ไวรัสตับอักเสบ ปล่อยไว้นาน อาจลุกลามจนเกิด มะเร็งตับ
ไวรัสตับอักเสบทำลายเซลล์ตับ เสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ แม้ไม่มีอาการ ตรวจเช็กก่อนสายเกินไป

เลือกอ่านตามหัวข้อ
หลายคนที่มีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว แน่นท้อง หรือรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย มักคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ จากการกินอาหารหรือความเครียด แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ โรคกรดไหลย้อน ที่หากปล่อยไว้ อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว
กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) คือภาวะที่กรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคือง เยื่อบุหลอดอาหารอักเสบ และเกิดอาการต่าง ๆ เช่น
ในบางราย อาการอาจไม่ชัดเจนทำให้การวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวคลาดเคลื่อนได้
ปัจจุบัน การตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็น กรดไหลย้อน หรือไม่ ไม่ได้อาศัยการดูอาการเพียงอย่างเดียว แต่มีการตรวจวัดระดับกรดในหลอดอาหารโดยตรง ซึ่งช่วยให้แพทย์ทราบว่าอาการแสบร้อน แน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อยที่เป็นอยู่นั้น เกิดจากกรดไหลย้อนจริงหรือไม่
โดยหลักแล้ว การตรวจกรดไหลย้อนมี 2 วิธีหลัก ได้แก่
ทั้งสองวิธีมีเป้าหมายเดียวกัน คือการวัดความเป็นกรดในหลอดอาหารขณะใช้ชีวิตจริงในแต่ละวัน
24-Hour pH Monitoring เป็นการตรวจวัดระดับกรดในหลอดอาหารตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้สายขนาดเล็กสอดผ่านจมูกลงไปยังหลอดอาหาร เพื่อบันทึกค่าความเป็นกรดอย่างต่อเนื่อง
วิธีนี้ถือเป็นมาตรฐานที่ใช้กันมานาน และให้ข้อมูลละเอียดตลอดช่วงเวลาที่ตรวจ เหมาะสำหรับการประเมินความถี่และความรุนแรงของกรดไหลย้อน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกรดกับอาการต่าง ๆ เช่น แน่นท้อง แสบร้อน หรืออาหารไม่ย่อย
Wireless pH Monitoring เป็นการตรวจโดยใช้แคปซูลขนาดเล็กติดไว้ที่ผนังหลอดอาหาร แคปซูลจะทำหน้าที่วัดระดับกรดและส่งข้อมูลแบบไร้สายไปยังเครื่องรับสัญญาณที่ผู้ป่วยพกติดตัว
จุดเด่นของวิธีนี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องใส่สายผ่านจมูก ทำให้รู้สึกสบายกว่า และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ข้อมูลที่ได้สะท้อนพฤติกรรมจริง เช่น การกินอาหาร การนอน หรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีผลต่ออาการกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อย
การตรวจแบบนี้มักเก็บข้อมูลต่อเนื่อง 48–96 ชั่วโมง ช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของการไหลย้อนของกรดได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ หรืออาการไม่ชัดเจน
หลังจากทราบผลการตรวจกรดไหลย้อน ไม่ว่าจะเป็น Wireless pH Monitoring หรือ 24-Hour pH Monitoring แพทย์จะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกับอาการของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลโดยมีวิธีการรักษาดังนี้
ในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หรือเพิ่งเริ่มมีอาการ แพทย์มักแนะนำให้เริ่มจากการปรับพฤติกรรมก่อน เพราะช่วยลดอาการกรดไหลย้อนและอาหารไม่ย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
การปรับพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยลดแรงดันในกระเพาะอาหาร และลดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร
หากอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเพื่อควบคุมการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ยาที่ใช้จะเลือกตามความรุนแรงและลักษณะของอาการ เช่น
การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลดีและลดความเสี่ยงจากการใช้ยาต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น
ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม เช่น
เป็นการรักษาที่มุ่งแก้ไขกลไกการไหลย้อนของกรดบริเวณรอยต่อระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร โดยใช้เทคนิคทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปิดของหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง เพื่อลดโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นมา วิธีการรักษากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ต้องการการรักษาที่ได้ผลมากกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว
ในผู้ป่วยที่มีกรดไหลย้อนรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนของหลอดอาหาร หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาในแนวทางอื่น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยหัตถการหรือการผ่าตัด เพื่อแก้ไขโครงสร้างหรือกลไกที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนโดยตรง การรักษาในกลุ่มนี้จะช่วยลดการไหลย้อนของกรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอาการเรื้อรังในระยะยาว
ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้หยุดยาบางชนิดก่อนตรวจ เพื่อให้ผลสะท้อนระดับกรดจริง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
โดยทั่วไป แพทย์สามารถวิเคราะห์ผลตรวจได้ภายในระยะเวลาไม่นาน และนัดอธิบายผลพร้อมวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
แพทย์จะประเมินหาสาเหตุอื่นที่อาจทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อยหรือแน่นท้อง และแนะนำการตรวจเพิ่มเติมหรือแนวทางรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ชั้น 2 โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล
โทร.02-734-0000 ต่อ 2960, 2961, 2966
อายุรศาสตร์
อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร