มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็น 1 ใน 10 ของมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย พบมากเป็นอันดับ 5 ในเพศชาย และอันดับ 9 ในเพศหญิง โดยในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 4,300 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,300 ราย นับเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายแรงที่ไม่ควรมองข้าม และต้องสร้างความตระหนักรู้ให้มากขึ้น
โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของระบบต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่ถ้าสังเกตเห็นความเสี่ยงได้ไวและเข้ารับการรักษาทันท่วงทีก็มีโอกาสที่จะหายจากโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คืออะไร
ระบบน้ำเหลือง (Lymphoma System) จัดเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ประกอบด้วยอวัยวะน้ำเหลือง ได้แก่ ม้าม, ไขกระดูก, ต่อมทอนซิล และต่อมไทมัส โดยภายในอวัยวะเหล่านี้จะมีเม็ดเลือดขาว ที่ทำหน้าที่ในการนำสารอาหารและเซลล์เม็ดเลือดขาว (Lymphocyte) ไปทั่วร่างกาย เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับเซลล์เม็ดเลือดขาว ก็จะส่งผลให้เกิดเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองขึ้นมา
ประเภทของ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท โดยพิจารณาจากลักษณะของเซลล์มะเร็งที่ตรวจพบ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งในด้านการพยากรณ์โรคและแนวทางการรักษา ได้แก่
มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma : HL) เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า มีลักษณะเฉพาะ คือเมื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจจะพบเซลล์มะเร็งที่เรียกว่า รีด-สเติร์นเบิร์ก (Reed-Sternberg Cell) ในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไม่มีในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่น มักพบในผู้ป่วยวัยหนุ่มสาวและผู้สูงอายุ
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma : NHL) เป็นชนิดที่พบได้บ่อย สามารถแบ่งย่อยได้อีกหลายชนิด แต่โดยรวมแล้วจะแบ่งตามลักษณะการเจริญเติบโตของโรคได้เป็น 2 แบบคือ
ชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Indolent NHL) เซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวช้า ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงและดำเนินโรคไปอย่างช้า ๆ การรักษาจึงอาจเริ่มจากการเฝ้าติดตามอาการ
ชนิดรุนแรง (Aggressive NHL) เซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ก็มีโอกาสหายขาดสูงหากตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีสาเหตุจากอะไร
สำหรับสาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากหลาย ปัจจัย เช่น การติดเชื้อ ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นต้น
ปัจจัยเสี่ยงโรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ ดังนี้
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น จากการติดเชื้อ HIV การรับประทานยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน การปลูกถ่ายอวัยวะ
การติดเชื้อบางชนิด เช่น การติดเชื้อ Epstein-Barr Virus (EBV) หรือเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori ในกระเพาะอาหาร ที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ
การได้รับสารเคมีติดต่อกันนาน ๆ หรืออยู่ในบริเวณที่มีธาตุกัมมันตรังสี
พันธุกรรม เกิดจากการถ่ายทอดทางครอบครัว เช่น พี่น้องอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมาก่อน หรือเป็นพร้อมกัน
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการ เป็นอย่างไร
อาการหลักของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือ การมีต่อมน้ำเหลืองโตขึ้น ซึ่งตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองที่โต จะเป็นตำแหน่งไหนก็ได้ ที่พบได้บ่อยที่สุดคือต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ ส่วนตำแหน่งอื่น ๆ ได้แก่ รักแร้ ข้อพับ หรือบริเวณอื่น ๆ ที่ไม่สามารถคลำได้
นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ได้แก่
มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกชุ่มตัวตอนกลางคืน
น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ
เบื่ออาหาร
มีอาการคันทั่วร่างกาย
ไอเรื้อรัง หายใจลำบาก
ระยะของอาการ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
การแบ่งระยะของโรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนการรักษา โดยจะประเมินจากการกระจายตัวของมะเร็งในระบบน้ำเหลือง แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองเพียงบริเวณเดียวเท่านั้น เช่น ที่คอเพียงจุดเดียว หรือบริเวณรักแร้ด้านใดด้านหนึ่ง
ระยะที่ 2 พบมะเร็งในต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่ 2 บริเวณขึ้นไป แต่ยังคงอยู่ฝั่งเดียวกันของกะบังลม (อวัยวะที่กั้นระหว่างช่องอกและช่องท้อง) เช่น พบที่คอด้านซ้าย 2 ก้อน หรือบริเวณรักแร้ซ้าย 2 ก้อน เป็นต้น
ระยะที่ 3 พบมะเร็งกระจายตัวอยู่ทั้งด้านบนและด้านล่างของกะบังลม เช่น พบที่รักแร้ซ้ายร่วมกับที่ขาหนีบขวา
ระยะที่ 4 เป็นระยะที่มะเร็งได้แพร่กระจายออกนอกระบบน้ำเหลืองไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น ไขกระดูก ตับ ปอด หรือสมอง
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีการวินิจฉัยอย่างไร
การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามอาการอย่างละเอียด และตรวจคลำหาต่อมน้ำเหลืองที่โตผิดปกติทั่วร่างกาย รวมถึงตรวจตับและม้ามโต
การตรวจเลือด เพื่อประเมินการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต และดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy) เป็นวิธีที่สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ หากพบความน่าสงสัยว่าจะเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แพทย์จะทำการผ่าตัดหรือใช้เข็มเจาะเพื่อนำชิ้นเนื้อจากต่อมน้ำเหลืองที่โตผิดปกติไปตรวจหาเซลล์มะเร็งและระบุชนิดของโรค
การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Scan) เพื่อประเมินการกระจายของโรคและแบ่งระยะของมะเร็ง เช่น
เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
เพทสแกน (PET/CT Scan)
การเจาะไขกระดูก (Bone Marrow Biopsy) เป็นการประเมินระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาเจาะเก็บตัวอย่างไขกระดูกไปตรวจ เพื่อดูว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปยังไขกระดูกหรือไม่
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีแนวทางการรักษาอย่างไร
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง ระยะของโรค อายุ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยอาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน
การเฝ้าระวังและติดตามอาการ ใช้สำหรับมะเร็งชนิดค่อยเป็นค่อยไป ที่ยังไม่มีอาการรุนแรง แพทย์จะนัดตรวจติดตามเป็นระยะและเริ่มการรักษาเมื่อโรคมีการลุกลามมากขึ้น
เคมีบำบัด (Chemotherapy) เป็นการรักษาหลักสำหรับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่ โดยเป็นการให้ยาเพื่อทำลายหรือหยุดยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
รังสีรักษา (Radiation Therapy) คือการใช้รังสีพลังงานสูงฉายไปยังตำแหน่งของก้อนมะเร็งโดยตรง มักใช้ในกรณีที่โรคอยู่เฉพาะที่ หรือใช้รักษาร่วมกับเคมีบำบัด
การรักษาแบบมุ่งเป้า ( Targeted Therapy ) เป็นการใช้ยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง ทำให้มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติน้อยกว่าเคมีบำบัด
ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการใช้ยาเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยให้กลับมาตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Transplant) หรือที่รู้จักว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูก” เป็นการรักษาด้วยเคมีบำบัดขนาดสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไป แล้วจึงให้เซลล์ต้นกำเนิดใหม่เข้าไปเพื่อสร้างเม็ดเลือดใหม่ มักใช้ในผู้ป่วยที่โรคกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง รักษาหายไหม
ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาด หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม และร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้ดี
มะเร็งต่อมน้ําเหลืองระยะ 4 มีโอกาสหายขาดไหม
แม้จะตรวจพบในระยะที่ 4 ซึ่งโรคมีการแพร่กระจายแล้ว ก็ยังคงมีโอกาสรักษาให้โรคสงบและหายขาดได้
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถึงตายไหม
อาจถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษา โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (Aggressive) ที่มีการแบ่งตัวของเซลล์รวดเร็ว อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ภายใน 6 เดือนถึง 2 ปี
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เกิดจากอะไร
ปัจจุบัน ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้
สำหรับคนที่คลำพบก้อนที่คอ รักแร้ ขาหนีบ และสงสัยว่าตนเองอาจเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ และรับการตรวจคัดกรองได้ที่ ศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลเวชธานี โทร 02-734-0000 ต่อ 2720
Medically Reviewed by
นพ. อิศรา อนงค์จรรยา
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โลหิตวิทยา
Readers’ Rating
2.2 out of 5 stars (based on 23 reviews)