่นาน  ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน
  • ไม่ต้องตัดเนื้อเยื่อออกเป็นบริเวณกว้าง และโดยทั่วไปไม่ต้องใส่วัสดุห้ามเลือดในโพรงจมูกหลังทำ

แม้วิธีนี้จะมีข้อดีด้านการถนอมเนื้อเยื่อและการพักฟื้น แต่ยังอาจเกิดอาการบวม เลือดออก หรือสะเก็ดแผลหลังทำได้ จึงควรพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกับแพทย์ก่อนตัดสินใจรักษา

การดูแลตนเองหลังจี้จมูกด้วย RF

ในช่วงแรกหลังทำหัตถการ ผู้ป่วยอาจรู้สึกคัดแน่นจมูกมากขึ้นชั่วคราวจากการบวมของเนื้อเยื่อ รวมถึงมีสะเก็ดแผลหรือเลือดซึมเล็กน้อย ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อแผลสมานตัว การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการระคายเคืองและส่งเสริมการฟื้นตัว โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยชะล้างสิ่งคัดหลั่งและสะเก็ดแผล
  • หลีกเลี่ยงการสั่งน้ำมูกแรง ๆ การยกของหนัก และการออกกำลังกายหนักในช่วงแรก
  • หลีกเลี่ยงฝุ่น ควันบุหรี่ และสิ่งระคายเคืองที่อาจกระตุ้นให้เยื่อบุจมูกอักเสบ
  • ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ร่วมด้วย
  • มาตรวจติดตามตามนัด เพื่อประเมินการสมานแผลและผลการรักษา

หากมีเลือดกำเดาไหลมากไม่หยุด ปวดรุนแรง มีไข้ หรืออาการผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมิน

รักษาด้วย RF แล้วมีโอกาสกลับมาคัดจมูกอีกไหม?

การลดขนาดไส้กรองจมูกด้วยคลื่นความถี่วิทยุช่วยบรรเทาอาการอุดกั้นในผู้ป่วยที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการจะหายขาด เนื่องจากเนื้อเยื่ออาจกลับมาบวมโตได้ โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีการอักเสบจากโรคภูมิแพ้หรือสัมผัสสิ่งกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

RF nose เป็นการรักษาเพื่อลดขนาดเนื้อเยื่อที่อุดกั้นทางเดินหายใจ ไม่ใช่การรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาด ผู้ป่วยบางรายจึงยังต้องใช้ยาควบคุมอาการ หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และติดตามผลกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย 

คัดจมูกเรื้อรังต่างจากคัดจมูกทั่วไปอย่างไร?

อาการคัดจมูกทั่วไปมักเกิดจากไข้หวัดและดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน ส่วนอาการคัดจมูกเรื้อรังจะเป็นต่อเนื่องหรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ โดยอาจมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้ ผนังกั้นจมูกคด หรือกังหันจมูกบวมโต

การจี้จมูกด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RF nose) เจ็บไหม ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?

การรักษาด้วย RF nose ใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างทำ โดยใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที หลังทำผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่อาจมีอาการคัดจมูกหรือบวมชั่วคราวในช่วงแรก

ทำไมยิ่งใช้ยาพ่นจมูกนาน ๆ อาการคัดจมูกจึงแย่ลง?

ยาพ่นจมูกบางชนิด โดยเฉพาะยาพ่นลดคัดจมูกที่ออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว หากใช้ติดต่อกันนานเกินระยะเวลาที่แนะนำ อาจทำให้เยื่อบุจมูกกลับมาบวมและคัดจมูกมากขึ้นเมื่อยาหมดฤทธิ์ จึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

บทสรุป

อาการคัดแน่นจมูกที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งผลต่อการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของเยื่อบุหรือโครงสร้างภายในโพรงจมูก

การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้ทราบสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาได้เหมาะสม โดยในผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อบุจมูกส่วนล่างบวมโตและรักษาด้วยยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การใช้คลื่นความถี่วิทยุอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดการอุดกั้นและทำให้หายใจทางจมูกได้สะดวกขึ้น

Medically Reviewed by

นพ. ชวิน สมาธิวัฒน์
นพ. ชวิน สมาธิวัฒน์

โสต ศอ นาสิกวิทยา

โสต ศอ นาสิกวิทยา - ทั่วไป

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)