อาการเจ็บหน้าอก ที่หลายคนเป็น ๆ หาย ๆ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความผิดปกติของโรคหัวใจได้ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในอาการของ “กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” (Heart Attack) ซึ่งเป็นอันตรายที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและทำงานผิดปกติเฉียบพลัน ซึ่งอาการนี้สามารถนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว หากคุณหรือคนรอบข้างมีอาการดังกล่าว ควรเข้ารับการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์โดยเร็ว
โรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากอาการเจ็บหน้าอก
โรคหัวใจ
อาการเจ็บหน้าอกนั้นเป็นหนึ่งในอาการหลักของโรคหัวใจต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอกแบบปวดเค้น จากการที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายจากภาวะหัวใจขาดเลือด อีกทั้งยังมีโรคหัวใจอื่น ๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจโต ลิ้นหัวใจยาว เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และอีกหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้
โรคปอด
อาการเจ็บหน้าอกอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของปอด ทั้งโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ปอดบวม หรือฝีในปอด ก็สามารถทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องคอยสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ
อาการเจ็บหน้าอกที่ต้องเฝ้าระวัง
อาการเจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอกนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วสามารถเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะอาการที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของโรคหัวใจ อาจมีอาการดังต่อไปนี้
เจ็บหรือแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรกดทับ อาจมีอาการเจ็บหรือปวดร้าวไปถึงบริเวณคอ กราม หรือไหล่
จุกแน่นหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
รู้สึกเหนื่อย หอบ หายใจไม่สะดวก
เหงื่อออกมาก ร่วมกับอาการคลื่นไส้
ใจเต้นเร็ว ใจสั่น
เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
หากใครที่มีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพราะมีโอกาสสูงที่จะเป็นภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือโรคหัวใจอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
การตรวจรักษา
อาการเจ็บหน้าอกนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในอาการเริ่มต้นของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ซึ่งในปัจจุบันนี้มีวิธีการตรวจรักษาอยู่หลายวิธีด้วยกัน ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย เช่น การเดินสายพาน
ตรวจภาพหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram)
ตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (Multislice CT scan)
ตรวจภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac MRI)
หรือในกรณีที่มีอาการรุนแรง แพทย์อาจจะต้องทำการตรวจเลือด เพื่อตรวจสอบว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่ หรือทำการตรวจสวนหัวใจ (Coronary Angiography – CAG) เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น หากตรวจพบได้เร็วเท่าไหร่ ผู้ป่วยก็ยิ่งได้รับการรักษาเร็วเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและลดอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับวิธีการรักษาจะมีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน นั่นคือ
การรักษาโดยใช้ยาละลายลิ่มเลือด
การรักษาโดยการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน
การรักษาโดยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ
อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ซึ่งสามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการเกิดโรค
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี โทร. 02-734-0000 ต่อ 5300, 5301
Medically Reviewed by
นพ. ศุภสิทธิ์ สถิตย์ตระกูล
อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด
อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วไป
Readers’ Rating
2.4 out of 5 stars (based on 17 reviews)