สีน้ำมูก บอกโรค? รู้ทันอาการที่ควรพบแพทย์
ในช่วงที่ฝนตกบ่อยและอากาศเริ่มเย็นลง ทำให้หลายคนอาจเป็น #หวัด และอาการที่มักจะมากับหวัดคือ #น้ำมูก ซึ่งสีของน้ำมูกนั้นอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงระดับความรุนแรงของโรคหวัดได้

เลือกอ่านตามหัวข้อ
คัดจมูกเรื้อรัง (Chronic Nasal Obstruction) คือ ภาวะที่รู้สึกหายใจผ่านจมูกไม่สะดวกหรือมีการอุดกั้นภายในโพรงจมูกอย่างต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำเป็นเวลานาน อาจเกิดขึ้นเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยบางคนมีอาการมากขึ้นในช่วงกลางคืน เมื่อนอนราบ หรือเมื่อสัมผัสกับสิ่งกระตุ้น
ภายในโพรงจมูกมีโครงสร้างที่เรียกว่า ไส้กรองจมูก (Nasal Turbinates) ทำหน้าที่ช่วยกรองฝุ่น ปรับอุณหภูมิ และเพิ่มความชื้นให้อากาศก่อนเข้าสู่ปอด หากเนื้อเยื่อบริเวณนี้เกิดการอักเสบหรือบวมโตเป็นเวลานาน จะทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง ส่งผลให้หายใจทางจมูกได้ลำบากขึ้น
อาการคัดแน่นจมูกอาจเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุจมูกหรือความผิดปกติของโครงสร้างภายในโพรงจมูก โดยมีสาเหตุสำคัญดังนี้
เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น ละอองเกสร หรือน้ำลาย ขน รังแคสุนัขและแมว ทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบและบวม มักมีอาการจาม คันจมูก และน้ำมูกใสร่วมด้วย หากควบคุมอาการได้ไม่ดี เยื่อบุจมูกอาจบวมโตอย่างต่อเนื่อง
เกิดจากเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ควันบุหรี่ กลิ่นฉุน มลภาวะ pm 2.5 หรือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ทำให้มีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล โดยไม่ได้เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้
เป็นภาวะที่ผนังกั้นระหว่างโพรงจมูกทั้งสองข้างเอียงหรือคด ทำให้ช่องทางเดินหายใจด้านหนึ่งแคบลง บางรายอาจมีเนื้อเยื่อกังหันจมูกฝั่งตรงข้ามบวมโตหรือขยายขนาดร่วมด้วย ส่งผลให้หายใจทางจมูกไม่สะดวก
คนไข้อาการคัดแน่นจมูกเรื้อรัง ร่วมกับมีกลิ่นเหม็นในโพรงจมูก น้ำมูกเปลี่ยนสี ปวดใบหน้า เป็นๆหายๆหรือต่อเนื่องนานกว่า 3 เดือน
ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyps) หรือก้อนเนื้องอกในโพรงจมูกและหลังโพรงจมูก อาจกีดขวางทางเดินหายใจ ทำให้คัดจมูกต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาการคัดจมูกข้างเดียวที่เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทาง
ยาพ่นจมูกบางชนิดช่วยลดอาการคัดแน่นจมูกได้อย่างรวดเร็ว แต่หากใช้ติดต่อกันนานเกิน 5–7 วัน อาจทำให้เกิด ภาวะเยื่อบุจมูกบวมกลับ (Rhinitis Medicamentosa) ส่งผลให้จมูกกลับมาคัดมากขึ้นเมื่อยาหมดฤทธิ์
ผู้ที่มีปัญหาการอุดกั้นทางเดินหายใจภายในจมูกอาจมีอาการแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรง เช่น
หากมีอาการต่อเนื่องหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ควรพบแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก เพื่อประเมินหาสาเหตุและเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม
แพทย์จะซักประวัติอาการ ระยะเวลาที่เป็น ปัจจัยกระตุ้น และการรักษาที่เคยได้รับ จากนั้นตรวจภายในโพรงจมูก เพื่อประเมินความผิดปกติของเยื่อบุและโครงสร้างจมูก
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งอาจเริ่มจากการใช้ยาและการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น หากอาการยังไม่ดีขึ้น หรือพบความผิดปกติของโครงสร้างภายในโพรงจมูก อาจพิจารณาการรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้
สำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบหรือภูมิแพ้ แพทย์อาจแนะนำแนวทางดังนี้
ควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ซึ่งต้องใช้ต่อเนื่องระยะหนึ่งจึงจะเห็นผลเต็มที่ และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพ่นจมูกชนิดหดหลอดเลือดติดต่อกันนานเกินระยะเวลาที่แนะนำ
หากมีผนังกั้นจมูกคด ขั้นรุนแรง ทำให้รูหายใจข้างใดข้างนึงตีบ จำเป็นต้องผ่าตัดปรับผนังกั้นจมูกคด ในกรณีที่มีไซนัสอักเสบเรื้อรัง จำเป็นต้องผ่าตัดไซนัสแบบส่องกล้องร่วมด้วย
สำหรับผู้ป่วยที่มีไส้กรองจมูกส่วนล่างบวมโต และได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเหมาะสมแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อลดขนาดเนื้อเยื่อที่อุดกั้นทางเดินหายใจ
เทคโนโลยีนี้ส่งพลังงานคลื่นความถี่วิทยุผ่านหัวอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าสู่ชั้นใต้เยื่อบุจมูก ทำให้เนื้อเยื่อค่อยๆ หดตัวและเพิ่มพื้นที่ภายในโพรงจมูก โดยมุ่งรักษาเยื่อบุจมูกชั้นนอกไว้ให้มากที่สุด เพื่อคงการทำงานตามธรรมชาติของโพรงจมูก
การรักษาด้วย RF สามารถทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ในผู้ป่วยที่เหมาะสม และสามารถกลับบ้านได้ในวันเดียว จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่คัดแน่นจมูกจากไส้กรองจมูกส่วนล่างบวมโต โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดดมยาสลบ หรือนอน โรงพยาบาล
การรักษาด้วย RF nose เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีไส้กรองจมูกส่วนล่างบวมโต โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีอาการต่อเนื่องแม้ได้รับการรักษาด้วยยาอย่างเหมาะสมแล้ว กลุ่มที่อาจได้รับการพิจารณา ได้แก่
แพทย์จะประเมินลักษณะการอุดกั้นและโครงสร้างภายในโพรงจมูกก่อนพิจารณาหัตถการ เนื่องจาก RF nose ไม่สามารถแก้ไขได้ทุกสาเหตุ โดยเฉพาะการอุดกั้นจากผนังกั้นช่องจมูกคดหรือความผิดปกติของโครงสร้างอื่น ซึ่งอาจต้องใช้วิธีรักษาที่แตกต่างกัน
การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุเป็นหัตถการที่ทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้
1. เตรียมโพรงจมูกและให้ยาชา — แพทย์จะตรวจโพรงจมูกด้วยการส่องกล้องก่อน จากนั้นจะใส่ยาลดบวมและฉีดยาชาบริเวณที่ทำหัตถการ เพื่อลดความเจ็บและลดบวมของเนื้อเยื่อก่อน
2. ส่งพลังงานคลื่นความถี่วิทยุ — แพทย์สอดหัวอุปกรณ์ขนาดเล็กเข้าไปในชั้นใต้เยื่อบุของไส้กรองจมูกส่วนล่าง ในบริเวณที่กำหนด เพื่อส่งพลังงานความร้อนไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย
3. ประเมินอาการหลังทำหัตถการ — แพทย์ตรวจภาวะเลือดออกและอาการทั่วไป จากนั้นให้คำแนะนำในการดูแลตนเองและนัดติดตามผล
ระยะเวลา: หัตถการใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที ขึ้นอยู่กับเทคนิคและลักษณะความผิดปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่กลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
ผลการรักษา: จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อหดตัวและอาการบวมลดลง โดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน ทั้งนี้การตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันในแต่ละราย
RF nose เป็นหนึ่งในทางเลือกในการลดขนาดไส้กรองจมูกส่วนล่าง โดยมีจุดเด่นดังนี้
แม้วิธีนี้จะมีข้อดีด้านการถนอมเนื้อเยื่อและการพักฟื้น แต่ยังอาจเกิดอาการบวม เลือดออก หรือสะเก็ดแผลหลังทำได้ จึงควรพิจารณาประโยชน์และความเสี่ยงร่วมกับแพทย์ก่อนตัดสินใจรักษา
ในช่วงแรกหลังทำหัตถการ ผู้ป่วยอาจรู้สึกคัดแน่นจมูกมากขึ้นชั่วคราวจากการบวมของเนื้อเยื่อ รวมถึงมีสะเก็ดแผลหรือเลือดซึมเล็กน้อย ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อแผลสมานตัว การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมจะช่วยลดการระคายเคืองและส่งเสริมการฟื้นตัว โดยมีข้อแนะนำดังนี้
หากมีเลือดกำเดาไหลมากไม่หยุด ปวดรุนแรง มีไข้ หรืออาการผิดปกติที่รุนแรงขึ้น ควรรีบติดต่อโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมิน
การลดขนาดไส้กรองจมูกด้วยคลื่นความถี่วิทยุช่วยบรรเทาอาการอุดกั้นในผู้ป่วยที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการจะหายขาด เนื่องจากเนื้อเยื่ออาจกลับมาบวมโตได้ โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีการอักเสบจากโรคภูมิแพ้หรือสัมผัสสิ่งกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง
RF nose เป็นการรักษาเพื่อลดขนาดเนื้อเยื่อที่อุดกั้นทางเดินหายใจ ไม่ใช่การรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาด ผู้ป่วยบางรายจึงยังต้องใช้ยาควบคุมอาการ หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และติดตามผลกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมอาการในระยะยาว
อาการคัดจมูกทั่วไปมักเกิดจากไข้หวัดและดีขึ้นได้เองภายในไม่กี่วัน ส่วนอาการคัดจมูกเรื้อรังจะเป็นต่อเนื่องหรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ๆ โดยอาจมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้ ผนังกั้นจมูกคด หรือกังหันจมูกบวมโต
การรักษาด้วย RF nose ใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อลดความเจ็บปวดระหว่างทำ โดยใช้เวลาประมาณ 15–20 นาที หลังทำผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล แต่อาจมีอาการคัดจมูกหรือบวมชั่วคราวในช่วงแรก
ยาพ่นจมูกบางชนิด โดยเฉพาะยาพ่นลดคัดจมูกที่ออกฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว หากใช้ติดต่อกันนานเกินระยะเวลาที่แนะนำ อาจทำให้เยื่อบุจมูกกลับมาบวมและคัดจมูกมากขึ้นเมื่อยาหมดฤทธิ์ จึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
อาการคัดแน่นจมูกที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อเริ่มส่งผลต่อการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติของเยื่อบุหรือโครงสร้างภายในโพรงจมูก
การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางจะช่วยให้ทราบสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาได้เหมาะสม โดยในผู้ป่วยที่มีภาวะเยื่อบุจมูกส่วนล่างบวมโตและรักษาด้วยยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การใช้คลื่นความถี่วิทยุอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดการอุดกั้นและทำให้หายใจทางจมูกได้สะดวกขึ้น