เช็ก 7 สัญญาณเตือนอาการไตวาย ที่ไม่ควรมองข้าม

บทความสุขภาพ
เช็ก 7 สัญญาณเตือนอาการไตวาย ที่ไม่ควรมองข้าม

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • อาการไตวาย อาจเริ่มจากความผิดปกติเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม เช่น อ่อนเพลีย ปัสสาวะเปลี่ยนไป หรือมีอาการบวมบริเวณใบหน้า รอบดวงตา ขา และเท้า
  •  โรคไตวาย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง ซึ่งมีสาเหตุ ระยะเวลาการเกิดโรค และโอกาสในการฟื้นตัวแตกต่างกัน
  • การเข้ารับการตรวจ เมื่อมีความเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ ช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น 
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือเคยมีโรคไต ควรตรวจการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ

อาการไตวาย คืออะไร และส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

ไตวายเกิดจากความผิดปกติที่ทำให้การทำงานของไตลดลง จนไม่สามารถกรองของเสีย ขับน้ำส่วนเกิน และรักษาสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายได้ตามปกติ ซึ่งไตจะมีหน้าที่ในการควบคุมความดันโลหิต กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และรักษาสมดุลของแร่ธาตุ เมื่อการทำงานของไตลดลง ผู้ป่วยอาจมีอาการ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย บวม คลื่นไส้ หรือปัสสาวะผิดปกติได้ 

7 สัญญาณเตือนอาการไตวายที่ไม่ควรมองข้าม

อาการของโรคไตวายอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับการทำงานของไต ในช่วงแรก ๆอาจยังไม่มีอาการชัดเจน เมื่อการทำงานของไตลดลงมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย บวม ปัสสาวะผิดปกติ คลื่นไส้ คันตามผิวหนัง หายใจเหนื่อย หรือมีความผิดปกติด้านสมาธิและการรับรู้ โดยมีรายละเอียดดังนี้  

เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

ไตมีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อการทำงานของไตลดลง ร่างกายอาจเกิดภาวะโลหิตจาง ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง หรืออ่อนเพลียมากกว่าปกติ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก

บวมบริเวณใบหน้า รอบดวงตา ขา หรือเท้า

เมื่อไตไม่สามารถขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินได้ดี ร่างกายจะเกิดการคั่งของน้ำ ทำให้มีอาการบวม โดยมักสังเกตได้บริเวณรอบดวงตาหลังตื่นนอน หรือบริเวณเท้า ข้อเท้า และหน้าแข้งทั้งสองข้าง 

ปัสสาวะผิดปกติ

ความผิดปกติของปัสสาวะเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่อาจบ่งบอกว่าไตกำลังมีปัญหา เช่น

  • ปัสสาวะน้อยลงกว่าปกติ
  • ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
  • ปัสสาวะมีฟองมากและฟองไม่ยุบเร็ว
  • สีของปัสสาวะเปลี่ยนไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีเลือดปนในปัสสาวะ

อาการเหล่านี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน 

คลื่นไส้ เบื่ออาหาร

เมื่อของเสียสะสมในเลือดมากขึ้น อาจส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารและการรับรส ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อยลง หรือรู้สึกมีรสขมหรือรสโลหะในปาก 

คันตามผิวหนัง

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันเรื้อรังทั้งที่ไม่มีผื่น โดยอาจคันเฉพาะบางบริเวณหรือคันทั่วร่างกาย เนื่องจาก ร่างกายไม่สามารถกำจัดของเสียได้ตามปกติ ซึ่งอาจมีส่วนทำให้เกิดอาการคันได้ 

หายใจเหนื่อย

เมื่อมีน้ำส่วนเกินในร่างกายมาก อาจทำให้มีน้ำคั่งในปอด ทำให้มีอาการหายใจเหนื่อย โดยเฉพาะขณะออกแรงหรือนอนราบ 

สมาธิลดลง สับสน หรือรู้สึกง่วงผิดปกติ

ของเสียที่สะสมในเลือดอาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้สมาธิลดลง ความจำแย่ลง สับสน หรือรู้สึกง่วงผิดปกติ

5 อาการแบบไหน ควรรีบพบแพทย์ 

แม้อาการของโรคไตวายหลายอย่างจะค่อย ๆ เกิดขึ้น แต่บางอาการอาจบ่งชี้ว่า การทำงานของไตลดลงผิดปกติ หรือมีภาวะที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็น

  • ปัสสาวะน้อยลงอย่างชัดเจน หรือแทบไม่มีปัสสาวะ
  • มีเลือดปนในปัสสาวะ
  • มีอาการบวมที่ใบหน้า รอบดวงตา ขา หรือเท้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 
  • เหนื่อยจนทำกิจวัตรประจำวันได้ลำบาก
  • คลื่นไส้หรืออาเจียนต่อเนื่อง

ไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร 

ไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury: AKI)

ไตวายเฉียบพลันเป็นภาวะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน มักเกิดจากการขาดน้ำ การติดเชื้อรุนแรง การเสียเลือดมาก การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ หรือผลจากยาบางชนิด หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การทำงานของไตอาจฟื้นกลับมาใกล้เคียงปกติได้

ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD)

ไตวายเรื้อรังเป็นภาวะที่การทำงานของไตค่อย ๆ ลดลงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี ผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่มีอาการในช่วงเริ่มต้นของโรค โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไตอักเสบบางชนิด แม้ไตที่เสื่อมแล้วจะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ แต่ถ้าได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ก็สามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้  

ทำไมอาการของไตวายในระยะแรกถึงถูกมองข้าม

เพราะอาการโรคไตวายในช่วงแรกมักไม่ชัดเจน และอาจคล้ายกับอาการทั่วไปที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หลายคนจึงเข้าใจว่าอาจมีสาเหตุจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้ชีวิต หรือโรคอื่น ทำให้มองข้ามความผิดปกติที่เกิดขึ้น ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น

เหนื่อยง่าย เพราะคิดว่าอดนอนหรือทำงานหนัก

อาการอ่อนเพลียหรือไม่มีแรงมักถูกมองว่าเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงเลือกพักผ่อนแทนการเข้ารับการตรวจ

บวม เพราะคิดว่ารับประทานอาหารเค็มหรือยืนนาน

อาการบวมที่ใบหน้า รอบดวงตา หรือข้อเท้า อาจถูกเข้าใจว่าเป็นผลจากการรับประทานอาหารรสจัดหรือการยืนนาน ทำให้มองข้ามความผิดปกติของไต

คลื่นไส้หรือเบื่ออาหาร เพราะคิดว่าเป็นโรคกระเพาะ

เมื่อมีอาการคลื่นไส้หรือรับประทานอาหารได้น้อย หลายคนมักคิดถึงโรคทางเดินอาหารก่อน และซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้หาสาเหตุ

ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดไตวายมากกว่าคนทั่วไป

ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เคยมีความผิดปกติของไต หรือมีปัจจัยที่เพิ่มภาระต่อไต อาจเสี่ยงเกิดไตวายมากกว่าคนทั่วไป โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้สูงอายุ กลุ่มที่ควรระวัง ได้แก่

  • โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง หากควบคุมโรคได้ไม่ดี อาจทำให้หลอดเลือดภายในไตเสียหายและการทำงานของไตลดลง
  • โรคนิ่วไต หรือการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้ไตเสียหายต่อเนื่อง
  • การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซ้ำ อาจลุกลามไปยังไตและส่งผลต่อการทำงานของไต
  • โรคอ้วน เพิ่มโอกาสเกิดเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคไต
  • การใช้ยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยาแก้ปวดบางชนิด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของไต
  • โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติและโรคทางพันธุกรรม เช่น โรค SLE หรือโรคถุงน้ำในไต อาจทำให้ไตอักเสบหรือการทำงานของไตลดลง
  • การรับประทานอาหารโซเดียมสูงและการสูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงและส่งผลต่อสุขภาพไตในระยะยาว

แนวทางการวินิจฉัยโรคไตวาย 

พญ. อำไพวรรณ รุ่งบรรณพันธุ์ อายุรแพทย์โรคไต  โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยตรวจพบว่า การทำงานของไตลดลงจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือการติดตามโรคประจำตัว ทั้งที่ยังไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน การตรวจในผู้ที่มีความเสี่ยงจึงช่วยให้แพทย์พบความผิดปกติและวางแผนการดูแลได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การวินิจฉัยโรคไตวายไม่ได้อาศัยอาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินร่วมกับประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อค้นหาสาเหตุและประเมินระดับการทำงานของไตโดยทั่วไป แพทย์อาจพิจารณาตรวจ ดังนี้

  • ตรวจเลือด เพื่อวัดระดับครีเอตินิน (Creatinine) และคำนวณค่า eGFR ซึ่งช่วยประเมินความสามารถของไตในการกรองของเสีย รวมถึงตรวจหาความผิดปกติของเกลือแร่และภาวะซีดเมื่อจำเป็น 
  • ตรวจปัสสาวะ เพื่อค้นหาโปรตีน เลือด หรือความผิดปกติอื่น ๆ โดยแพทย์อาจตรวจอัตราส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินินในปัสสาวะ เพื่อประเมินความเสียหายของไต 
  • อัลตราซาวด์ไตหรือการตรวจภาพวินิจฉัย เมื่อจำเป็น เพื่อประเมินขนาด รูปร่าง และโครงสร้างของไต รวมถึงตรวจหาความผิดปกติ เช่น นิ่ว การอุดตัน หรือความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การตรวจชิ้นเนื้อไต เมื่อจำเป็น เพื่อการวินิจฉัยโรคไตบางชนิดให้แม่นยำ และนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ

ผลการตรวจทั้งหมดจะช่วยให้แพทย์ระบุสาเหตุ ประเมินระดับการทำงานของไต และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย 

ดูแลสุขภาพไตอย่างไร ทั้งก่อนและหลังพบความผิดปกติ

การดูแลสุขภาพไตควรเริ่มตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ส่วนผู้ที่ตรวจพบว่าการทำงานของไตเริ่มลดลง ควรดูแลตนเองควบคู่กับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยชะลอการเสื่อมของไตและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน  

โดยมีแนวทางที่ควรปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากเป็นโรคเบาหวาน
  • ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเป้าหมายที่แพทย์กำหนด
  • ลดอาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูง
  • ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและคำแนะนำของแพทย์ โดยหลีกเลี่ยงทั้งภาวะขาดน้ำและการดื่มน้ำมากเกินความจำเป็น 
  • รับประทานยาตามแผนการรักษา
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง รวมถึงการใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพหรือพบแพทย์ตามนัด โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีโรคไตอยู่เดิม

อาการไตวาย อาจเริ่มจากความปกติเล็กน้อยของร่างกาย ที่หลายๆคนมองข้าม จนพาไปสู่ความรุนแรงในที่สุด รีบตรวจ ก่อนจะสาย โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน หรือ ความดันโลหิตสูง เพื่อให้แพทย์ประเมินสาเหตุ และ วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการไตวาย

ไตวายเกิดจากอะไร?

อาการไตวายอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อ การใช้ยาบางชนิด รวมถึงภาวะที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง การตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้เหมาะสมมากขึ้น

ไตวายอันตรายไหม?

โรคไตวายอาจเป็นอันตราย หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา เพราะของเสียและน้ำส่วนเกินอาจสะสมจนส่งผลต่ออวัยวะสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม ก็สามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

โรคไตวายรักษาหายไหม?

ขึ้นอยู่กับชนิดของโรค หากเป็นไตวายเฉียบพลันและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การทำงานของไตอาจฟื้นกลับมาได้ใกล้เคียงปกติ ส่วนไตวายเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่การรักษาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของไตและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

โรคไตวายรักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ชนิดของโรค และระดับการทำงานของไต อาจประกอบด้วยการควบคุมโรคประจำตัว การใช้ยา การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการติดตามการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอ ในผู้ป่วยบางรายที่ไตทำงานลดลงมาก แพทย์อาจพิจารณาการฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไต

ผู้ป่วยโรคไตวายทุกคนจำเป็นต้องฟอกไตไหม?

ไม่จำเป็น การฟอกไตเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยไตวายขั้นรุนแรงเท่านั้น โดยแพทย์จะพิจารณาจากระดับการทำงานของไต อาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยแต่ละคน ผู้ป่วยหลายรายยังสามารถดูแลรักษาด้วยยาและการควบคุมโรคประจำตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องฟอกไต

Medically Reviewed by

พญ. อำไพวรรณ รุ่งบรรณพันธุ์
พญ. อำไพวรรณ รุ่งบรรณพันธุ์

อายุรศาสตร์

อายุรศาสตร์โรคไต

Readers’ Rating

2.0 out of 5 stars (based on 1 review)