เรอเปรี้ยว แน่นท้อง สัญญาณกรดไหลย้อนที่ไม่ควรชิน

บทความสุขภาพ

หลายคนที่มีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว แน่นท้อง หรือรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย มักคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ จากการกินอาหารหรือความเครียด แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ โรคกรดไหลย้อน ที่หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว

กรดไหลย้อนคืออะไร ทำไมบางคนถึงเป็นเรื้อรัง

กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) คือภาวะที่กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคือง เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบ และเกิดอาการต่าง ๆ เช่น

  • แสบร้อนกลางอก
  • เรอเปรี้ยวหรือมีรสขมในปาก
  • แน่นท้อง อึดอัดหลังรับประทานอาหาร
  • อาหารไม่ย่อยเรื้อรัง
  • ไอเรื้อรัง เสียงแหบ หรือเจ็บคอโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในบางราย อาการอาจไม่ชัดเจนทำให้การวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวคลาดเคลื่อนได้

การตรวจกรดไหลย้อนมีกี่วิธี

ปัจจุบัน การตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็น กรดไหลย้อน หรือไม่ ไม่ได้อาศัยการดูอาการเพียงอย่างเดียว แต่มีการตรวจวัดระดับกรดในหลอดอาหารโดยตรง ซึ่งช่วยให้แพทย์ทราบว่าอาการแสบร้อน แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อยที่เป็นอยู่นั้น เกิดจากกรดไหลย้อนจริงหรือไม่

โดยหลักแล้ว การตรวจกรดไหลย้อนมี 2 วิธีหลัก ได้แก่

  1. การตรวจแบบ Wireless pH Monitoring
  2. การตรวจแบบ 24-Hour pH Monitoring

ทั้งสองวิธีมีเป้าหมายเดียวกัน คือการวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารขณะใช้ชีวิตจริงในแต่ละวัน

ตรวจกรดไหลย้อนด้วย 24-Hour pH Monitoring

24-Hour pH Monitoring เป็นการตรวจวัดระดับกรดในหลอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้สายขนาดเล็กสอดผ่านจมูกลงไปยังหลอดอาหาร เพื่อบันทึกค่าความเป็นกรดอย่างต่อเนื่อง

วิธีนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้กันมานาน และให้ข้อมูลละเอียดตลอดช่วงเวลาที่ตรวจ เหมาะสำหรับการประเมินความถี่และความรุนแรงของกรดไหลย้อน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกรดกับอาการต่าง ๆ เช่น แน่นท้อง แสบร้อน หรืออาหารไม่ย่อย

ตรวจกรดไหลย้อนด้วย Wireless pH Monitoring

Wireless pH Monitoring เป็นการตรวจโดยใช้แคปซูลขนาดเล็กติดไว้ที่ผนังหลอดอาหาร แคปซูลจะทำหน้าที่วัดระดับกรดและส่งข้อมูลแบบไร้สายไปยังเครื่องรับสัญญาณที่ผู้ป่วยพกติดตัว

จุดเด่นของวิธีนี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องใส่สายผ่านจมูก ทำให้รู้สึกสบายกว่า และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ข้อมูลที่ได้สะท้อนพฤติกรรมจริง เช่น การกินอาหาร การนอน หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่ออาการกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย

การตรวจแบบนี้มักเก็บข้อมูลต่อเนื่อง 48–96 ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของการไหลย้อนของกรดได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ หรืออาการไม่ชัดเจน

การรักษากรดไหลย้อน หลังรู้ผลการตรวจ

หลังจากทราบผลการตรวจกรดไหลย้อน ไม่ว่าจะเป็น Wireless pH Monitoring หรือ 24-Hour pH Monitoring แพทย์จะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับอาการของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลโดยมีวิธีการรักษาดังนี้ 

การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิตประจำวัน

ในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือเพิ่งเริ่มมีอาการ แพทย์มักแนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน เพราะช่วยลดอาการกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • หลีกเลี่ยงอาหารมัน เผ็ด เปรี้ยว หรืออาหารมื้อใหญ่
  • ไม่เอนตัวหรือนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
  • ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
  • งดสูบบุหรี่ และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • จัดเวลาการกินอาหารให้สม่ำเสมอ

การปรับพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยลดแรงดันในกระเพาะอาหาร และลดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร

การใช้ยารักษากรดไหลย้อน

หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อควบคุมการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ยาที่ใช้จะเลือกตามความรุนแรงและลักษณะของอาการ เช่น

  • ยาลดการหลั่งกรด
  • ยาช่วยลดการระคายเคืองของเยื่อบุหลอดอาหาร
  • ยาช่วยการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารในบางราย

การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลดีและลดความเสี่ยงจากการใช้ยาต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น

การรักษาเฉพาะทางในรายที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง

ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น

  • การรักษาโดยใช้เทคนิคทางการแพทย์เพื่อลดการไหลย้อนของกรด

เป็นการรักษาที่มุ่งแก้ไขกลไกการไหลย้อนของกรดบริเวณรอยต่อระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยใช้เทคนิคทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปิดของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เพื่อลดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมา วิธีการรักษากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ต้องการการรักษาที่ได้ผลมากกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว

  • การรักษาเชิงหัตถการหรือการผ่าตัดในบางกรณี

ในผู้ป่วยที่มีกรดไหลย้อนรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนของหลอดอาหาร หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาในแนวทางอื่น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด เพื่อแก้ไขโครงสร้างหรือกลไกที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนโดยตรง การรักษาในกลุ่มนี้จะช่วยลดการไหลย้อนของกรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาการเรื้อรังในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจและรักษากรดไหลย้อน

ต้องหยุดยากรดไหลย้อนก่อนเข้ารับการตรวจหรือไม่

ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้หยุดยาบางชนิดก่อนตรวจ เพื่อให้ผลสะท้อนระดับกรดจริง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

หลังตรวจกรดไหลย้อน ต้องรอผลนานแค่ไหน

โดยทั่วไป แพทย์สามารถวิเคราะห์ผลตรวจได้ภายในระยะเวลาไม่นาน และนัดอธิบายผลพร้อมวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

หากผลตรวจไม่พบกรดไหลย้อน แต่อาการยังไม่หาย ควรทำอย่างไร

แพทย์จะประเมินหาสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยหรือแน่นท้อง และแนะนำการตรวจเพิ่มเติมหรือแนวทางรักษาที่เหมาะสมต่อไป

สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ชั้น 2 โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล 
โทร.02-734-0000 ต่อ 2960, 2961, 2966

Medically Reviewed by

นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ
นพ. สุขประเสริฐ จุฑากอเกียรติ

อายุรศาสตร์

อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

Readers’ Rating

5.0 out of 5 stars (based on 2 reviews)