หัวใจ...โดยปกติอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ใหญ่ทั่วไปโดยเฉลี่ยประมาณ 50-100 ครั้งต่อนาที ไม่ควรช้าหรือเร็วมากเกินไปหรือเต้นสดุด เรียกว่า “ภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ” หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอาการของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ จนมีอาการรุนแรงจะส่งผลร้ายตต่อสุขภาพและอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ |
|
|
|
|
โดย ศ.นพ.เกียรติชัย ภูริปัญโญ ผู้อำนวยการศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวถึงภาวะโรคหัวใจผิดจังหวะว่าเป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ แบ่งได้เป็น 2 ชนิดด้วยกันคือภาวะหัวใจเต้นช้า และภาวะหัวใจเต้นเร็ว ซึ่งอันตรายจะมากหรือน้อยขึ้นกับอัตราเร็วผิดปกติ ระยะเวลาที่เกิด รวมทั้งสภาพหัวใจ อาการโรคหัวใจผิดจังหวะที่เกิดกับผู้ป่วยอาจทำให้เกิดความวิตกกังวล หรือกลัวจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ และบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำว่าอาการทั้งหมดเกิดจากความเครียด และได้รับยาคลายวิตกกังวล หรือยานอนหลับมารับประทานเป็นระยะเวลานาน แต่อาการของผู้ป่วยกลับไม่ดีขึ้นจนรู้สึกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนี้เกิดขึ้นได้ทั้งผู้ป่วยที่การทำงานของหัวใจปกติ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วก็ได้ ซึ่งอาการโรคหัวใจผิดจังหวะทั้งเต้นช้าหรือเร็วเกินไปจะทำให้ความดันลดลง ส่งผลให้เลือดสูบฉีดไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการมึนงง หวิว วูบ หรือหมดสติร่วมด้วย โดยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะพบได้หลายรูปแบบ พอจะแยกตามลักษณะอาการของโรคหัวใจผิดจังหวะได้ดังนี้
- หัวใจเต้นช้าเกินไป มีอาการมึนงง หวิว วูบ หมดสติ อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือหัวใจเต้นแรงผิดปกติ
- หัวใจเต้นเร็วแบบมีวงจรลัดไฟฟ้า มีอาการหัวใจเต้นเร็วขึ้นโดยทันที ซึ่งอาจเกิดร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เป็นลม
- หัวใจเต้นสดุด จะมีอาการหัวใจเต้นๆ หยุดๆ ตกวูบคล้ายกับตกที่สูง หรือมีอาการคล้ายจะเป็นลมเจ็บหน้าอก
- หัวใจเต้นแบบสั่นพลิ้วที่หัวใจช่องบน นอกจากมีอาการใจสั่น ยังทำให้เกิดเป็นอัมพาตได้จากการเกิดลิ้มเลือดในหัวใจ ซึ่งถือว่าอันตายมาก
- หัวใจเต้นแบบสั่นพลิ้วที่หัวใจช่องล่าง จะมีความรุนแรงกว่า เพราะหัวใจช่องล่างทำหน้าที่สูบฉีดเลือดออกไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยตรง หากหัวใจไม่สามารถบีบตัวเพื่อสูบฉีดเลือดไปได้เพียงพอ อวัยวะที่จะเป็นอันตรายมากที่สุดคือ สมอง หากไม่ได้รับการช่วยเหลือภายใน 4-5 นาที อาจทำให้เซลล์สมองเสียหายอย่างถาวรกลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้
|
|
สาเหตุการเกิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ |
|
แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
- ความผิดปกติของการกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ
- การนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ
- ทั้งสองอย่างรวมกัน หรืออาจสัมพันธ์กับโรคหลายชนิด เช่นลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ความดันโลหิตสูง หรือความผิดปกติอื่นๆ ซึ่งทำให้วินิฉัยได้ยากเพราะว่าผู้ป่วยไม่มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติขณะที่ทำการตรวจ
ภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจเกิดจากการกระตุ้นจากสารต่างๆ เช่น กาแฟ ชา แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ี้ |
|
เนื่องจากผู้ป่วยที่มาพบแพทย์อาจมีอาการแตกต่างกันไป จึงต้องทำการซักถามประวัติและทำการตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นการเต้นผิด จังหวะชนิดใด การตรวจวินิจฉัยสามารถทำได้โดย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะที่มีอาการ ใช้ในการวินิจฉัยโรคและภาวะผิดปกติของหัวใจเบื้องต้น วิธีนี้จะพบความผิดปกติก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการขณะตรวจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง สามารถบันทึกการทำงานของหัวใจนอกโรงพยาบาลได้ เป็นเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่มีขนาดเล็กสามารถพกติดตัวได้ และเครื่องจะบันทึกคลื่นหัวใจได้ตลอดเวลา เพื่อให้แพทย์นำมาวินิจฉัยและแปลผลภายหลัง นอกจากนี้ ยังมี การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาขณะมีอาการ และ การตรวจโดยเครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจ ในบางกรณีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาอาจไม่พบความผิดปกติที่แน่ชัด จึงควรเข้ารับการตรวจทางสรีระวิทยาไฟฟ้าห้วยใจ ซึ่งมักทำร่วมกับการจี้ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงผ่านทางสายสวนหัวใจ |
|
|
|
การตรวจสภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอาจต้องตรวจดูว่าผู้ป่วยมีโรคหัวใจชนิดอื่น ร่วมด้วยหรือไม่ ได้แก่ การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การตรวจโดยวิธี Tilt Table Test คือการทดสอบสภาวะการเป็นลมหมดสติโดยการปรับระดับเตียงเพื่อทดสอบในผู้ป่วย ที่มีอาการเป็นลมบ่อยๆ และยังมีการตรวจหัวใจโดยใช้ Computer ชนิด CT 64 Slice และ Cardiac MRI รวมทั้งการฉีดสีผ่านสายสวนหัวใจ เป็นต้น
สำหรับการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณารักษาโดยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว เริ่มด้วยยาคลายเครียด ยาต้านการเต้นหัวใจผิดปกติ หรือยากระตุ้นหัวใจ เป็นต้น และปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้ผลดี ซึ่งพอจะแยกได้ตามชนิดความรุนแรงของโรคดังนี้ |
ขั้นตอนการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ
|
สำหรับการรักษาภาวะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณารักษาโดยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว เริ่มด้วยยาคลายเครียด ยาต้านการเต้นหัวใจผิดปกติ หรือยากระตุ้นหัวใจ เป็นต้น และปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะที่ได้ผลดี ซึ่งพอจะแยกได้ตามชนิดความรุนแรงของโรคดังนี้ |
กรณีหัวใจช่องบนเต้นเร็วผิดปกติ จะรักษาด้วย การจี้หัวใจด้วยไฟฟ้าผ่านคลื่นเสียงความถี่สูงเท่าคลื่นวิทยุ เป็นการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดไม่ต้องใช้ยาสลบและได้ผลดีโดยการทดสอดสายสวยหัวใจชนิดพิเศษที่มีขั้วโลหะที่ปลายสามารถบันทึกกระแสไฟฟ้าหัวใจเพื่อหาตำแหน่งวงจรไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ เมื่อพบจะสง่คลื่นความถี่สูงไปยังตำแหน่งดังกล่าวเป็นระยะเวลา 30-60 วินาที โดยทำให้เกิดความร้อนที่อุณหภูมิ 55 องศาที่ปลายสายสวนหัวใจ ทำให้การนำไฟฟ้าที่จุดนั้นถูกทำลาย หัวใจจะไม่เต้นผิดปกติอีก ซึ่งการรรักษาโดยวิธีดังกล่าวได้ผล 95% มีผลแทรกซ้อนน้อยกว่า 1% ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหน้าอกเพียงเล็กน้อย และใช้เวลาการพักฟื้นในโรงพยาบาล 1 คืนหลังการรักษา |
|
การจี้หัวใจด้วยไฟฟ้าผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง |
|
|
ส่วนกรณีที่การเต้นของหัวใจช้ากว่าปกติ ควรรักษาด้วย การฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) เป็นเครื่องมือขนาดประมาณ 4-5 เซนติเมตร หนา 0.5 เซนติเมตร ภายในประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนการรับรู้การเต้นของหัวใจ ส่วนส่งพลังงานไฟฟ้าไปกระตุ้นหัวใจ และส่วนของแบตเตอรี่ โดยทั่วไปจะให้พลังงานได้ 8-10 ปีแล้วแต่ปริมาณการใช้งานหลังจากใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ทุก 6 เดือน – 1 ปี เพราะต้องรับการตรวจเช็คเครื่องอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับพลังงานและโปรแกรมของเครื่องให้เหมาะสม หากจำเป็นต้องเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะในสนามบิน ต้องแสดงบัตรประจำตัวผู้ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจเพื่อไม่ให้ยุ่งยากในการตรวจค้น และไม่ควรใช้เครื่องตรวจ MRI เพราะแรงแม่เหล็กจะเหนี่ยวนำทำให้เครื่องเสียหายได้ หากต้องเข้ารับการผ่าตัด ฉายแสงรักษามะเร็งต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเสมอหากหัวใจเต้นเร็วมากและเกิดจากหัวใจช่องล่าง |
กรณีนี้ถือเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง อาจเกิดจากหัวใจชองล่างเต้นเร็วมากหรือเต้นพริ้วจนความดันโลหิตต่ำคลำชีพจรไม่ได้ หรืออาจเกิดได้หลายรูปแบบสลับไปมา หัวใจจะหยุดสูบฉีดเลือด ถ้าหัวใจไม่กลับมาเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาไม่กี่นาที การรรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการซ็อกด้วยไฟฟ้าพลังงานสูงผ่านหัวใจ เพื่อให้สัญญาณไฟฟ้าหัวใจกลับมาเป็นปกติในทันที ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรง แพทย์จะแนะนำให้รับการผ่าตัดใส่เครื่องซ็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติชนิดผ่าตัดฝั่งติดตัวผู้ป่วย (AICD: Automatic Implantable Cardioverter Defibrillator) เมื่อมมีสัญญาณหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงเครื่องจะส่งไฟฟ้าพลังงานสูงผ่านหัวใจให้สัญญาณไฟฟ้าหัวใจที่ผิดจังหวะกลับมาเป็นปกติในทันที |
รายชื่อแพทย์ อายุรกรรมโรคหัวใจและหลอดเลือด |
|
|
ข้อมูลจาก นิตยสาร การเงินธนาคาร เดือน ก.ย.53 |