ข้อสะโพกเสื่อมหรือ (osteoarthritis of hip) เกิดขึ้นจากภาวะการสึกกร่อนของกระดูกอ่อนของส่วนของเบ้าและหัวของข้อสะโพก ทำให้กระดูกมีการเสียดสีกันโดยตรง จนทำให้เกิดอาการปวดและมีการเคลื่อนไหวติดขัด หากอาการรุนแรงขึ้นก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การเดิน การขึ้นลงบันได หรืออาจรู้สึกปวดจนไม่สามารถนอนหลับได้

ซึ่งแนวทางการวินิจฉัยสามารถทราบได้จากการตรวจร่างกายร่วมกับภาพถ่ายทางรังสีข้อสะโพก

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อสะโพกเสื่อม ได้แก่

  • ข้อสะโพกที่เคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อน เช่น ข้อสะโพกหลุด ข้อสะโพกเคยแตกหัก เป็นต้น
  • ภาวะการใช้งานหนักมานาน
  • เพศหญิงพบได้มากกว่า
  • อายุที่มากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป
  • โรคประจำตัวที่มีข้อสะโพกผิดปกติบางอย่างแต่กำเนิด หรือเกี่ยวกับพันธุกรรม โดยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม

อาการของโรคข้อสะโพกเสื่อมเป็นอย่างไร?

  1.  ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการปวดสะโพก ปวดมากขึ้นเวลาขยับหรือเดิน บางครั้งอาจมีอาการปวดขาหนีบ ปวดต้นขา หรือปวดร้าวไปบั้นท้ายหรือเข่าได้
  2.  รู้สึกข้อสะโพกติดขัดเคลื่อนไหวลำบาก เดินกะเผลก บางครั้งอาจจะมีเสียงเสียงกึกกักเวลาขยับบริเวณข้อ
  3. บางรายที่มีอาการเสื่อมมากเป็นมานาน อาจจะทำให้ขาข้างที่มีปัญหาสั้นกว่าอีกข้างได้

เมื่อมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรคและเริ่มการรักษา หากเป็นในระยะเริ่มต้น แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาร่วมกับกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง

แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือมีภาวะกระดูกสะโพกเสื่อมรุนแรงหรือข้อสะโพกผิดรูป แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม โดยผู้ป่วยสามารถลุกยืนได้ภายใน 6 – 12 ชั่วโมงหลังผ่าตัด ทั้งนี้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้

กรณีที่ผู้ป่วยขาสั้นยาวไม่เท่ากันจากภาวะข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง หลังการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมก็จะสามารถกลับมามีขาที่ยาวเท่ากันกับข้างที่ปกติได้อีกด้วย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์ฟื้นฟูข้อเสื่อม โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 02-734-0000 ต่อ 2222

  • Readers Rating
  • Rated 5 stars
    5 / 5 (4 )
  • Your Rating