ทางออกคนหนุ่มสาวที่มีปัญหาข้อสะโพกเสื่อม ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่ แต่ใช้งานได้ดีดังเดิม ช่วยยืดอายุการใช้งาน ด้วยวิธีการผ่าตัดครอบข้อสะโพกเบอร์มิงแฮม
ปัจจุบันคนไทยได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคข้อสะโพกเสื่อม และโรคหัวสะโพกขาดเลือดเป็นจำนวนมาก การรักษาที่ได้ผลแน่นอนที่สุดคือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมเป็นหัตถการที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ซึ่งหลังจากผ่าตัดแล้วผู้ป่วยห้ามใช้งานข้อสะโพกหนักมาก หากทำการผ่าตัดนี้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย จะมีปัญหาเรื่องอายุการใช้งานสั้นลง เหลือเพียง 5 - 10 ปี และอาจต้องเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่ ซึ่งผลการรักษาจะแย่ลงเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีการผ่าตัดแก้ไขข้อสะโพกใหม่ รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้น ดังนั้น แพทย์ออร์โธปิดิกส์จะพยายามชะลอการเปลี่ยนข้อสะโพกครั้งแรกให้ได้นานที่สุด หรือจนกว่าผู้ป่วยจะมีอายุมากกว่า 60 ปี โดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั่วไป เป็นแบบหัวโลหะชนกับเบ้าพลาสติก ซึ่งมีการคิดค้นมานานกว่า 40 ปีแล้ว
จากการที่วิทยาการทางการแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประมาณปี 1989 ได้มีการพัฒนาการเปลี่ยนข้อสะโพกที่เหมาะสำหรับคนหนุ่มสาวที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปี ปัจจุบันได้รับความนิยมมากทั่วโลก ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัตินวัตกรรมการออกแบบการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเลยทีเดียว การผ่าตัดชนิดนี้คือ การครอบข้อสะโพกเบอร์มิงแฮม ซึ่งเป็นข้อสะโพกแบบโลหะชนกับโลหะ
การผ่าตัดครอบข้อสะโพกเบอร์มิงแฮม ( Birmingham Hip Resurfacing : BHR ) เป็นการผ่าตัดแบบใหม่ เป็นการรักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมของข้อสะโพก โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปี โดยข้อสะโพกเทียมเบอร์มิงแฮมมีจุดเด่นหลายประการ คือ
s เป็นข้อสะโพกเทียมชนิดหัวโลหะชนกับเบ้าโลหะ ในขณะที่ข้อสะโพกเทียมทั่วไปเป็นแบบหัวโลหะชนกับเบ้าพลาสติก ซึ่งแน่นอนว่าข้อสะโพกเบอร์มิงแฮมมีความทนทานในการใช้งานอย่างมาก จึงสามารถผ่าตัดในผู้ป่วยอายุน้อยได้
s ข้อสะโพกเบอร์มิงแฮมไม่มีการตัดหัวสะโพกเดิมออกไป หากแต่เป็นการครอบหัวโลหะลงไปที่หัวสะโพก กระดูกส่วนใหญ่ของผู้ป่วยยังคงอยู่ ซึ่งในอนาคตหากต้องเปลี่ยนเป็นข้อสะโพกเทียมแบบตัดหัวสะโพกสามารถดำเนินการต่อได้เลย โดยไม่ต้องรื้อเบ้าโลหะเก่าออก นอกเสียจากว่าเบ้าเดิมจะหลวมมาก
s ข้อสะโพกเบอร์มิงแฮมมีหัวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 38 – 62 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดหัวสะโพกเดิมของผู้ป่วย ในขณะที่ข้อสะโพกเทียมธรรมดาแบบโลหะชนกับพลาสติก มีขนาดหัว 28 มิลลิเมตร จึงพบโอกาสเกิดข้อสะโพกหลุดได้มากกว่า 5 – 10 เท่าตัว
s ข้อดีอีกอย่างคือ ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดข้อสะโพกเบอร์มิงแฮม สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเล่นกีฬาหนักๆ ได้ (หลังจากผ่าตัดประมาณ 6 – 12 เดือน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์) ตรงกันข้ามกับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแบบโลหะชนเบ้าพลาสติก แพทย์จะสั่งให้จำกัดการทำงานหนัก ห้ามแบกหาม หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก มิฉะนั้นอายุการใช้งานของข้อสะโพกจะน้อยกว่าปกติมาก คือน้อยกว่า 5 – 10 ปี ก็จะต้องรับการผ่าตัดแก้ไขเปลี่ยนข้อสะโพกใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าการผ่าตัดรอบสองหรือมากกว่า จะให้ผลดีสู้ครั้งแรกไม่ได้
การผ่าตัดครอบข้อสะโพกเบอร์มิงแฮมนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เดิมเคยมีการผ่าตัดคล้ายกันทำนองนี้ตั้งแต่ปี 1950 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ปรับปรุงและแก้ไขเรื่อยมา จนกระทั่งศัลยแพทย์กระดูกและข้อ นพ.ดิเรค แมคมิน ในเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาการเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแบบพิเศษนี้ตั้งแต่ปี 1989 และได้พัฒนาปรับปรุงเทคนิคต่างๆ ในรายละเอียดจนเป็นรุ่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1997 เป็นต้นมา
ในต่างประเทศผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ให้การตอบรับดีมากจนมีการบอกต่อๆ กัน โดยเฉพาะในชุมชนเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต เกิดการแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว ในเวลา 10 ปี ทั่วโลกมีการผ่าตัดด้วยวิธีนี้กว่า 80,000 ข้อ โดยที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้ใช้ข้อสะโพกเบอร์มิงแฮมเพียงยี่ห้อเดียว ปรากฏว่าในเวลาแค่ 1 ปี เฉพาะที่สหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเบอร์มิงแฮมไปแล้วกว่า 6,500 ข้อ นับว่าเป็นจำนวนมากและเติบโตอย่างรวดเร็ว
ในประเทศไทย มีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเบอร์มิงแฮมครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปี 2549 และในเวลาต่อมาได้มีการผ่าตัดอีกเป็นจำนวนมาก โดยผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนปกติ
การผ่าตัดครอบข้อสะโพกเบอร์มิงแฮม แนะนำให้ทำในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม ข้อสะโพกขาดเลือด ที่ยังเหลือกระดูกพอที่จะครอบได้ และข้อสะโพกที่เสื่อมจากการพัฒนาการผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม ข้อสะโพกเบอร์มิ่งแฮมยังมีข้อจำกัดบางประการคือ ผู้ป่วยควรมีอายุน้อยกว่า 65 ปี โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของกระดูก เนื่องจากการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีกระดูกพรุน มีความเสี่ยงที่กระดูกคอสะโพกจะหักได้ และผู้ป่วยต้องมีเนื้อกระดูกส่วนเบ้าและหัวสะโพก เหลือเพียงพอที่จะครอบโลหะลงไปได้ โดยหลังผ่าตัดผู้ป่วยจะมีระดับอิออนของโลหะในกระแสเลือดสูงขึ้นกว่าคนปกติเล็กน้อย แต่ไม่มากพอที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย ปัจจุบันจากการเก็บข้อมูลนานกว่า 30 ปี ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ไม่พบการก่อมะเร็ง ไม่พบการทำลายอวัยวะของร่างกาย ไม่พบการทำให้ทารกคลอดผิดปกติ หรืออื่นๆ โดยอิออนโลหะที่สูงขึ้นในกระแสเลือดจะถูกกำจัดออกทางไตตลอดเวลา
นอกจากนี้ ผู้หญิงมีครรภ์ซึ่งมีระดับอิออนโลหะที่สูงขึ้นในกระแสเลือดของแม่ มีรายงานการตรวจพบระดับอิออนโลหะสูงขึ้นในเลือดฝั่งทารกได้ แต่ไม่มีรายงานทารกแรกเกิดผิดปกติ และไม่มีรายงานว่าเป็นสาเหตุของการแท้งบุตร ปัจจุบันผู้ป่วยหญิงที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้ สามารถมีลูกได้ตามปกติ
วิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาข้อสะโพกให้นานที่สุด คือการใช้งานอย่างถนอมและถูกวิธี พยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ข้อสะโพกเสื่อมสภาพเร็ว และเมื่อเกิดปัญหา แพทย์คือผู้ที่ให้คำตอบได้ดีที่สุดว่าจะรักษาด้วยวิธีใด |