การรับประทานแคลเซียมมากเกินไป ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย อาจทำให้เกิดภาวะไตวายได้ โดยส่วนใหญ่ปริมาณที่แพทย์สั่งให้รับประทานจะอยู่ในขนาดที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน ถ้าหากคุณแม่ไม่ได้ซื้อรับประทานเอง โอกาสที่จะเกิดอันตรายมีน้อยมากค่ะ
หากอาหารที่คุณแม่รับประทานมีแคลเซียมเพียงพอ การทานแคลเซียมเสริมอาจจะไม่จำเป็น ทั้งนี้ขึ้นอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล โดยส่วนใหญ่จะแนะนำให้เริ่มทานเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน
ปริมาณวิตามิน A ที่ผสมอยู่ในวิตามินรวมต่างๆ มีปริมาณน้อยมาก ไม่เป็นอันตรายต่อทารกค่ะ
การได้รับวิตามิน A ปริมาณมาก ทำให้มีโอกาสแท้งบุตรมากขึ้น หรือทำให้ทารกพิการ ความพิการที่พบ ได้แก่ ความผิดปกติของหู กระดูกโครงสร้างใบหน้าผิดปกติ เพดานปากแหว่ง หัวใจพิการ มีความผิดปกติของสมอง เป็นต้น
ทารกตัวใหญ่ทำให้เกิดภาวะคลอดยาก คลอดติดไหล่ บาดเจ็บต่อทางคลอดมารดาและตัวทารกมากขึ้น โอกาสการผ่าตัดคลอดสูงขึ้น นอกจากนี้ ทารกอาจมีภาวะน้ำตาลต่ำหลังคลอด คุณแม่ที่คลอดทารกตัวใหญ่มักเป็นคุณแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักมาก การควบคุมอาหารที่รับประทาน ฝากครรภ์สม่ำเสมอเพื่อที่แพทย์จะได้ประเมินความผิดปกติได้ทันเวลา จะสามารถป้องกันได้ค่ะ
ในส่วนของ Vitamin C และ Fish oil นั้นๆ จริงๆ แล้วยังไม่มีรายงานทางวิชาการยืนยันว่า ควรต้องรับประทานเสริมเป็นเม็ดขณะตั้งครรภ์ หากสามารถรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ที่มี Vitamin C สูง หรือปลาทะเลที่มี Omega-3 สามารถทดแทนกันได้ค่ะ การรับประทาน Vitamin C หรือ Fish oil เสริม ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์นะคะ โดยทั่วไปจะให้ Vitamin C ประมาณ 500-1000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วน Fish oil ให้ไม่เกิน 1000 มิลลิกรัมค่ะ
เราสามารถทานธาตุเหล็กเสริมเป็นเม็ดได้รึเปล่าคะ ควรรับประทานช่วงไหนของการตั้งครรภ์
ได้ค่ะ โดยปกติในหญิงตั้งครรภ์ แพทย์จะธาตุเหล็กรับประทานเสริมอยู่แล้วค่ะ แนะนำให้รับประทานตลอดการตั้งครรภ์ค่ะ ยกเว้นในช่วงที่คุณแม่แพ้มาก อาจจะหยุดรับประทานได้ เนื่องจากธาตุเหล็กจะระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
อาการแพ้นมวัวนี้มักพบในช่วงวัยทารก อาการแพ้นมวัว คือ อาการที่ร่างกายไม่สามารถย่อยโปรตีนในนมวัวได้ อัตราของเด็กที่มีอาการแพ้นมวัว คือ 0.3 – 7.5% เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม มีระบบภูมิต้านทานที่ต่อต้านโปรตีนในนมวัว ไม่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยนมวัว ส่วนหนึ่งทารกจะมีอาการดีขึ้นหลัง 2 ขวบค่ะ
นอกเหนือจากปลาแล้ว โอเมก้า 3 ยังมีอยู่ในอาหารอื่นๆ เช่น เมล็ดฟักทอง ถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์นมสำหรับหญิงตั้งครรภ์บางชนิดก็มีโอเมก้า 3 ค่ะ
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานชัดเจนว่าผงชูรสทำให้ทารกพิการอย่างไร แต่ผงชูรสไม่มีประโยชน์ใดๆต่อร่างกาย การรับประทานในปริมาณมากๆจะทำให้เกิดอาการชา บริเวณในหน้าและหู บางรายมีอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย อาเจียน เหงื่อออก หน้าแดง ร้อนวูบวาบ น้ำตาไหล และคอแห้งกระหายน้ำมาก หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยงค่ะ
ควรรับประทานธาตุเหล็กเสริมค่ะ อยู่ในดุลพินิจของแพทย์นะคะ อาจจำเป็นต้องให้ Folic หรือ วิตามินรวมอื่นๆด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเลือดจางจากสาเหตุอะไร
โดยปกติการผลิตลูกชิ้นจะไม่ได้ใส่สารบอแรกซ์นะคะ ยกเว้นการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน การใส่สารบอแรกซ์ลงในอาหารถือว่าผิดกฎหมายค่ะ เพราะฉะนั้นเราสามารถรับประทานลูกชิ้นได้ค่ะ แต่เลือกร้าน หรือแหล่งผลิตที่มีความปลอดภัย เชื่อถือได้
มีโอกาสค่ะ แนะนำให้ทานปลาทะเลน้ำลึกสัปดาห์ละ 2 มื้อค่ะ
เป็นอาการปกติของคนตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนใหญ่จะมีอาการประมาณ 1 เดือน แล้วจะค่อยๆดีขึ้นค่ะ
ในชาเขียวมีคาเฟอีนค่ะ แต่ปริมาณไม่มากเท่ากาแฟ ดื่มน้ำเปล่า นม น้ำผลไม้น่าจะดีกว่าค่ะ การได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากทำให้เกิดภาวะ การคลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อย ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ค่ะ
ไม่เป็นอันตรายนะคะ แต่ถ้าให้ดีคุณแม่ควรรับประทานให้ได้ครบ 3 มื้อ อาจจะปรับเวลาให้เข้ากับการตื่น การนอน เวลาทำงานของแต่ละคนค่ะ
ไม่ทราบสาเหตุชัดเจนนะคะ แต่จากการวิจัยพบว่าน่าจะเกิดจากความเป็นห่วง และความวิตกกังวลค่ะ
มีหลายสาเหตุค่ะ อาจเกิดจากการติดเชื้อบางอย่าง โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเอส แอล อี เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดที่เชื่อมระหว่างมดลูก และรกมีการอุดตัน ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอาหารและออกซิเจนได้น้อยลง
เนื่องจากมีน้ำอยู่นอกเซลล์เพิ่มขึ้นในคนตั้งครรภ์ จึงทำให้รู้สึกว่าผิวตึงขึ้น หรือบวมขึ้น ซึ่งเป็นภาวะปกติค่ะ แต่หากมีอาการบวมมาก ถึงขนาดปวด หรือขยับยาก เดินไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์นะคะ เพราะอาจเกิดภาวะผิดปกติอื่นๆ
|