ต่อมลูกหมากโต รักษาด้วยเทคนิค PAE ไม่ต้องผ่าตัด กลับไปใช้ชีวิตได้ปกติ
คุณผู้ชายเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่? ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือกลั้นไม่อยู่ รู้สึกปวดเวลาถ่ายปัสสาวะ

เลือกอ่านตามหัวข้อ
กินยาคุมนาน ๆ อันตรายไหม เป็นคำถามที่หลายคนเริ่มสงสัยเมื่อใช้ยาคุมต่อเนื่องมาหลายปี ทั้งเพื่อคุมกำเนิดและช่วยควบคุมอาการจาก PCOS หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อีกเรื่องที่มักกังวลคือยาคุมเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมจริงไหม บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างยาคุมกับความเสี่ยงมะเร็งเต้านม เพื่อช่วยให้มองความเสี่ยงตามความเป็นจริงและรู้ว่าเมื่อไรควรปรึกษาแพทย์
การใช้ยาคุมนานต่อเนื่องไม่ได้หมายความว่าจะเกิดผลเสียเสมอไป บางคนใช้แล้วรอบเดือนสม่ำเสมอขึ้น ปวดประจำเดือนน้อยลง หรือควบคุมอาการจาก PCOS และเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ดีขึ้น ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจพบ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ยา ได้แก่
อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน และหลายอาการมักดีขึ้นเมื่อใช้ยาไปสักระยะ หากยังรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาคุมชนิดที่ใช้อยู่ยังเหมาะหรือไม่ ทั้งนี้ ยาคุมชนิดที่มีเอสโตรเจนยังอาจเพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน โดยเฉพาะผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันหรือมีภาวะเลือดแข็งตัวง่าย จึงควรแจ้งประวัติเหล่านี้ให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา
ไม่จำเป็นต้องหยุดยาคุมเป็นช่วง ๆ เพื่อพักร่างกาย องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ยาคุมชนิดรับประทานสามารถใช้ต่อเนื่องได้หลายปี หากยังเหมาะกับสุขภาพของผู้ใช้ ในกรณีที่ใช้ยาคุมชนิดเดิมมานาน ก็ควรทบทวนความเหมาะสมเมื่อสุขภาพเปลี่ยนไป โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม หากตรวจพบความดันโลหิตสูงหรือมีโรคประจำตัวใหม่ ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ต่อ ส่วนผู้ที่ใช้ยาเพื่อควบคุมอาการจากโรคอื่น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยา เพื่อวางแผนดูแลอาการต่อเนื่อง
สาเหตุในการเกิดมะเร็งเต้านมปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่ามีหลายปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง รวมถึงการได้รับฮอร์โมนเพศหญิงในระดับสูงหรือเป็นเวลานาน จึงเกิดคำถามตามมาว่า การกินยาคุม เสี่ยงมะเร็งเต้านมจริงไหม ข้อมูลจาก National Cancer Institute (NCI) ระบุว่า ผู้ที่ใช้ยาคุมชนิดรับประทานมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยใช้ ขณะเดียวกัน ยาคุมยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ปัจจุบัน ยาคุมกำเนิดมีหลายชนิด ทั้งแบบฮอร์โมนรวม แบบโปรเจสตินอย่างเดียว และแบบที่ไม่มีฮอร์โมน ซึ่งแต่ละชนิดจะมีปริมาณฮอร์โมนและความเสี่ยงแตกต่างกัน โดยงานวิจัยพบว่า ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมน Progesterone อย่างเดียว (ฮอร์โมนเดี่ยว) ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ำ และการใช้วิธีคุมกำเนิดแบบห่วงอนามัย แทบไม่พบความเสี่ยงหรือพบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมน้อยมาก ๆ โดยกลุ่มอายุน้อยจะมีความเสี่ยงต่ำ แต่จะพบความเสี่ยงสูงในกลุ่มที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือน
ปัจจุบัน ยังไม่มีเกณฑ์ว่าต้องกินยาคุมกี่ปีจึงจะเริ่มมีความเสี่ยง งานวิจัยพบแนวโน้มว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด แต่ผลการศึกษาเรื่องระยะเวลาการใช้ยาไม่ได้ตรงกันทั้งหมด จึงไม่ควรใช้จำนวนปีที่กินยาเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าต้องหยุดยา
ข้อมูลโดยรวมพบว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นค่อย ๆ ลดลงหลังหยุดใช้ จากงานวิเคราะห์ใน PLOS Medicine เผยว่า ความเสี่ยงเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้ยาอยู่ที่ประมาณ 1.27 เท่าขณะกำลังใช้ ลดเหลือ 1.16 เท่าในช่วง 1–4 ปีหลังหยุด และ 1.08 เท่าในช่วง 5–9 ปีหลังหยุด โดยไม่พบความเสี่ยงส่วนเกินที่ชัดเจนเมื่อหยุดมาแล้วตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
สำหรับผู้ที่มีความสนใจจะใช้ยาคุมกำเนิดต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติหรือภาวะต่อไปนี้ควรแจ้งแพทย์ก่อ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องชนิดของยาคุม และวิธีใช้ที่เหมาะสมในการคุมกำเนิด
แพทย์จะดูประวัติสุขภาพก่อนแนะนำวิธีคุมกำเนิด เพราะผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงเอสโตรเจนต้องระวัง ทั้งยาคุมชนิดรับประทาน แผ่นแปะ และวงแหวนคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ไม่ใช่เฉพาะยาเม็ด
ดังนั้น การกินยาคุมมาหลายปีไม่ใช่สาเหตุให้ต้องหยุดยา เพื่อพักร่างกาย และไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม หากสุขภาพเปลี่ยนไปหรือกังวลเรื่องความเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาคุมที่ใช้อยู่ยังเหมาะกับตนเองไหม
ประวัติครอบครัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าต้องงดยาคุม แต่ควรแจ้งแพทย์ว่าใครในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งเต้านม เพื่อประเมินความเสี่ยงของตนเองและเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม
ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลก่อนใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมน ผู้ที่กำลังเป็นมะเร็งเต้านมไม่ควรใช้ยาคุมชนิดนี้ ส่วนผู้ที่รักษาหายแล้ว ยังถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสพบมะเร็งเต้านมใหม่มากกว่ากลุ่มอื่น ควรทางเลือกอื่นในการคุมกำเนิด เช่น ถุงยางอนามัย
ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นผลจากยาคุมหรือเป็นมะเร็ง ก้อนที่เต้านมเกิดได้จากหลายสาเหตุ แพทย์จะประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่ ระหว่างนี้ควรแจ้งแพทย์ว่ากำลังใช้ยาคุมชนิดใด และปรึกษาก่อนเปลี่ยนหรือหยุดยา
ศัลยศาสตร์
ศัลยศาสตร์มะเร็งวิทยาและโรคของเต้านม