“ไปตรวจสุขภาพมาเจอเนื้องอกมดลูก ต้องรีบผ่าล่ะ” 

“ไปตรวจมาเหมือนกัน แต่หมอบอกว่าให้รอดูก่อนว่าเนื้องอกโตขึ้นหรือเปล่า ค่อยมาผ่าทีหลัง”

เมื่ออายุเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ผู้หญิงเรามักจะมีประเด็นเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ เกี่ยวกับมดลูกและรังไข่ให้พูดคุยกันบ่อยขึ้น ตั้งแต่อาการเจ็บปวดที่เกี่ยวเนื่องมาจากการมีประจำเดือน ไปจนถึงเนื้องอกและมะเร็งมดลูกที่สร้างความหวาดหวั่นให้กับผู้หญิงทุกคน และหนึ่งในโรคที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงคือ อาการเนื้องอกมดลูก ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัย แต่จะร้ายแรงแค่ไหน และจะเป็นอันตรายหรือไม่ ลองมาทำความรู้จักกับอาการของโรคเนื้องอกมดลูกให้ดีมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงจะมีวิธีการดูแลรักษาอย่างไรให้ปลอดภัยไร้กังวล

มาทำความรู้จักเนื้องอกมดลูก

เนื้องอกมดลูก เป็นเนื้องอกที่เกิดขึ้นบริเวณมดลูก และเป็นเนื้องอกที่พบได้บ่อยของอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์กล้ามเนื้อปกติของมดลูก โดยมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง จึงพบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ คือ ตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกไปจนถึงช่วงหมดประจำเดือน 

ประเด็นแรกที่ผู้หญิงทุกคนต้องทำความเข้าใจก่อนก็คือ เนื้องอก “ไม่ใช่” เนื้อร้ายหรือมะเร็งเสมอไป ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนเกินไป เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเนื้องอกขนาดเล็กที่ไม่กระทบต่อสุขภาพ เนื้องอกของเราอาจจะเติบโตอย่างช้า ๆ หรืออาจจะไม่เติบโตขึ้นเลย และอาจจะมีเพียงก้อนเดียว จุดเดียว หรืออาจจะมีหลาย ๆ ก้อน ซึ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ ก็ได้เช่นกัน ทำให้ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทราบแนวทางการรักษาต่อไป 

ใครที่เสี่ยงเป็น

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า ผู้หญิงในวัยเจริญพันธ์ุทุกคนเสี่ยงกับการเป็นเนื้องอกมดลูก แต่มักจะพบบ่อยในกลุ่มต่อไปนี้ 

  1. กลุ่มผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งพบในอัตราร้อยละ 30-50 และพบมากในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และเนื้องอกจะหดตัวเล็กลงเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือน 
  2. กลุ่มที่ครอบครัวมีเนื้องอกมดลูก มีแนวโน้มที่จะเป็นมากกว่าผู้ที่ไม่มีคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกในมดลูก ซึ่งความเสี่ยงทางพันธุกรรมนี้จะเป็นความเกี่ยวข้องในเรื่องของระดับและการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรคแต่อย่างใด 
  3. กลุ่มที่รับประทานยาและสารที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งกระตุ้นให้เนื้องอกโตขึ้น

หากว่าเราตรวจพบเนื้องอกมดลูก ก็ไม่ต้องตกใจไป เพราะเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นมะเร็งเพียงร้อยละ 0.25 – 1.08 เท่านั้น แต่เราก็ไม่ควรประมาท จะต้องคอยติดตามอาการผิดปกติและพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยอย่างสม่ำเสมอ 

อาการเตือนที่บอกว่าเราอาจจะเป็นเนื้องอกมดลูก

สำหรับอาการของเนื้องอกมดลูกที่พบได้บ่อย ได้แก่ 

  • ความผิดปกติของประจำเดือน ไม่ว่าจะเป็นมานานขึ้น มาบ่อยขึ้น หรือมามากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ และอาจจะมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย 
  • ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะลำบาก และท้องผูกเรื้อรัง เนื่องจากก้อนของเนื้องอกไปเบียดอวัยวะใกล้เคียง 
  • คลำเจอก้อนเนื้อ ในกรณีที่เนื้องอกมดลูกมีขนาดใหญ่หรือ/และมีจำนวนมากจะสามารถคลำเจอก้อนเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้อง ซึ่งจะสังเกตได้จากบริเวณท้องน้อยที่บวมหรือโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • มีบุตรยาก หรือแท้งบ่อย เกิดจากการไปขัดขวางการฝังตัวของทารก

อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาจจะไม่มีอาการบ่งชี้ใด ๆ เลย จนเมื่อไปตรวจภายในหรือตรวจอัลตราซาวน์ เราจึงไม่ควรประมาท และควรไปตรวจหาความผิดปกติเป็นประจำ จะได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 

สัญญาณอันตราย เมื่ออาการเริ่มร้ายแรง

โดยทั่วไป เมื่อตรวจเจอเนื้องอกมดลูก  ที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่ หรือไม่ได้ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนผิดปกติ แพทย์จะแนะนำให้อัลตราซาวนด์เพื่อติดตามดูขนาดของเนื้องอกเป็นระยะ เพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะในรายที่ไม่เจออาการบ่งชี้ใด ๆ แต่ในรายที่เนื้องอกส่งสัญญาณอันตรายและมีผลกระทบต่อสุขภาพและการตั้งครรภ์ ควรจะรีบมาพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน เพราะหากเนื้องอกไปเบียดอวัยวะอื่น ๆ ทำให้เกิดความผิดปกติของประจำเดือนจนทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง รวมไปถึงการกระทบต่อการมีบุตร 

วิธีการรักษา

แพทย์จะแบ่งการรักษาตามความรุนแรงและขนาดของเนื้องอกดังนี้ 

  1. ในกรณีที่เนื้องอกขนาดเล็กและไม่มีอาการบ่งชี้ จะติดตามขนาดของเนื้องอกเป็นระยะด้วยการอัลตราซาวน์ เพื่อให้แน่ใจว่าก้อนเนื้องอกไม่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ 
  2. ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดเล็ก แต่มีอาการปวดหรือภาวะอื่น ๆ แพทย์จะให้ยารักษาเพื่อบรรเทาอาการปวด หากมีอาการปวดเนื่องมาจากเนื้องอก แพทย์อาจจะให้รับประทานยาระงับปวด ยาบำรุงเลือด หรือยาฮอร์โมนที่ช่วยลดปริมาณประจำเดือน
  3. ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ แพทย์จะวินิจฉัยให้เข้ารับการผ่าตัด 

การรักษาด้วยการผ่าตัด

ในกรณีที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น มีอาการแทรกซ้อน กระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ รวมถึงส่งผลต่อการมีบุตร แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัด โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ ผ่าตัดแค่ก้อนเนื้องอกออกมา และผ่าตัดนำมดลูกออกไปเลย ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค ความต้องการมีบุตร และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ประกอบการตัดสินใจ โดยมีเทคนิคการผ่าตัดดังต่อไปนี้ 

  1. การผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง เป็นการผ่าตัดเฉพาะเนื้องอก หรือมดลูกออกมาทางหน้าท้อง โดยจะเปิดแผลขนาดเล็กประมาณ 0.5-1 ซม. จำนวน 3-4 แผล ช่วยให้เจ็บแผลน้อยลง และพักฟื้นไม่นาน
  2. การผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผล (์NOTES) โดยมากจะใช้กับการผ่าตัดนำมดลูกออก แพทย์จะส่องกล้องทางช่องคลอด ทำให้ไม่มีแผล ช่วยให้เจ็บน้อยลง นอกจากนี้ยังลดการเกิดพังผืดภายในช่องท้องหลังการผ่าตัดอีกด้วย
  3. การผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เป็นการผ่าตัดทั้งเฉพาะเนื้องอกหรือมดลูก จะเปิดหน้าท้องเป็นแผลขนาดประมาณ 10 ซม. วิธีนี้ผู้ป่วยจะเจ็บแผลมากกว่าวิธีอื่น และใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่มีข้อดีคือแพทย์จะเห็นภาพอวัยวะของผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เราผ่าตัดเฉพาะเนื้องอกออกไป หากว่าเราอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีกครั้ง จึงต้องตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจหาหรือปรึกษาเกี่ยวกับโรคเนื้องอกมดลูกหรือสุขภาพสตรีอื่น ๆ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางที่วิจิจฉัยโรคและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดพร้อมนัดหมายได้ที่ โทร. 0 2734 0000 ต่อ 3200, 3204

  • Readers Rating
  • Rated 5 stars
    5 / 5 (1 )
  • Your Rating