โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Cerebral Aneurysm)
โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดในสมองอ่อนแอและโป่งออกเป็นกระเปาะเหมือนลูกโป่ง ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการใด ๆ จนกระทั่งถึงวันที่ปริแตกและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่อาจทำให้สมองเสียหายถาวรและเสียชีวิตได้ แต่ก็มีบางกรณีที่ตรวจพบโดยบังเอิญขณะตรวจโรคอื่น ๆ หากตรวจพบตั้งแต่ยังไม่แตก ก็สามารถวางแผนการรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้
โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองคืออะไร
โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง คือภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงในสมองเกิดการอ่อนแอและเสื่อมสภาพ ทำให้บริเวณผนังนั้นบางลงและไม่สามารถต้านทานแรงดันจากการไหลเวียนของเลือดได้ เมื่อได้รับแรงดันอย่างต่อเนื่อง ผนังหลอดเลือดจะเริ่มโป่งพองออกมาเป็นรูปกระเปาะ และอาจแตกออกได้ในเวลาต่อมา ส่งผลให้เลือดออกในบริเวณชั้นใต้เยื่อหุ้มสมอง หากเกิดการแตกของหลอดเลือดสมองโป่งพอง จะมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วย
อาการและสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
สามารถแบ่งอาการได้เป็น 3 กลุ่มหลัก
- หลอดเลือดโป่งพองที่แตกแล้ว (Ruptured Aneurysm)
-
- อาการปวดหัวอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ตาพร่ามัว สู้แสงไม่ไหว
- คอแข็ง
- สับสนมึนงง
- ชักเกร็ง
- หมดสติ
- หลอดเลือดโป่งพองที่รั่ว (Leak Aneurysm) บางครั้งก่อนที่จะแตกจริง อาจมีเลือดรั่วซึมออกมาเล็กน้อย ซึ่งก็จะทำให้ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลันเช่นกัน ถือเป็นสัญญาณเตือนสุดท้ายก่อนจะเกิดการแตกที่รุนแรง
- หลอดเลือดโป่งพองที่ยังไม่แตก (Unruptured Aneurysm) ถ้ากระเปาะยังมีขนาดเล็ก ก็อาจไม่มีอาการอะไรเลย แต่ถ้ามันใหญ่ขึ้นจนไปกดทับเส้นประสาทหรือเนื้อสมอง อาจมีอาการเตือน เช่น
- ชาที่ใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง
- ปวดบริเวณเบ้าตาด้านใน
- รูม่านตาขยายผิดปกติ
- การมองเห็นเปลี่ยนไป เห็นภาพซ้อน
สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
ในปัจจุบันยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่า ทำไมผนังหลอดเลือดถึงอ่อนแอลง แต่ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้มันโป่งหรือแตกได้คือ “ความดันโลหิตสูง” เพราะยิ่งความดันสูง เลือดก็จะยิ่งกระแทกผนังหลอดเลือดแรงขึ้น ทำให้บริเวณผนังหลอดเลือดที่อ่อนแออยู่แล้วโป่งออกได้ง่ายขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดสมองโป่งพอง
สาเหตุที่ทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอลงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการเกิดหลอดเลือดสมองโป่งพอง ดังนี้
- อายุ ผู้ใหญ่มักมีความเสี่ยงมากกว่าเด็ก
- เพศ ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย
- กรรมพันธุ์ หากมีคนในครอบครัวสายตรง (พ่อแม่ พี่น้อง) เคยเป็นโรคนี้ ความเสี่ยงก็จะสูงขึ้น
- โรคทางพันธุกรรมบางชนิด ที่ทำให้เนื้อเยื่อเกี่ยวพันผิดปกติ
- โรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคถุงน้ำในไต หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดที่พบได้ไม่บ่อย
หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อวางแผนการตรวจและป้องกันความเสี่ยงได้
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน หรือมีอาการอื่น ๆ ที่น่าสงสัยว่าอาจเกิดจากหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก แพทย์จะทำการประเมินเพื่อตรวจหาว่ามีเลือดออกในช่องเยื่อหุ้มสมองหรือไม่ นอกจากนี้ หากผู้ป่วยมีอาการที่อาจเกิดจากหลอดเลือดที่ยังไม่แตก เช่น เห็นภาพซ้อน ปวดเบ้าตา หรือการมองเห็นผิดปกติไป แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม โดยวิธีการตรวจวินิจฉัยมีดังนี้
การตรวจด้วยภาพถ่ายรังสี (Imaging Tests)
- การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ((Computed Tomographic Angiography : CTA scan) เป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจรายละเอียดความผิดปกติของหลอดเลือดที่ออกในชั้นเยื่อหุ้มสมอง
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging : MRI) และการตรวจ MRA เป็นการใช้คลื่นวิทยุและสนามแม่เหล็กเพื่อสร้างภาพสมองและหลอดเลือดสมองที่มีความละเอียดสูงได้ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ
การเจาะน้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal Fluid : CSF )
ในกรณีที่สงสัยว่ามีหลอดเลือดแตกแต่ไม่สามารถสรุปได้จาก CT scan แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีนี้ โดยจะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเก็บตัวอย่างน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังจากบริเวณหลังส่วนล่างไปตรวจ หากพบว่ามีเซลล์เม็ดเลือดแดงปนอยู่ ก็จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้
การฉีดสีสวนหลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiogram)
วิธีนี้แพทย์จะสอดสายสวนขนาดเล็กและยืดหยุ่นเข้าไปทางหลอดเลือดแดงใหญ่ (ส่วนใหญ่มักเป็นบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ) แล้วนำทางไปจนถึงหลอดเลือดในสมอง จากนั้นจะฉีดสารทึบรังสีเข้าไป ทำให้สามารถเห็นภาพหลอดเลือดทั้งหมดได้อย่างละเอียดและชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ตรวจพบหลอดเลือดที่โป่งพองได้อย่างแม่นยำ โดยแพทย์มักจะเลือกใช้วิธีนี้เมื่อการตรวจด้วยวิธีอื่นยังให้ข้อมูลในการวางแผนรักษาไม่เพียงพอ
การตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีอาการและไม่ได้มีความเสี่ยงสูง แพทย์จะไม่แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองหาโรคนี้ แต่หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการตรวจคัดกรองเป็นรายบุคคล
ใครควรได้รับการตรวจหาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
การตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง ไม่ได้แนะนำสำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีอาการ แต่จะพิจารณาทำในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่
- ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคนี้
- ผู้ที่เป็นโรคที่สัมพันธ์กับโรคนี้ เช่น โรคถุงน้ำในไต โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแคบ หรือมีภาวะลิ้นหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดชนิด bicuspid aortic valve
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะบ่อย ๆ
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับว่าหลอดเลือดนั้นแตกแล้วหรือไม่ รวมถึงขนาด รูปร่าง และตำแหน่งของกระเปาะที่โป่งพอง
การรักษาด้วยเทคโนโลยี Biplane DSA เป็นการรักษาแบบไร้แผลผ่าตัด (Endovascular treatment)
Biplane Digital Subtraction Angiography (Biplane DSA) หนึ่งในเทคโนโลยีการรักษาล่าสุดของโรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นเครื่องเอกซเรย์เฉพาะทางที่สามารถถ่ายภาพหลอดเลือดได้สองระนาบพร้อมกัน ทำให้เห็นโครงสร้างและรูปร่างของหลอดเลือดอย่างละเอียดและแม่นยำกว่า
ขั้นตอนการรักษา แพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กร่วมกับวัสดุอุปกรณ์เล็ก ๆ เท่ากับด้ามปลายปากกาผ่านขาหนีบ พร้อมฉีดสารทึบรังสี การหมุนของเครื่อง Biplane DSA จะสร้างภาพหลอดเลือดที่คมชัด ช่วยให้แพทย์สามารถคำนวณขนาดและชนิดของขดลวดหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่จะใช้ในการปิดกั้นกระเปาะที่โป่งพอง ซึ่งการรักษาด้วยเทคโนโลยี Biplane DSA ผู้ป่วยจะได้รับรังสีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องในสมัยก่อน ไม่มีแผลผ่าตัดใหญ่ ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวขึ้น
การผ่าตัด
- การผ่าตัดหนีบคอหลอดเลือด (Surgical Clipping) ศัลยแพทย์จะผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ แล้วใช้คลิปโลหะขนาดเล็กหนีบไว้ที่คอของกระเปาะที่โป่งพอง เพื่อตัดการไหลเวียนของเลือดไม่ให้เข้าไปในส่วนที่โป่งพองอีกต่อไป
การรักษาอื่น ๆ (สำหรับกรณีเส้นเลือดแตก)
นอกจากการผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยที่เส้นเลือดแตกยังต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อจัดการกับอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น
- การให้ยา ยาแก้ปวด ยาป้องกันเส้นเลือดสมองหดตัว และยากันชัก
- การระบายของเหลวในสมอง หากมีภาวะน้ำในโพรงสมองคั่ง แพทย์อาจต้องใส่สายเพื่อระบายของเหลวออกมาลดความดันในสมอง
- การฟื้นฟู หลังจากอาการคงที่แล้ว ผู้ป่วยจะต้องทำกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด หรือฝึกพูด เพื่อฟื้นฟูความสามารถที่เสียไป
การรักษาหลอดเลือดที่ยังไม่แตก
หากตรวจเจอหลอดเลือดโป่งพองที่ยังไม่แตก แพทย์จะประเมินความเสี่ยงและติดตามอาการ กับความเสี่ยงของการผ่าตัด โดยจะพิจารณาจากขนาด ตำแหน่งของเส้นเลือด อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย หากมีความเสี่ยงที่จะแตกสูง แพทย์ก็จะแนะนำให้รักษาเพื่อป้องกันไว้ก่อน นอกจากนี้ การควบคุมความดันโลหิตให้ดีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยลดโอกาสที่เส้นเลือดจะแตกได้
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง
สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดหรือการแตกของหลอดเลือดสมองโป่งพอง ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ดังนี้
- ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
- งดสูบบุหรี่
- ควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดและไขมันสูง
- งดดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติดทุกชนิด
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อคัดกรองความเสี่ยงต่าง ๆ
โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง เป็นโรคที่อันตรายและไม่ควรมองข้าม การควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะความดันโลหิตและการสูบบุหรี่เป็นสิ่งสำคัญ หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการที่น่าสงสัย การปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น ที่โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล เรามีทีมแพทย์ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาท พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การวินิจฉัยและรักษาอย่างแม่นยำและปลอดภัยที่สุด
