อาการชา อาจเกิดได้ตั้งแต่การกดทับชั่วครั้งคราวของเส้นประสาท เช่น หลังจากการนั่งหรืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ไปจนถึงความผิดปกติถาวรรุนแรงของเส้นประสาท ไขสันหลัง หรือสมอง
ตำแหน่งที่ชา เช่น ขา เท้า ต้นขา ใบหน้า หรือชาครึ่งซีกของร่างกาย ช่วยให้แพทย์ประเมินสาเหตุของอาการได้ง่ายขึ้น
หากมีอาการชาเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอาการชาครึ่งซีกของร่างกาย ร่วมกับหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือเดินเซ ควรรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
ไม่ควรซื้อยาหรือวิตามินมารับประทานเอง หากยังไม่รู้สาเหตุของอาการ
อาการชา เกิดขึ้นได้อย่างไร
อาการชา เกิดขึ้นเมื่อการส่งสัญญาณของเส้นประสาทไปยังสมองทำงานผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยรับความรู้สึกบริเวณนั้นได้น้อยลง อาจจะรู้สึกยิบ ๆ เหมือนมีเข็มทิ่มร่วมด้วยได้ โดยสาเหตุที่พบได้ เช่น
อาการชา แต่ละตำแหน่ง มีสาเหตุจากอะไร?
ขาชาข้างเดียว
ชาที่ขาข้างเดียวอาจเกิดได้ตั้งแต่สะโพก ต้นขา น่อง ไปจนถึงปลายเท้า โดยแต่ละตำแหน่งอาจมีสาเหตุแตกต่างกัน เช่น
หมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทบริเวณเอวถูกกดทับ ทำให้ปวดหลังร้าวลงขา ชาตามแนวเส้นประสาท หรือรู้สึกเสียวคล้ายไฟฟ้าช็อต และอาจมีอาการมากขึ้นเวลาไอ จาม เบ่ง หรือยืนนาน
เส้นประสาทไซอาติกถูกกดทับหรือระคายเคือง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดร้าวจากสะโพกหรือก้นลงน่องหรือเท้า ร่วมกับชาหรือเสียวแปลบ
เส้นประสาทส่วนปลายทำงานผิดปกติ พบได้ในผู้ที่เป็นเบาหวาน ภาวะขาดวิตามิน หรือได้รับยาบางชนิด
โรคทางสมอง โดยเฉพาะอาการชาครึ่งซีก
ต้นขาชา
ตำแหน่งที่ชาบริเวณต้นขาอาจช่วยบอกสาเหตุของอาการได้ เช่น
ชาด้านนอกของต้นขา อาจเกิดจากเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังบริเวณนั้นถูกกดทับ ส่วนใหญ่จะพบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ตั้งครรภ์ สวมกางเกงหรือเข็มขัดรัดแน่น รวมถึงยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
ชาร่วมกับปวดหลังหรือปวดร้าวลงขา อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทบริเวณเอวถูกกดทับ
เท้าชาข้างเดียวและเท้าชาสองข้าง
เท้าชาข้างเดียวกับเท้าชาสองข้างมักมีสาเหตุแตกต่างกัน โดยสังเกตได้จากลักษณะของอาการ ดังต่อไปนี้
เท้าชาข้างเดียว อาจเกิดได้ตั้งแต่การกดทับของรากประสาทบริเวณหลัง ข้อเท้า หรือฝ่าเท้า บางรายมีอาการปวดร้าวจากสะโพกลงขาร่วมด้วย
เท้าชาสองข้าง ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน โรคปลายประสาทเสื่อม โรคไตเรื้อรัง ภาวะขาดวิตามินบี หรือได้รับยาบางชนิด โดยอาการจะเริ่มจากปลายเท้าหรือฝ่าเท้า แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นมาถึงข้อเท้าหรือน่อง หากอาการเป็นมากขึ้นหรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยอาจมีอาการดินไม่มั่นคง หรืออ่อนแรงร่วมด้วยได้
หน้าชา
อาการหน้าชา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น
เส้นประสาทบริเวณใบหน้าอักเสบหรือถูกกดทับ ทำให้ชาที่แก้ม ริมฝีปาก หรือคาง และอาจมีอาการปวดหรือเสียวคล้ายไฟฟ้าช็อต
ไมเกรนชนิดที่มีออรา (Migraine with aura) มีอาการหน้าชาก่อนหรือขณะปวดศีรษะ อาจมีอาการเห็นแสงวาบ มองเห็นผิดปกติ ร่วมด้วยได้
โรคทางสมอง สามารถเกิดอาการชาหน้า อาจพบร่วมกับการมองเห็นภาพซ้อน พูดไม่ชัด กลืนลำบาก ใบหน้าอ่อนแรงร่วมด้วยได้
ชาครึ่งซีก
โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมกันที่ใบหน้า แขน และขาด้านเดียวกัน สงสัยความผิดปกติของสมอง หากเกิดอย่างรวดเร็วหรือเฉียบพลัน อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
ชาปลายนิ้วหรือชานิ้วบางนิ้ว
ตำแหน่งของนิ้วที่ชา ช่วยประเมินเบื้องต้นได้ว่าเส้นประสาทส่วนไหนอาจถูกกดทับ เช่น
นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ เช่น ภาวะพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ
นิ้วนางและนิ้วก้อย อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณข้อศอกหรือข้อมือถูกกดทับ
ชาทั้งมือ โดยเฉพาะกรณีที่มีปวดคอหรือปวดร้าวลงแขน อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณคอถูกกดทับ
ชาไปทั้งตัว
ชาไปทั้งตัวไม่ได้หมายความว่าทุกส่วนของร่างกายจะมีอาการพร้อมกัน แต่อาจเกิดในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น รอบปาก ปลายมือ ปลายเท้า หรือแขนและขาทั้งสองข้าง จนรู้สึกเหมือนชาทั่วร่างกาย โดยอาการชาไปทั้งตัวอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความวิตกกังวล ภาวะหายใจเร็ว ความผิดปกติของเกลือแร่ ไปจนถึงโรคของสมองและระบบประสาท
4 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับอาการชา
หลายคนอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการชา จนทำให้ละเลยการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง โดยความเชื่อที่พบบ่อย ได้แก่
“ชาเพราะเลือดไหลเวียนไม่ดี” : อาการชาไม่ได้เกิดจากการไหลเวียนเลือดไม่ดีเสมอไป แต่อาจเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับ ระคายเคือง หรือทำงานผิดปกติได้เช่นกัน
“อายุมากแล้วชาเป็นเรื่องปกติ” : ถ้าเกิดซ้ำ เป็นต่อเนื่อง หรือรบกวนการใช้ชีวิต ควรเข้ารับการตรวจ เพื่อหาสาเหตุ
“กินวิตามินบีแล้วจะหาย” : การซื้อวิตามินมารับประทานเองโดยยังไม่รู้สาเหตุ อาจทำให้การวินิจฉัยโรคและการรักษาไม่ตรงจุด
“ถ้าไม่ปวดก็ไม่อันตราย” : เพราะโรคบางชนิด เช่น โรคหลอดเลือดสมอง อาจเริ่มจากชาอย่างเดียว
อาการชา แบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล
แม้ว่าหลายกรณีจะไม่รุนแรง แต่หากมีลักษณะอาการต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาล
ชาครึ่งซีกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วย อาจเกิดจากความผิดปกติของสมอง
เดินเซ มองเห็นผิดปกติ หรือปวดศีรษะรุนแรง เช่น มองเห็นภาพซ้อน มองเห็นลดลง หรือทรงตัวลำบาก อาจเกี่ยวข้องกับโรคระบบประสาทและสมอง
หลังเกิดอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ คอ หรือหลัง โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการปวดคอ หรือปวดหลังร่วมด้วย อาจมีการบาดเจ็บของไขสันหลังหรือเส้นประสาท
กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ร่วมกับชา โดยเฉพาะบริเวณก้น รอบอวัยวะเพศ หรือขาทั้งสองข้าง อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณปลายไขสันหลังถูกกดทับ
อาการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือรบกวนการใช้ชีวิต เช่น ชาจนไม่สามารถทรงตัวได้ มีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เดินลำบาก สะดุดบ่อย หยิบของไม่ถนัด หรือทำกิจวัตรประจำวันได้ยาก
นพ. ชัยชนะ สินธุวงษ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท – โรคกล้ามเนื้อและเส้นประสาทไฟฟ้าวินิจฉัย โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เมื่อมีอาการควรสังเกตว่าเริ่มชาจากตรงไหน ลามไปถึงบริเวณไหน เกิดขึ้นทันทีหรือค่อย ๆ เป็น และมีอาการอื่นร่วมด้วยไหม เช่น แขนขาอ่อนแรง เดินเซ หรือพูดไม่ชัด เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์มองหาสาเหตุของอาการได้ง่ายขึ้น และเลือกแนวทางการตรวจเพิ่มเติมได้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
การตรวจวินิจฉัยสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการชา
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามอาการและความจำเป็น เพื่อช่วยหาสาเหตุของอาการ
ซักประวัติและตรวจระบบประสาท
แพทย์จะสอบถามรายละเอียด เช่น
ชาบริเวณไหน
เป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง
เริ่มมีอาการเมื่อไร
เป็นอย่างต่อเนื่องหรือเป็น ๆ หาย ๆ
มีอาการอ่อนแรง ปวด หรือเดินลำบากร่วมด้วยไหม
จากนั้นจะตรวจการรับความรู้สึก กำลังกล้ามเนื้อ การทรงตัว และรีเฟล็กซ์ เพื่อระบุตำแหน่งของความผิดปกติ
ประเมินการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (NCS/EMG)
ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าอาการอาจเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจ NCS (Nerve Conduction Study) ซึ่งเป็นการตรวจการนำกระแสประสาท และ EMG (Electromyography) ซึ่งเป็นการตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยแยกสาเหตุว่า อาการที่เกิดขึ้นเกิดจากเส้นประสาท กล้ามเนื้อ หรือรากประสาท
ตรวจเลือด
การตรวจเลือดอาจช่วยหาสาเหตุของอาการได้ เช่น เบาหวาน ภาวะขาดวิตามินบี หรือความผิดปกติของเกลือแร่
ตรวจหาความผิดปกติของสมองและกระดูกสันหลัง
ถ้าแพทย์สงสัยว่าอาการเกิดจากสมอง ไขสันหลัง หรือกระดูกสันหลัง อาจแนะนำให้ตรวจ MRI หรือ CT Scan เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุ
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อมี อาการชา
หากอาการไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และไม่มีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย การดูแลตัวเองเบื้องต้นอาจช่วยบรรเทาอาการได้ ดังนี้
เปลี่ยนอิริยาบถ หากนั่ง ยืน หรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน
หลีกเลี่ยงท่าทางหรือกิจกรรมที่ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับซ้ำ ๆ เช่น นั่งไขว่ห้าง พิงข้อศอกนาน ๆ ก้มคอเล่นโทรศัพท์ หรือพิมพ์คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ลดหรือพักกิจกรรมที่ทำแล้วมีเริ่มชา เช่น ยกของหนัก ใช้ข้อมือทำงานซ้ำ ๆ หรือออกกำลังกายหนัก เมื่อสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นหลังจากการทำกิจกรรมนั้น
สังเกตลักษณะของอาการ เช่น ชาบริเวณใด เริ่มเมื่อใด เป็นนานแค่ไหน และมีอาการอื่นร่วมด้วยไหม เพื่อใช้เป็นข้อมูลเมื่อเข้ารับการตรวจ
ไม่ควรซื้อยาหรือวิตามินบีมารับประทานเอง ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบสาเหตุของอาการ
บทสรุป
อาการชา อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน ไปจนถึงโรคของเส้นประสาท ไขสันหลัง หรือสมอง จึงไม่ควรมองข้าม หากอาการเกิดขึ้นบ่อย เป็นต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย รวมถึงอาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง เดินเซ หรือมองเห็นผิดปกติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
คำถามที่พบบ่อย
อาการชาหลังนั่งไขว่ห้างนาน ๆ อันตรายไหม?
ส่วนใหญ่มักเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับชั่วคราว เมื่อเปลี่ยนท่าทางอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น แต่หากไม่หายหรือเกิดซ้ำบ่อย ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ขาชาข้างเดียวจำเป็นต้องผ่าตัดไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และผลการตรวจ โดยแพทย์มักเริ่มจากวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดก่อน เช่น การปรับพฤติกรรม การใช้ยา หรือกายภาพบำบัด ส่วนการผ่าตัดจะพิจารณาเมื่อมีความจำเป็น
เท้าชาตลอดเวลาอาจเป็นโรคเบาหวานไหม?
เป็นไปได้ โดยเฉพาะหากเท้าชาทั้งสองข้าง แต่โรคเบาหวานไม่ใช่สาเหตุเดียว เพราะอาจเกิดจากโรคปลายประสาทเสื่อม ภาวะขาดวิตามิน หรือโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน
หน้าชาแต่ไม่มีหน้าเบี้ยว ควรพบแพทย์ไหม?
ควรเข้ารับการตรวจ โดยเฉพาะหากมีอาการแบบรวดเร็วหรือเฉียบพลัน เป็นซ้ำบ่อยๆ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เพราะหน้าชาไม่ได้เกิดจากโรคหลอดเลือดสมองเพียงอย่างเดียว
ควรพบแพทย์เมื่ออาการชาเป็นนานแค่ไหน?
ไม่มีระยะเวลาตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับสาเหตุ แต่หากอาการไม่หาย เป็นซ้ำบ่อย หรือเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
Medically Reviewed by
นพ. ชัยชนะ สินธุวงษ์
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท
อายุรศาสตร์โรคสมองและระบบประสาท - โรคกล้ามเนื้อและเส้นประสาทไฟฟ้าวินิจฉัย
Readers’ Rating
2.7 out of 5 stars (based on 19 reviews)