บทความสุขภาพ

โรคภูมิแพ้ หาสาเหตุได้ด้วย “เจาะเลือดตรวจภูมิแพ้”

Share:

โรคภูมิแพ้ถือเป็นโรคยอดฮิตของคนไทย เนื่องจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ฝุ่นควัน ล้วนมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้สูงขึ้น หากไม่รีบรักษาจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตที่ไม่คล่องตัว เช่น การทำงาน การเรียน รวมไปถึงภาวะง่วงนอนตลอดทั้งวัน เนื่องจากการหลับไม่สนิท 

แพทย์หญิงภัคจิรา นาคเสน แพทย์เฉพาะทางด้านโรคจมูกและภูมิแพ้ โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคภูมิแพ้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ โดยมักเป็นสารจำพวกโปรตีน ซึ่งโรคภูมิแพ้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง แมลงสาบ ควันบุหรี่ นอกจากนี้อาหารบางชนิด ก็สามารถก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น อาหารทะเล นมวัว ไข่ แป้งสาลี และถั่วลิสง โดยผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกัน และความรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายที่แตกต่างกัน

โรคภูมิแพ้สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายระบบในร่างกาย

  • ภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เกิดจากโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หรือทำให้เกิดโรคหืด มีอาการไอ แน่นหน้าอก เหนื่อย หอบ หายใจมีเสียงหวีด
  • ภูมิแพ้อาหารและยา ทำให้เกิดผื่นคันแบบลมพิษ หน้าบวม ปากบวม แน่นคอ แน่นหน้าอก เป็นลมหมดสติ ความดันโลหิตต่ำและอาจเสียชีวิตได้
  • ภูมิแพ้ผิวหนัง ทำให้เกิดผื่นแดงคันเรื้อรั้ง ผิวแห้งลอก ส่วนใหญ่มักเป็นตามข้อพับแขนขาและลำคอ
  • ภูมิแพ้ตา ทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบ มีอาการคันตา เคืองตา ตาแดง ขยี้ตาเยอะ ตาบวม

การตรวจหาสาเหตุสารก่อภูมิแพ้ตรวจได้ 2 วิธี คือ

  1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) คือ การนำน้ำยาทดสอบภูมิแพ้ที่สกัดมาจากสารชนิดต่าง ๆ มาทดสอบที่ผิวหนังของผู้ป่วย เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีปฏิกิริยาต่อสารชนิดใดบ้าง สารที่ใช้ทดสอบเป็นสารที่พบว่าก่อให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย ๆ เช่น ขนสัตว์ ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรหญ้า
  2. การตรวจเลือดหาภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้ (Serum Specific IgE) คือ การทดสอบหาสารก่อภูมิแพ้ด้วยการตรวจเลือด โดยการเจาะเลือดหาภูมิต้านทานต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด เช่น นม ถั่ว อาหารทะเล ขนสัตว์ เชื้อรา วิธีนี้จะต้องนำเลือดไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งโดยทั่วไปอาจจะใช้เวลาในการรอผลเลือดประมาณ 7 วัน โดยผู้ป่วยไม่ต้องงดทานยาแก้แพ้ก่อนเจาะเลือด ซึ่งการเจาะเลือด 1 ครั้ง สามารถหาสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิด และมีความจำเพาะแม่นยำสูง

การทดสอบภูมิแพ้ด้วยการเจาะเลือดเหมาะกับ ผู้ที่มีผิวหนังอักเสบมาก หรือมีผื่นลมพิษชนิด dermatographism, ผู้ที่เคยมีการแพ้อย่างรุนแรงต่อสารที่ต้องการทดสอบ เช่น เคยแพ้อาหารที่สงสัย หรือสารที่ต้องการทดสอบอย่างรุนแรงชนิด “ภูมิแพ้รุนแรงเฉียบพลัน”มาก่อน ซึ่งการทดสอบผิวหนังแบบสกัดอาจกระตุ้นให้มีอาการได้ขณะทดสอบ ดังนั้นการเจาะเลือดจึงเหมาะสมกว่า, ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยาแก้แพ้ต่อเนื่องไม่สามารถหยุดยาแก้แพ้ได้ 7 วัน และสามารถทำในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนได้

สำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ หลังจากที่แพทย์ทราบสาเหตุการแพ้  ก็จะรักษาตามอาการอย่างต่อเนื่อง เช่น ให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และพยายามดูแลสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, การให้ยาตามอาการเช่น  ยาแก้แพ้รักษาอาการผื่นคัน ยาลดน้ำมูก ยาขยายหลอดลมแก้อาการหอบ แน่นหน้าอก และการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นการรักษาโดยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย เริ่มจากปริมาณน้อย ๆ และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ จนร่างกายเกิดความชินต่อสารก่อภูมิแพ้ ต่อไปเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้นั้นอีก ผู้ป่วยก็จะไม่มีอาการ ซึ่งหากผู้ป่วยตอบสนองต่อการฉีดวัคซีน ในระยะต่อมาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาประเภทอื่นอีกเลย

อย่างไรก็ตาม โรคภูมิแพ้เป็นโรคใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากสังเกตอาการตัวเองว่าเข้าข่ายโรคภูมิแพ้แนะนำให้มาตรวจหาสาเหตุ จะได้รับการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  • Readers Rating
  • Rated 5 stars
    5 / 5 (1 )
  • Your Rating