นายแพทย์สยาม ค้าเจริญ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลเวชธานี เล่าถึงอาการของโรคลิ้นหัวใจว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ โรคลิ้นหัวใจตีบและโรคลิ้นหัวใจรั่ว โดยลิ้นหัวใจตีบเกิดจากการที่ลิ้นหนาขึ้น หรือมีหินปูนมาเกาะจนทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง ส่วนลิ้นหัวใจรั่วส่วนมากเกิดจากความเสื่อมสภาพหรือฉีกขาด จนกั้นการไหลเวียนของเลือดไม่ได้ ซึ่งโรคลิ้นหัวใจทั้งสองชนิดนี้จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น

“หน้าที่ของลิ้นหัวใจคือกั้นและบังคับเลือดให้ไหลไปทางเดียวกัน ถ้าเกิดตีบหรือรั่วมันจะส่งผลให้การทำงานของหัวใจนั้นยากขึ้น หนักขึ้น และส่งผลระยะยาวต่อหัวใจ อาการลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วเราจะแบ่งออกเป็นเฉียบพลันกับเรื้อรัง คนที่เป็นแบบเฉียบพลันอาการมักจะรุนแรงแล้วก็ต้องมาโรงพยาบาล และต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่สุดท้ายแล้วเมื่อลิ้นหัวใจมีความผิดปกติไม่ว่าจะตีบมากหรือรั่วมาก ก็มักจะทำให้คนไข้เหนื่อยมาก บางคนมีใจสั่น ตัวบวม ขาบวม นอนราบไม่ได้ หรือรุนแรงจนถึงขั้นหัวใจวาย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเฉียบพลันหรือเรื้อรังก็ตาม ถ้าอาการเป็นเยอะแล้วคนไข้มักจะทนไม่ได้ ต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีนะครับ” นายแพทย์สยามกล่าว

สำหรับการวินิจฉัยโรคลิ้นหัวใจตีบหรือโรคลิ้นหัวใจรั่ว แพทย์เริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย เอกซเรย์ปอด การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Echocardiogram, Echocardiography) หรือเอคโค (Echo) เพื่อประเมินความรุนแรงของโรค ซึ่งแพทย์จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วแบบน้อย แบบปานกลาง และแบบรุนแรง ถ้าเพิ่งมีอาการแรก ๆ หรือมีอาการตีบหรือรั่วแบบน้อย แพทย์จะรักษาด้วยยาและให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น จำกัดการดื่มน้ำไม่ให้เยอะเกินไป ลดอาหารเค็ม ร่วมกับการใช้ยาบางอย่างก็จะประคับประคองอาการไปได้ เนื่องจากโรคลิ้นหัวใจมักจะไม่หายเอง มีแต่จะค่อย ๆ เสื่อมลง บางคนเสื่อมเร็วบางคนเสื่อมช้าขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง เมื่อลิ้นตีบหรือรั่วมากขึ้นแล้วเป็นระดับปานกลางหรือค่อนไปทางรุนแรง อาจต้องได้รับการรักษาด้วยหัตถการบางอย่าง ซึ่งปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม อันแรกก็คือเจ็บตัวน้อยที่สุด เป็นการรักษาแบบผ่านสายสวน โดยในลิ้นตีบหรือรั่วบางชนิดสามารถรักษาด้วยการใช้สายสวน ซึ่งจะเปิดแผลขนาดเล็กบริเวณขาหนีบเพื่อใส่สายสวนและอุปกรณ์เข้าไปรักษาภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือลิ้นหัวใจรั่ว แต่ถ้าแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยไม่เหมาะสำหรับการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวก็จะเลือกใช้การผ่าตัดแทน ซึ่งการผ่าตัดแบ่งออกเป็น 2 วิธี คือการผ่าตัดแบบมาตรฐาน เปิดแผลกลางหน้าอก ข้อดีก็คือสามารถเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซ่อมลิ้นหัวใจ หรือถ้ามีโรคอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีเส้นเลือดหัวใจตีบ ก็สามารถทำบายพาสเส้นเลือดหัวใจไปพร้อมกันได้เลย แต่ข้อเสียคือแผลค่อนข้างใหญ่ และต้องเลื่อยกระดูกกลางหน้าอก เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วจะใช้ลวดยึดเชื่อมกระดูกหน้าอก ซึ่งต้องใช้เวลา 2 – 3 เดือน กว่าหัวใจจะฟื้นตัวและกระดูกจะเชื่อมติดกันสมบูรณ์แข็งแรงเต็มที่ สามารถกลับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม ส่วนอีกวิธีคือการผ่าตัดแผลเล็กที่มีความปลอดภัยใกล้เคียงกับวิธีมาตรฐาน

“เราเลี่ยงจากการเปิดแผลตรงกลางหน้าอกไปเปิดแผลที่ใต้ราวนมฝั่งขวาแทนครับ จากแผลยาว 20 เซนติเมตร ลดลงเหลือ 4 – 5 เซนติเมตร ไม่ต้องตัดกระดูก โดยแพทย์จะผ่าตัดผ่านช่องซี่โครงเข้าไปแทน สามารถทำได้ทั้งซ่อมลิ้นและเปลี่ยนลิ้น ซึ่งข้อดีของการผ่าตัดแผลเล็กแบบนี้ก็คือแผลจะเล็กลง การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ ลดลง เสียเลือดน้อยลง เมื่อเสียเลือดน้อยลงโอกาสที่จะต้องได้รับเลือดก็จะน้อยลง ระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลสั้นกว่าการผ่าตัดแบบมาตรฐาน ทั้งระยะเวลาในการนอน ICU การนอนโรงพยาบาล การใช้ยาฉีดแก้ปวดหลังผ่าตัดก็จะลดลง การฟื้นตัวก็จะดีขึ้น แผลหายเร็วขึ้นเพราะไม่ต้องรอให้กระดูกติดกัน ใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ ก็สามารถกลับไปทำงานต่าง ๆ ได้เหมือนเดิม นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องความสวยงามของแผลที่ซ่อนไว้ใต้ราวนมและมีขนาดเล็ก ซึ่งแผลที่เกิดขึ้นหลังผ่าตัดมีโอกาสที่จะเกิดเป็นแผลเป็นนูนหรือที่เราเรียกว่าคีรอยด์ได้ โดยเฉพาะแผลตรงกลางหน้าอกมีโอกาสเกิดคีรอยด์สูงเพราะมันตึง แต่พอเราเปลี่ยนไปเป็นแผลใต้ราวนม โอกาสเกิดคีรอยด์ก็จะลดลง ให้ความสวยงามกับแผลเป็นได้ในระยะยาวได้ดีกว่าครับ” นายแพทย์สยามกล่าว

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี ชั้น 5
โทร. 02-734-0000 ต่อ 5300, 5301

  • Readers Rating
  • Rated 4.2 stars
    4.2 / 5 (5 )
  • Your Rating