โรค หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว หนึ่งในชนิดที่พบบ่อยและมีความเสี่ยงสูงคือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF โดย ผศ.นพ. ศราวุธ ลิ้มประเสริฐ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ชำนาญการด้านสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ระบุว่า การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจล้มเหลว ในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF คืออะไร
ภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นเร็วและไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้การบีบตัวของหัวใจไม่มีประสิทธิภาพ เลือดอาจคั่งค้างอยู่ในหัวใจห้องบนและเกิดลิ่มเลือดได้ง่าย หากลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง อาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้
ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ บางรายหัวใจอาจเต้นเร็ว บางรายหัวใจเต้นช้า หรือ แรงสลับเบา ซึ่งแตกต่างจากการเต้นของหัวใจปกติอย่างชัดเจน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงมีหลากหลาย เช่น
ความเสื่อมของระบบไฟฟ้าหัวใจตามอายุ
โรคความดันโลหิตสูง
โรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคลิ้นหัวใจ
เบาหวาน
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
การดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นเวลานาน
อาการที่พบบ่อย
ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีอาการเลย ทำให้ไม่รู้ตัวว่ามีความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่บางรายอาจมีอาการ เช่น
ใจสั่น เหมือนหัวใจเต้นแรงหรือเต้นสะดุด
เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
เวียนศีรษะ หน้ามืด
แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่อิ่ม
หากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นซ้ำ ควรเข้ารับการตรวจหัวใจอย่างละเอียด
ทำไมโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ชนิด AF ถึงอันตราย
ความเสี่ยงสำคัญของโรคนี้คือ การเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนทั่วไปราว ๆ 5 เท่า นอกจากนี้ยังอาจทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในระยะยาว
ซึ่งการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมาก
การวินิจฉัย
แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติสุขภาพ และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ในบางรายอาจต้องมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น
การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา
การตรวจอัลตราซาวด์หัวใจ
การตรวจเลือดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยงร่วม
แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
การรักษาขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรง และความเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย โดยอาจประกอบด้วย
การใช้ยาควบคุมจังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจ
การใช้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
การรักษาด้วยการ จี้ไฟฟ้าหัวใจ (Catheter Ablation) เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือ ควบคุมจังหวะหัวใจให้ปกติ ลดอาการ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะยาว ซึ่งปัจจุบัน สามารถรักษาด้วยวิธีนี้เป็นขั้นตอนแรกได้ โดยไม่จำเป็นต้องลองรักษาด้วยยาก่อนก็ได้ อีกทั้งยังมีโอกาสควบคุมให้จังหวะหัวใจปกติได้ถึง 80-90% โดยเฉพาะเมื่อรักษาในระยะแรก ๆ ของโรค และเป็นการรักษาที่มีแผลเล็ก ระยะพักฟื้นสั้น ความเสี่ยงในการภาวะแทรกซ้อนน้อยเพียง 1%
ดังนั้นหากสังเกตว่าตนเองและคนรอบข้างว่ามีความเสี่ยงหรือมีอาการผิดปกติ ควรรีบมาปรึกษาแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF
1.โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF อันตรายแค่ไหน
โรคนี้อาจไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในทันที แต่เป็นภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจล้มเหลว หากไม่ได้รับการดูแล ดังนั้น การตรวจพบและรักษาอย่างเหมาะสมโดยแพทย์ชำนาญการด้านโรคหัวใจจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างมาก
2.เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF แล้วจำเป็นต้องรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจทุกคนหรือไม่
ผู้ป่วยทุกรายไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ชำนาญการด้านโรคหัวใจเพื่อร่วมตัดสินใจในการเลือกวิธีรักษา เพราะการรักษาด้วยวิธีนี้ในผู้ป่วยบางราย ไม่เพียงแต่ทำให้อาการดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้อีกด้วย
3. หลังรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF แล้ว ยังต้องกินยาต่อหรือไม่
ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและผลการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยผู้ป่วยบางรายอาจลดหรือหยุดยาบางชนิดได้ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและประเมินของแพทย์
Medically Reviewed by
ผศ.นพ. ศราวุธ ลิ้มประเสริฐ
อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด
อายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด - สรีระไฟฟ้าหัวใจ
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)