การผ่าตัดข้อเข่าเทียม ฟื้นตัวไว เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

บทความสุขภาพ
การผ่าตัดข้อเข่าเทียม ฟื้นตัวไว

เมื่ออาการปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อมรุนแรงขึ้นจนทุกย่างก้าวกลายเป็นความทรมาน การทำกิจกรรมที่เคยรักต้องหยุดชะงัก และการใช้ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยข้อจำกัด กาผ่าตัดข้อเข่าเทียม อาจกลายเป็นทางเลือกสำคัญที่จะช่วยขจัดความเจ็บปวดและคืนการเคลื่อนไหวที่มั่นคงให้กลับมาอีกครั้ง 

การผ่าตัดข้อเข่าเทียมคืออะไร

การผ่าตัดข้อเข่าเทียม หรือการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนพื้นผิวข้อเข่าที่สึกหรอด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น โลหะ พลาสติก หรือเซรามิก โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดจะประสบความสำเร็จและช่วยลดอาการปวด ทั้งยังปรับปรุงการทำงานของข้อเข่า อย่างไรก็ตาม แม้การรักษานี้จะช่วยให้ข้อเข่าทำงานได้ดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่นเดียวกับการผ่าตัดรูปแบบอื่น ๆ

การติดตามอาการหลังผ่าตัดข้อเข่าเทียมเป็นสิ่งสำคัญ แม้จะไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ผู้ป่วยควรเข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อที่ข้อเข่าเทียม หรือตรวจพบความผิดปกติของข้อเข่าเทียมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ดังนั้น การตรวจติดตามอาการตามคำแนะนำของแพทย์จึงจำเป็นต่อการดูแลข้อเข่าในระยะยาว

ประเภทของการผ่าตัดข้อเข่าเทียม

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งข้อ (Total Knee Arthroplasty) เป็นการผ่าตัดที่พบบ่อยที่สุด โดยศัลยแพทย์จะทำการเปลี่ยนผิวข้อเข่าทั้ง 3 ส่วน คือ ด้านใน (Medial) ด้านนอก (Lateral) หรืออาจรวมไปถึงผิวลูกสะบ้า
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (Partial Knee Arthroplasty) ศัลยแพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนเฉพาะส่วนที่สึกหรอเท่านั้น และเก็บส่วนผิวข้อเข่าส่วนที่ยังมีสภาพดีเอาไว้ รวมทั้งเก็บเส้นเอ็นทุกเส้นที่เป็นธรรมชาติของเข่าไว้ทั้งหมด ข้อดีคือ แผลเล็ก เจ็บปวดน้อยลง และกล้ามเนื้อกลับสู่สภาพปกติเร็วขึ้น

ทำไมต้องผ่าตัดข้อเข่าเทียม

เหตุผลหลักที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเทียมคือ ความเจ็บปวดรุนแรงและเรื้อรังที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการใช้ชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถทำกิจกรรมพื้นฐาน เช่น การเดิน การขึ้นลงบันได หรือแม้แต่การลุกจากเก้าอี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเมื่อการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด หรือการฉีดยาเข้าข้อไม่ได้ผล

การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดข้อเข่าเทียม

เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ผู้ป่วยจะต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมตัวดังนี้

  • การประเมินสุขภาพ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยมีสุขภาพแข็งแรงและพร้อมสำหรับการผ่าตัด
  • การตรวจร่างกาย ได้แก่
    • การตรวจเลือด (Blood Tests)
    • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram : ECG)
    • การตรวจสุขภาพช่องปาก (Dental Exam)
    • การตรวจภาพทางการแพทย์ (Imaging) ขึ้นอยู่กับชนิดของการผ่าตัด อาจต้องเอกซเรย์ (X-ray) การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • ผู้ป่วยจำเป็นต้องแจ้งทีมแพทย์ถึงยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ รวมถึงอาหารเสริมต่าง ๆ เพราะอาจต้องหยุดใช้ยาหรืออาหารเสริมบางชนิดก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  • แพทย์จะแจ้งอย่างชัดเจนว่าควรงดอาหารและดื่มน้ำเมื่อใด โดยทั่วไป ต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด

ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

ในวันผ่าตัดวิสัญญีแพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อให้ผู้ป่วยไม่เจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด ซึ่งอาจเป็น

  • การดมยาสลบ (General Anesthesia) ทำให้ผู้ป่วยหลับตลอดการผ่าตัด
  • การฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง (Regional Anesthesia) ทำให้ร่างกายส่วนล่างตั้งแต่เอวลงไปชา

ในระหว่างการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ตัดแต่งกระดูกและกระดูกอ่อนส่วนที่เสียหายออก
  2. ใส่ชิ้นส่วนข้อเข่าเทียมเข้าไปแทนที่
  3. ใส่แผ่นพลาสติกชนิดพิเศษคั่นกลางเพื่อทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกเหมือนหมอนรองกระดูกอ่อนตามธรรมชาติ
  4. หากจำเป็น อาจมีการปรับแต่งพื้นผิวของกระดูกสะบ้าเพื่อให้เข้ากับข้อเทียมใหม่ได้พอดี

หลังเสร็จสิ้นการผ่าตัด ผู้ป่วยจะถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้นเพื่อให้ทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายชั่วโมง เพื่อเฝ้าดูอาการจนกว่าจะฟื้นจากยาสลบ

ปัจจัยสำคัญ 3 ประการสำหรับการผ่าตัดเข่าครั้งแรกให้ประสบความสำเร็จ

  1. การเตรียมตัวของผู้ป่วย : ผู้ป่วยต้องปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำในการเตรียมตัวทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดอย่างเคร่งครัด 
  2. ชนิดของข้อเข่าเทียม : การเลือกชนิดข้อเข่าเทียมที่เหมาะสมกับผู้ป่วย เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการผ่าตัด โดยต้องมีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน
  3. ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ : การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อน ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความรู้ ความชำนาญ รวมถึงประสบการณ์และเทคนิคการผ่าตัดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการวางตำแหน่งของข้อเทียมที่ถูกต้องเหมาะสมและจัดวางความตึงของเนื้อเยื่อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าได้อย่างสมดุล ปัจจุบันจึงมีการใช้แขนกลหุ่นยนต์มาช่วยผ่าตัด เพื่อให้ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจมากขึ้น 

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่พบได้หลังผ่าตัดข้อเข่าเทียม

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมแล้วควรระมัดระวัง ดังนี้

  • การติดเชื้อ การติดเชื้อหลังการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมเป็นภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ความเสี่ยงจะอยู่ในระดับต่ำ พบได้ 1–2%
  • ข้อเข่าหลวม ข้อเข่าหลวมอาจเกิดขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวมาก หรือจากการใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก
  • ข้อเข่ายึดติด ภาวะที่ข้อเข่าไม่สามารถงอเข่าหรือเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ตามปกติ
  • ลิ่มเลือดอุดตัน มักเกิดขึ้นที่ขา แต่อาจเคลื่อนที่ไปยังปอดซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพื่อลดความเสี่ยงนี้ แพทย์มักจะให้ยาละลายลิ่มเลือด
  • เส้นประสาทเสียหาย เส้นประสาทบริเวณที่ใส่ข้อเทียมอาจได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชา อ่อนแรง หรืออาการปวดได้
  • โรคประจำตัว ผู้ป่วยจำเป็นต้องแจ้งประวัติทางการแพทย์อย่างละเอียด เพราะโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด อาจทำให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดทำได้ยากขึ้น

การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เป็นวิธีการรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมที่มีประสิทธิภาพ ช่วยบรรเทาอาการปวดและเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อเข่า แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งอาการที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม เพื่อสังเกตุตนเองและเข้าพบแพทย์หากมีอาการ ดังนี้

  • อาการปวดข้อเข่าเรื้อรังหลังจากการผ่าตัด โดยทั่วไปจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่หากผู้ป่วยยังรู้สึกปวดข้อเข่าขณะพักและเคลื่อนไหวข้อเข่าต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจบ่งบอกถึงปัญหาหลังการผ่าตัด เนื่องจากมีการอักเสบของข้อเข่าและเยื่อหุ้มข้อเข่า
  • อาการไข้ ซึ่งอาจจะเกิดการติดเชื้อหลังการผ่าตัดเข่า

การผ่าตัดแก้ไขการติดเชื้อหลังเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดแก้ไขการติดเชื้อหลังเปลี่ยนข้อเข่าเทียม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ และสภาพของข้อเข่าเทียม

1. การผ่าตัดล้างข้อเข่าและรักษาการติดเชื้อ

หากสงสัยว่า อาจจะมีอาการติดเชื้อจากภาพถ่ายเอกซเรย์, ผลการตรวจเลือด, ผลการตรวจน้ำในข้อเข่าทางห้องปฏิบัติการ แต่ข้อเข่าเทียมยังไม่หลวมหรือมีการเปลี่ยนตำแหน่งของข้อเข่าเทียม กรณีนี้แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดผิวข้อเข่า และล้างทำความสะอาดข้อเข่า จากนั้นจึงให้ยาปฏิชีวนะต่อประมาณ 2-4 สัปดาห์

2. การผ่าตัดถอดข้อเข่าเทียมที่ติดเชื้อและใส่อุปกรณ์ชั่วคราว

หากพบว่า มีการติดเชื้อ โดยมีผลตรวจเลือดและผลตรวจน้ำข้อเข่าว่ามีลักษณะการติดเชื้อร่วมกับมีการหลวมหรือเปลี่ยนตำแหน่งของข้อเข่าเทียมจากภาพเอกซเรย์ แพทย์จะต้องทำการผ่าตัดล้างอาการติดเชื้อ เช่น หนองและเนื้อเยื่อที่มีการอักเสบออก จากนั้นนำเอาข้อเข่าเทียมที่ใส่ครั้งแรกออกทั้งหมด และใส่ตัวชั่วคราว (Antibiotic Cement Spacer) ซึ่งมีทั้งแบบเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ และแบบที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ หลังจากนั้นให้ยาปฏิชีวนะต่อประมาณ 4-6 สัปดาห์ และแพทย์จะตรวจดูว่า ผลเลือดที่เราติดตามการติดเชื้อมีค่าลดลงสู่ภาวะปกติหรือยัง จึงจะทำการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อใส่ข้อเข่าเทียมใหม่เข้าไป

อย่างไรก็ตาม ต้องรักษาการติดเชื้อให้หายสนิทก่อนเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดปัญหาจากการติดเชื้อของข้อเข่าเทียม ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ดังนั้น เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวที่ดี ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และเข้ารับการตรวจติดตามอาการตามที่นัดหมายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว

ระยะพักฟื้นหลังผ่าตัดข้อเข่าเทียม

สำหรับระยะการพักฟื้นหลังการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมในกรณีที่ไม่มีการติดเชื้อ ผู้ป่วยสามารถลุกยืนและเดินได้ภายใน 12 ชั่วโมง และใช้งานข้อเข่าได้ใกล้เคียงธรรมชาติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

การฟื้นตัวและการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดข้อเข่าเทียม

การฟื้นตัวเต็มที่หลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมอาจใช้เวลาประมาณ 6 เดือน แต่โดยทั่วไป สามารถกลับไปทำกิจกรรมได้ภายใน 6 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อายุ สุขภาพโดยรวม และการดูแลตัวเองหลังผ่าตัด โดยมีขั้นตอนสำคัญที่ควรปฏิบัติดังนี้

  • ประคบเย็นที่เข่าครั้งละ 20 นาที หลายครั้งต่อวัน
  • พยายามยกเข่าให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจ โดยใช้หมอนรองขณะนอน หรือวางบนที่พักเท้าขณะนั่ง
  • ทำความสะอาดและปิดแผลตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ทำท่าบริหารตามที่แพทย์สั่ง เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อและป้องกันข้อติด
  • รับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวด โดยแพทย์จะสั่งยาแก้ปวด และแนะนำการใช้ยาอื่น ๆ ควบคู่กันไป
  • ทำกายภาพบำบัดกับนักกายภาพบำบัด เป็นสิ่งสำคัญในช่วง 3 เดือนแรก เพื่อช่วยให้กลับมางอเข่าและเดินได้อย่างปลอดภัย

สำหรับการกลับไปใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ แพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายที่จะสามารถกลับไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องพักฟื้นที่บ้านเป็นเวลาหลายสัปดาห์

การติดตามอาการหลังผ่าตัดข้อเข่าเทียม

โดยทั่วไปแพทย์จะกำหนดตารางเวลาเพื่อติดตามอาการดังนี้

  1. สัปดาห์ที่ 1 : ตรวจติดตามอาการทั่วไปหลังผ่าตัด
  2. สัปดาห์ที่ 2 : ตรวจประเมินแผลผ่าตัดและสังเกตสัญญาณการติดเชื้อ
  3. 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี หลังผ่าตัด : ตรวจติดตามการฟื้นตัวและประเมินการทำงานของข้อเข่าเทียมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะเริ่มแรก

สำหรับผู้ป่วยที่กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ควรมีการประเมินและเตรียมความพร้อมของร่างกาย เช่น การรักษาและควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยในการผ่าตัด นอกจากนี้ควรพิจารณาอุปกรณ์ข้อเข่าเทียมที่ได้มาตรฐานและอยู่ภายใต้การดูแลโดยศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมที่มีประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน

สำหรับผู้ที่มีปัญหาเข่าเสื่อม สามารถปรึกษาได้ที่ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า ชั้น 1 อาคาร King of Bones โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชั่นแนล เรามีทีมแพทย์ชำนาญการ พร้อมให้การตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคข้อสะโพกและข้อเข่าเสื่อม ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายแพทย์ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า โทร. 02-734-0000 ต่อ 2222

Medically Reviewed by

นพ. วัชระ มณีรัตน์โรจน์
นพ. วัชระ มณีรัตน์โรจน์

ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ

ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ - การผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม

Readers’ Rating

0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)