การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Hip Replacement)
อาการปวดสะโพกที่รุนแรงและเรื้อรังสามารถบั่นทอนคุณภาพชีวิต ทำให้ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด และจำกัดความสามารถในการทำกิจกรรมที่เคยทำได้อย่างมีความสุข สำหรับผู้ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากข้อสะโพกเสื่อมหรือเสียหายอย่างรุนแรง การผ่าตัดข้อสะโพก หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นการรักษาที่สามารถขจัดความเจ็บปวด ฟื้นฟูการเคลื่อนไหว และช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง
ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคืออะไร
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม คือกระบวนการที่ศัลยแพทย์กระดูกและข้อชำนาญการด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม จะทำการผ่าตัดนำส่วนของข้อสะโพกเดิมที่เสื่อมสภาพ สึกกร่อน หรือแตกหักออก และทดแทนด้วยข้อสะโพกเทียม (Prosthesis) ที่ถูกออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงกับข้อสะโพกตามธรรมชาติมากที่สุด
ส่วนประกอบข้อสะโพกเทียม
ข้อสะโพกเทียมประกอบด้วยชิ้นส่วน 4 ส่วนที่ทำงานร่วมกัน
- เบ้าข้อสะโพกเทียม (Acetabular Component) ทำจากโลหะ มีหน้าที่ยึดกับกระดูกเบ้าสะโพกเดิม
- ผิวเบ้าข้อสะโพก (Liner) มักทำจากพลาสติกชนิดพิเศษ หรือ เซรามิค ทำหน้าที่เป็นผิวสัมผัสที่เรียบลื่น
- หัวข้อสะโพกเทียม (Femoral Head) ทำจากโลหะหรือเซรามิก มีลักษณะกลม ผิวเรียบลื่น เพื่อทดแทนหัวสะโพกเดิม
- ก้านข้อสะโพกเทียม (Femoral Stem) ทำจากโลหะ ใช้สำหรับยึดเข้าไปในโพรงกระดูกต้นขา
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม รักษาโรคอะไรบ้าง
- โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Osteoarthritis) เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อนตามวัย ทำให้เกิดการเสียดสีและอาการปวด
- โรคหัวกระดูกสะโพกตายจากการขาดเลือด (Avascular Necrosis) เมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกไม่เพียงพอ ทำให้กระดูกตายและยุบตัวลง
- ภาวะกระดูกต้นขาส่วนคอหัก (Femoral Neck Fracture) มักเกิดในผู้สูงอายุที่หกล้มสะโพกกระแทก จนไม่สามารถขยับข้อสะโพกได้
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) การอักเสบเรื้อรังที่ทำลายกระดูกอ่อนและตัวกระดูก
- โรคข้อสะโพกเคลื่อนหลุดแต่กำเนิด (Developmental Dysplasia of the Hip) เกิดจากพัฒนาการที่ผิดปกติของข้อต่อสะโพกส่งผลให้เกิดข้อสะโพกเสื่อมและภาวะเสื่อมสภาพ
ข้อบ่งชี้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเมื่อผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้
- มีอาการปวดสะโพกรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน แม้ในขณะพักหรือนอน
- ข้อสะโพกติดขัด ทำให้เคลื่อนไหวได้จำกัด เช่น ก้มใส่รองเท้าลำบาก
- การรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้ยา หรือการทำกายภาพบำบัด ไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้แล้ว
- มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมอย่างชัดเจน
ประเภทของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งข้อ (Total Hip Replacement) เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกทั้งข้อ และแทนที่ด้วยข้อสะโพกเทียม ที่ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เบ้าสะโพกเทียม กระดูกหัวสะโพกเทียม และก้านสะโพกเทียม
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบางส่วน (Patial hip replacement)) เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะส่วนหัวและก้านสะโพกเทียม
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ตรวจเลือด และเอกซเรย์ เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายพร้อมสำหรับการผ่าตัด
- งดทานยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการผ่าตัด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด สมุนไพร และอาหารเสริม เป็นต้น
- งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
- จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่บ้านให้ปลอดภัยและสะดวกต่อการพักฟื้น เช่น การติดตั้งราวจับบริเวณที่อยู่อาศัย
ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ก่อนการเริ่มผ่าตัด แพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึก ซึ่งอาจเป็นการบล็อกหลังซึ่งทำให้ร่างกายส่วนล่างชา หรือการดมยาสลบ และอาจฉีดยาชาเข้าไปในข้อหรือใกล้ข้อ เพื่อช่วยลดอาการปวดหลังการผ่าตัด การผ่าตัดจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมง (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะข้อสะโพกของแต่ละบุคคล) โดยมีขั้นตอนดังนี้
- ทำการกรีดแผลบริเวณสะโพกผ่านชั้นเนื้อเยื่อ
- นำกระดูกและกระดูกอ่อนที่ เสียหายออก โดยยังคงรักษากระดูกที่แข็งแรงไว้มากที่สุด
- ใส่เบ้าข้อสะโพกเทียมใหม่เข้าไปในกระดูกเชิงกราน
- ใส่แกนโลหะที่ส่วนบนของกระดูกต้นขา ตามด้วยหัวข้อสะโพกเทียมใหม่
- ตรวจสอบการเคลื่อนไหวเพื่อให้มั่นใจว่าข้อเทียมเคลื่อนไหวได้ดี มีความมั่นคงและปรับความยากของขาให้เท่ากับข้างปกติ
- เมื่อผ่าตัดเสร็จ ผู้ป่วยจะถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้น
การดูแลหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- หลังผ่าตัดควรดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง
- แพทย์จะเริ่มให้ทำกายภาพและฝึกการเคลื่อนไหวข้อสะโพกตั้งแต่วันแรกหลังการผ่าตัด
- ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลงน้ำหนักและฝึกเดินได้เต็มที่ตั้งแต่วันแรก โดยใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงร่วมด้วย
- ในช่วงแรกควรจัดท่านั่งและท่านอนอย่างเหมาะสม เช่น วางหมอนระหว่างขา เพื่อลดความเสี่ยงข้อสะโพกเทียมหลุด
- นักกายภาพบำบัดจะสอนท่าบริหารเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของข้อสะโพกและช่วยให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น
- ดูแลสุขภาพและโรคประจำตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลัง การผ่าตัด
วิธีการป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
แม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะมีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การติดเชื้อ ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ข้อเทียมเคลื่อนหลุด หรือความยาวขาไม่เท่ากัน ซึ่งทีมแพทย์พร้อมป้องกันและเฝ้าระวังภาวะเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม พักฟื้นกี่วัน
ผู้ป่วยจะพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน และสามารถเดินโดยใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด ส่วนใหญ่จะสามารถกลับไปทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ภายใน 4-6 สัปดาห์ และจะค่อย ๆ ฟื้นตัวเต็มที่จนสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใน 6-8 สัปดาห์ ไม่ต้องใช้วอร์คเกอร์ หรือไม้ค้ำยัน แต่ต้องระมัดระวังเวลาปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่าง ๆ
ข้อควรปฏิบัติเพื่อยืดอายุการใช้งานของข้อสะโพกเทียม
- ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัดอย่างเคร่งครัด
- บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกให้แข็งแรงอยู่เสมอ
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่งหรือกระโดด
- พบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อติดตามผล อย่างสม่ำเสมอ
ประโยชน์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- บรรเทาอาการปวดเรื้อรังได้
- ฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อสะโพกให้กลับมาใช้งานได้ดีอีกครั้ง
- เพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
- ปรับปรุงคุณภาพชีวิตโดยรวมให้ดีขึ้นอย่างมาก
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นการรักษาที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะข้อสะโพกเสื่อมรุนแรงได้ โดยช่วยขจัดความเจ็บปวดและคืนการเคลื่อนไหวที่อิสระให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยและทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ ทำให้การผ่าตัดมีความปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ช่วยให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
