มดลูกหย่อน คือภาวะที่อวัยวะในอุ้งเชิงกรานเคลื่อนต่ำลง โดยอาการมักเริ่มจากความรู้สึก “หน่วงท้องน้อย” หรือหนักบริเวณอุ้งเชิงกราน ก่อนจะค่อย ๆ ชัดขึ้นจนบางรายรู้สึกเหมือนมีก้อนยื่นออกมา การรักษามีตั้งแต่การดูแลแบบไม่ผ่าตัด เช่น การบริหารกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้าง ซึ่งปัจจุบัน การผ่าตัดมดลูกหย่อน สามารถทำการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ได้แล้ว โดยที่ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล มีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ Da Vinci มาใช้ในการผ่าตัด เพื่อช่วยเพิ่มความแม่นยำและสนับสนุนการฟื้นตัวของผู้ป่วย
มดลูกหย่อน คืออะไร?
คือ ภาวะที่มดลูก “เคลื่อนต่ำลงจากตำแหน่งปกติ” เนื่องจากโครงสร้างที่ทำหน้าที่พยุงอวัยวะภายใน ได้แก่ กล้ามเนื้อและเอ็นของอุ้งเชิงกราน (Pelvic floor) เกิดการอ่อนแรงหรือยืดตัว ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักของอวัยวะได้เหมือนเดิม ให้ลองนึกภาพว่ากล้ามเนื้อและเอ็นของอุ้งเชิงกราน เปรียบเสมือนเปลผ้าที่คอยรองรับอวัยวะต่าง ๆ ทั้งมดลูก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้ เมื่อเปลนี้ยังตึงและแข็งแรง อวัยวะก็จะอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แต่หากเปลนี้เริ่มหย่อนลง อวัยวะต่าง ๆ ก็จะเคลื่อนต่ำลงทีละน้อย
สาเหตุของมดลูกหย่อน
ภาวะนี้มักเกิดจากการที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ซึ่งมีปัจจัยทที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. การคลอดบุตร
โดยเฉพาะการคลอดธรรมชาติหลายครั้ง หรือทารกมีขนาดใหญ่ ทำให้กล้ามเนื้อและพังผืดถูกยืดหรือฉีกขาด
2. อายุและฮอร์โมน
เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนลดลง ส่งผลให้เนื้อเยื่อสูญเสียความยืดหยุ่น
3. แรงดันในช่องท้องเรื้อรัง
เช่น ไอเรื้อรัง ท้องผูก หรือยกของหนัก เพิ่มแรงกดต่ออุ้งเชิงกรานต่อเนื่อง
4. น้ำหนักตัวเกิน
เพิ่มแรงกดลงที่โครงสร้างรองรับอวัยวะ
อาการของมดลูกหย่อน ที่ควรสังเกต
อาการมักเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป และอาจไม่ชัดเจนในระยะแรก ได้แก่
รู้สึก “หน่วง” หรือหนักบริเวณอุ้งเชิงกราน โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดินนาน
คลำได้ก้อน หรือรู้สึกเหมือนมีก้อนยื่นออกมาบริเวณช่องคลอด
ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะไม่สุด หรือปัสสาวะเล็ด
รู้สึกไม่สบายหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
ปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง
อาการเหล่านี้อาจรบกวนคุณภาพชีวิต เช่น การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน หรือแม้กระทั่งส่งผลต่อความมั่นใจ หากมีอาการ สามารถปรึกษานัดหมายแพทย์ ได้ที่โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล
มดลูกหย่อน มีกี่ระยะ
แพทย์จะประเมินความรุนแรงของมดลูกหย่อนเป็นระดับ เพื่อช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสม โดยความรุนแรงจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามเวลา ไม่ได้เกิดขึ้นทันที
ระยะเริ่มต้นของ มดลูกหย่อน (Early stage)
ในระยะนี้ มดลูกเริ่มเคลื่อนต่ำลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ยื่นออกมานอกช่องคลอด ผู้ป่วยบางรายอาจ ยังไม่มีอาการชัดเจน หรืออาจรู้สึกเพียงเล็กน้อย เช่น หน่วงท้องน้อยเวลายืนนาน รู้สึกหนักๆ บริเวณอุ้งเชิงกรานช่วงท้ายวัน หลายคนมักมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นแค่อาการ “เมื่อย” หรือ “ล้า” จากการใช้ชีวิตประจำวัน
ระยะรุนแรงของ มดลูกหย่อน (Advanced stage)
มดลูกเคลื่อนต่ำจนยื่นออกมานอกช่องคลอดอย่างชัดเจน อาการที่พบได้ เช่น มีก้อนยื่นออกมา เห็นหรือคลำได้ชัด, เดินหรือทำกิจกรรมแล้วรู้สึกไม่สบาย, อาจมีแผลถลอกจากการเสียดสี, มีปัญหาการปัสสาวะหรือการขับถ่ายร่วมด้วย โดยระยะนี้มักส่งผลต่อทั้งร่างกายและความมั่นใจในการใช้ชีวิต
ทั้งนี้ ระดับของโรคมีผลโดยตรงต่อการเลือกแนวทางรักษา หากคุณเริ่มมีอาการหน่วงท้องน้อย หรือรู้สึกถึงความผิดปกติบริเวณอุ้งเชิงกราน การเข้ารับการตรวจตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้มีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย และลดความซับซ้อนในระยะยาว
แนวทางการรักษามดลูกหย่อน
การรักษาจะพิจารณาแบบ “เฉพาะบุคคล” โดยคำนึงถึงระดับอาการ อายุ และความต้องการของผู้ป่วย
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหมาะสำหรับผู้ที่มีมดลูกหย่อนในระยะเริ่มต้น หรือมีอาการไม่มาก และต้องการชะลอการดำเนินของโรค ได้แก่
ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel exercise)
เป็นการออกกำลังกายเฉพาะจุดโดยการขมิบกล้ามเนื้อเหมือนกลั้นปัสสาวะค้างไว้ 5–10 วินาที แล้วคลาย แนะนำให้ทำซ้ำ 10–15 ครั้ง/เซ็ต วันละ 2–3 เซ็ต เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานซึ่งทำหน้าที่พยุงมดลูก กระเพาะปัสสาวะ และลำไส้
ปรับพฤติกรรม
การลดปัจจัยที่เพิ่มแรงกดต่ออุ้งเชิงกราน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรค แนวทางที่สำคัญ ได้แก่
ลดน้ำหนัก หากมีภาวะน้ำหนักเกิน
หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
รักษาอาการไอเรื้อรัง (เช่น เลิกสูบบุหรี่)
ดื่มน้ำวันละ 6 – 8 แก้ว และเพิ่มการรับประทานไฟเบอร์ เพื่อป้องกันท้องผูก
หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายแรงๆ
ใช้อุปกรณ์พยุง (Pessary)
ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งมักทำจากซิลิโคน ใส่ไว้ในช่องคลอด เพื่อช่วยพยุงมดลูกให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยแพทย์จะเลือกขนาดและชนิดที่เหมาะสมหลังการรักษา สามารถถอดทำความสะอาดเองได้ และต้องมีการติดตามผลเป็นระยะ
2. การรักษาโดยการผ่าตัด
การผ่าตัดเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่มีอาการระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบไม่ผ่าตัด และเริ่มมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งการผ่าตัดมดลูกหย่อน ไม่ใช่แค่การดันมดลูกกลับเข้าไป แต่เป็นการซ่อมโครงสร้างของอุ้งเชิงกรานที่อ่อนแรง ให้กลับมาทำงานได้ใกล้เคียงปกติที่สุด ปัจจุบันมีการผ่าตัดหลายเทคนิค ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ ดังนี้
การเย็บซ่อมพังผืดและกล้ามเนื้อ (Native Tissue Repair)
หลักการคือ แพทย์จะเย็บกระชับพังผืด (fascia) และกล้ามเนื้อที่หย่อนหรือแยกออกจากกัน โดยใช้เนื้อเยื่อของผู้ป่วยเองในการซ่อมแซม เทคนิคนี้สามารถการซ่อมแซม ดังต่อไปนี้
เย็บกระชับผนังช่องคลอดด้านหน้า/ด้านหลัง
ซ่อมส่วนที่รองรับกระเพาะปัสสาวะ (anterior repair)
ซ่อมส่วนที่รองรับลำไส้ (posterior repair)
เสริมความตึงของโครงสร้างเดิมให้กลับมารองรับอวัยวะได้ดีขึ้น
การยึดพยุงอวัยวะ (Suspension Procedure)
หลักการคือ การยกมดลูกหรือช่องคลอดที่หย่อน “กลับขึ้นไป” และยึดไว้กับโครงสร้างที่แข็งแรงภายในร่างกาย เช่น กระดูกสันหลังส่วนก้นกบ (sacrum), เอ็นธรรมชาติภายในอุ้งเชิงกราน, เอ็นด้านข้างของอุ้งเชิงกราน เพื่อให้ตำแหน่งมั่นคง และช่วยให้การทำงานของอวัยวะกลับมาใกล้เคียงปกติ
การใช้วัสดุเสริม (Mesh Augmentation)
หลักการคือ ใช้วัสดุทางการแพทย์ที่เรียกว่า mesh ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงตาข่าย มาช่วยเสริมความแข็งแรงของอุ้งเชิงกราน โดยแพทย์จะวาง mesh เชื่อมระหว่างช่องคลอดกับโครงสร้างที่แข็งแรงภายในร่างกาย เพื่อช่วยพยุงอวัยวะให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมกระจายแรงกดและลดภาระของเนื้อเยื่อเดิม ทำให้โครงสร้างโดยรวมมีความมั่นคงมากขึ้น
ทางเลือกใหม่ ผ่าตัดมดลูก หย่อน ด้วยหุ่นยนต์ Da Vinci
ปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้พัฒนาไปอีกขั้น ด้วยระบบผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Da Vinci ซึ่งช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถควบคุมเครื่องมือผ่าตัดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ได้อย่างแม่นยำ
ระบบนี้ให้ภาพการผ่าตัดแบบ 3 มิติความละเอียดสูง ทำให้ศัลยแพทย์มองเห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจนมากขึ้น พร้อมแขนกลที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดและมั่นคง ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด โดยเฉพาะในบริเวณที่มีโครงสร้างซับซ้อนอย่างอุ้งเชิงกราน
เทคโนโลยีหุ่นยนต์ Da Vinci จึงถูกนำมาใช้ในการรักษามดลูกหย่อน เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถ “ยกและยึดอวัยวะ” รวมถึงซ่อมแซมโครงสร้างอุ้งเชิงกรานได้อย่างละเอียด ผ่านแผลขนาดเล็ก ซึ่งช่วยลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง และสนับสนุนการฟื้นตัวของผู้ป่วยในระยะหลังผ่าตัด
ข้อดีของการผ่าตัดมดลูกหย่อนด้วยหุ่นยนต์ Da Vinci
แผลผ่าตัดขนาดเล็ก
ลดการเสียเลือดในหลายกรณี
ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด
ฟื้นตัวเร็ว และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ไวขึ้น
ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนบางประการ
ใครบ้างที่เหมาะกับการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Da Vinci?
ผู้ที่มีมดลูกหย่อนระดับปานกลางถึงรุนแรง
ผู้ที่ต้องการผ่าตัดแผลเล็ก
ผู้ที่ต้องการลดระยะเวลาพักฟื้น
ผู้ที่แพทย์ประเมินแล้วเหมาะสมกับเทคโนโลยีนี้
นพ.อภิสิทธิ์ สาราลักษณ์ สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านนรีเวชทางเดินปัสสาวะ ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยมดลูกหย่อนจำนวนไม่น้อยมักมาพบแพทย์ในระยะที่อาการเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตแล้ว โดยเฉพาะอาการ “หน่วงท้องน้อย” หรือ “รู้สึกมีก้อน” ซึ่งในระยะแรกผู้ป่วยหลายรายมักเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการทั่วไป และไม่ได้เข้ารับการตรวจทันที
เพราะฉะนั้น การสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และลดความซับซ้อนของการรักษาในระยะยาวได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมดลูกหย่อน
มดลูกหย่อน ต้องผ่าตัดไหม?
ในระยะเริ่มต้น มดลูกหย่อนสามารถดูแลได้โดยไม่ต้องผ่าตัด เช่น การฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน, การปรับพฤติกรรมเพื่อลดแรงกดในช่องท้อง, และการใช้อุปกรณ์พยุง แต่หากอาการรุนแรงขึ้นหรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดเพื่อแก้ไขโครงสร้างอย่างเหมาะสม
อาการแบบไหน ควรไปพบแพทย์?
ควรเข้ารับการตรวจเมื่อมีอาการต่อไปนี้
รู้สึกหน่วงหรือหนักบริเวณท้องน้อย
คลำได้ก้อน หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งยื่นในช่องคลอด
ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ปัสสาวะไม่สุด หรือเล็ด
หากปล่อยไว้อาการอาจค่อย ๆ รุนแรงขึ้น และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Da Vinci ดีอย่างไร?
การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Da Vinci เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด และช่วยให้ผ่าตัดผ่านแผลขนาดเล็กได้ ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด และฟื้นตัวได้เร็ว
Medically Reviewed by
นพ. อภิสิทธิ์ สาราลักษณ์
สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
สูติ-นรีเวชวิทยา - นรีเวชทางเดินปัสสาวะ
Readers’ Rating
0.0 out of 5 stars (based on 0 reviews)