โรคช็อกโกแลตซีสต์

โรคช็อกโกแลตซีสต์หรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) เป็นโรคที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอกออกมาเมื่อถึงรอบประจำเดือน แล้วไปเจริญนอกโพรงมดลูก ซึ่งทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดขึ้นจากการที่เลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านท่อนำไข่แล้วฝังตัวที่รังไข่จนเกิดเป็นถุงน้ำ และอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นในแต่ละเดือน

กลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์หรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคน นับตั้งแต่วัยเริ่มมีประจำเดือนจนถึงวัยก่อนหมดประจำเดือน เนื่องจากโรคเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่จะสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดช็อกโกแลตซีสต์

ผู้ป่วยแต่ละรายอาจจะมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคช็อกโกแลตซีสต์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

  • มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย
  • มีประจำเดือนรอบสั้น หรือมากกว่าเดือนละ 2 ครั้ง
  • มีประจำเดือนมาก หรือนานกว่า 7 วันต่อครั้ง
  • มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้
  • มีความผิดปกติเกี่ยวกับทางออกของประจำเดือน เช่น ผู้ป่วยที่มีเยื่อพรหมจารีปิด หรือรูปากมดลูกเล็ก

อาการของช็อกโกแลตซีสต์

ผู้ป่วยโรคช็อกโกแลตซีสต์ อาจมีอาการมากน้อยแตกต่างกัน แต่จะมีอาการที่พบได้บ่อย ที่สามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ 

  • ปวดท้องน้อยเวลามีประจำเดือน และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องกินยาแก้ปวด
  • ปวดบริเวณอื่นร่วมด้วยเวลามีประจำเดือน เช่น ปวดหลัง ปวดเอว ปวดก้นกบ
  • ท้องอืด ท้องเสีย และปวดมากเวลาถ่ายอุจจาระในช่วงที่มีประจำเดือน
  • มีอาการปวดที่มดลูกหรือท้องน้อย ขณะมีเพศสัมพันธ์
  • มีภาวะมีบุตรยาก ไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้

นอกจากอาการปวดข้างต้นแล้ว ผู้ป่วยอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้เพิ่มเติมอีกด้วย

  • เกิดพังผืดเกาะที่มดลูกหรือรังไข่ 
  • ขนาดของก้อนซีสต์นั้นอาจจะเข้าไปเบียดที่รังไข่และท่อรังไข่จนคดงอจนทำให้ผลิตไข่ไม่ได้คุณภาพ 
  • ตัวอ่อนที่ได้จากการปฏิสนธิอาจฝังตัวยากขึ้น ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง
  • หากก้อนซีสต์มีขนาดใหญ่ใกล้อวัยวะสำคัญ เช่น ไต อาจทำให้ไตวายได้

วิธีการรักษาช็อกโกแลตซีสต์

วิธีการรักษาช็อกโกแลตซีสต์  จะเป็นการใช้ยาและการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

  • การใช้ยารักษา

หากก้อนซีสต์มีขนาดเล็ก แพทย์จะรักษาด้วยการให้ยาทานหรือยาฉีด เพื่อลดขนาดของถุงน้ำ ซึ่งจะมียาทั้งในกลุ่มที่มีฮอร์โมนและไม่มีฮอร์โมน แต่อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาคือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น

  • การผ่าตัด

การผ่าตัดช็อกโกแลตซีสต์ในปัจจุบันสามารถทำได้ทั้งแบบเปิดหน้าท้องและผ่าตัดส่องกล้อง โดยจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ซึ่งการผ่าตัดทั้งสองแบบจะมีข้อแตกต่างกันดังนี้ 

  • การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง

  สำหรับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ อาจเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัดได้ รวมถึงแผลจากการผ่าตัดจะมีขนาดใหญ่ และใช้เวลาในการพักฟื้นตัวนาน 

  • การผ่าตัดผ่านกล้อง 3 มิติ 

  เป็นการผ่าตัดโดยการส่องกล้อง 3 มิติ เพื่อช่วยในการตัดตัวซีสต์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้การรักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน มีผลแทรกซ้อนน้อยกว่า แผลมีขนาดเล็กกว่า เจ็บน้อยกว่า สูญเสียเลือดน้อยกว่า ฟื้นตัวได้เร็วกว่า เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง

วิธีการป้องกันช็อกโกแลตซีสต์

สำหรับวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการสังเกตตัวเองเป็นประจำว่ามีอาการปวดท้องประจำเดือนมากผิดปกติหรือไม่ รวมถึงมีประจำเดือนมามากหรือน้อยกว่าปกติ หากมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรเข้าไปตรวจเช็กร่างกายกับสูตินรีแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง นอกจากนี้การตรวจสุขภาพเป็นประจำในทุกๆ ปี ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายแรงในภายหลังได้ด้วย 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 02-734-0000 ต่อ 3200 , 3204