โรคร้ายแรงบางชนิดที่เรามักได้ยินหรือพบเจอได้บ่อยครั้ง ปัจจุบันมีวิธีป้องกันโรคร้ายเสียแต่เนิ่นๆด้วยวิธีการฉีดวัคซีน ซึ่งแพทย์มักจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะวัคซีนจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดโรคและความรุนแรงของโรคได้เป็นอย่างดี สำหรับวัคซีนตัวใหม่ที่น่าสนใจที่ผู้ปกครองควรพาลูกหลานมาฉีดนั้น ได้แก่ วัคซีน IPD วัคซีน Rotavirus และวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น
โรค IPD คืออะไร ทำไมต้องฉีดวัคซีน IPD
‘IPD' คือ โรครุนแรงที่เกิดจากเชื้อหวัดชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นเชื้อหวัดที่มักพบได้บ่อยครั้ง แต่เป็นเชื้อที่ดื้อยามาก ดังนั้นหากผู้ป่วยเด็กติดเชื้อหวัดชนิดนี้ขั้นรุนแรงถึงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด อาจส่งผลให้เด็กได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต ภายในระยะเวลาไม่ถึงข้ามวัน
โดยปัจจุบันมีการใช้วัคซีน IPD กันอย่างแพร่หลาย เพราะโรค IPD เป็นเชื้อที่พบบ่อยและดื้อยามาก วิทยาการทางการแพทย์จึงพยายามที่จะผลิตวัคซีนป้องกัน และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ยุโรปตะวันตก อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ซึ่งมีการกำหนดในโปรแกรมการฉีดวัคซีนให้กับเด็กทั่วไป แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่ได้มีการกำหนดหรือบรรจุวัคซีน IPD อยู่ในโปรแกรมการฉีดวัคซีนทั่วไป สำหรับผู้ปกครองที่สนใจสามารถพาเด็กไปรับวัคซีนได้ที่โรงพยาบาลที่ให้บริการฉีดวัคซีนชนิดนี้
สำหรับจำนวนครั้งที่ฉีดวัคซีนให้เด็กนั้น จะฉีดตามช่วงอายุของเด็ก อาทิ หากฉีดวัคซีนเด็กก่อนอายุ 2 ปี จะฉีดจำนวน 2-4 เข็ม และหลังอายุ 2 ปีฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียว ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันโรค IPD สามารถป้องกันได้ประมาณ 70 % โดยแพทย์แนะนำให้ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 ครั้งก่อนเข้าเรียน เพื่อป้องกันการติดเชื้อหวัดชนิดดื้อยานี้ ทำให้อุบัติการณ์ของหวัดชนิดดื้อยาลดลง และง่ายต่อการตอบสนองของเชื้อต่อยาปฏิชีวนะ
วัคซีน Rotavirus ช่วยลดความรุนแรงของโรคร้าย
Rotavirus คือ เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วง มักเกิดขึ้นในเด็กวัยต่ำกว่า 5-6 ปี ซึ่งมีการติดต่อได้โดยง่ายในเด็กวัยอนุบาลและเด็กเล็กที่ชอบหยิบของเข้าปาก โดยการระบาดของโรคจะเกิดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูหนาว ลักษณะอาการของผู้ป่วยโรคนี้ จะมีอาการท้องเสีย อาเจียนรุนแรง อาจเกิดภาวะช็อกจากการขาดน้ำและเกลือแร่ได้ การให้วัคซีน Rotavirus เพื่อป้องกันเชื้อนี้ สามารถทำได้ง่ายเพียงหยอดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละประมาณ 2 เดือนในเด็กช่วงอายุ 2-6 เดือน ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนในป้องกันโรคนี้ จะให้ผลค่อนข้างดีประมาณ 80-90 % เพราะอย่างน้อยวัคซีนก็สามารถช่วยป้องกันความรุนแรงของโรค และลดอุบัติการณ์ของการนอนโรงพยาบาล
วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ลดเสี่ยง
มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้หญิงไทย โดยสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากกว่าร้อยละ 95 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV ( Human Papilloma Virus) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของปากมดลูกจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ทั้งนี้พบว่าเชื้อ HPV มีอยู่มากกว่า 40 สายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก แต่มีอยู่ 2 สายพันธุ์คือ 16 และ 18 ที่เป็นสาเหตุหลักคือประมาณ 70 % นอกนั้นสายพันธุ์อื่นๆ พบว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ประมาณสายพันธุ์ละ 2-5 %
ดังนั้นวัคซีนที่ประกอบด้วยสายพันธุ์ 16 และ 18 จึงมีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อ 2 สายพันธุ์นี้ได้ 100 % แต่ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้โดยรวม 70 % ส่วนวัคซีนอีกชนิดหนึ่งมี 4 สายพันธุ์คือ 16 , 18 , 6 และ 11 สามารถป้องกันได้ทั้งมะเร็งปากมดลูกและหูดหงอนไก่ โดยจำนวนการฉีดวัคซีน จะฉีดรวมกัน 3 ครั้ง ให้ระยะเวลาห่างกัน 2 และ 6 เดือนตามลำดับ
ทั้งนี้สำหรับวัคซีนที่ให้ผลดีสูงสุดถึง 100 % ต่อสายพันธ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกนั้น แพทย์แนะนำให้ฉีดในหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่อายุระหว่าง 9-26 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน หากฉีดในหญิงสูงวัยกว่านี้หรือเคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้วประสิทธิภาพการป้องกันจะลดลงเหลือประมาณ 80 %
|